
ศุภชัย ยาวะประภาษ-คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)
ตอนประชุม กรธ.ครั้งแรกๆ คุยว่าหลักการร่างรัฐธรรมนูญ 1.ตั้งใจเขียนเฉพาะหลักการให้อยู่ได้นาน อะไรที่เปลี่ยนตามยุคสมัย จะให้รัฐบาลเป็นคนเปลี่ยนแปลงตามสมควรในแต่ละสมัย 2.อยากเห็นรัฐธรรมนูญที่วางกรอบกติกาแล้วปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่เขียนแล้วปฏิบัติไม่ได้ 3.ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับปราบโกง ถึงอย่างไรก็ต้องมีนักการเมือง แต่ไม่ต้องการให้นักการเมืองที่ได้ชื่อว่าขี้โกงเข้ามา
รัฐธรรมนูญจะเอาไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ ถ้าไม่ปฏิรูปการศึกษาและปฏิรูปการบังคับใช้กฎหมาย ในบทเฉพาะกาลจึงพูดเรื่องการปฏิรูปการบังคับใช้กฎหมายโดยเริ่มที่ตำรวจ
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีคำว่าบัตรเลือกตั้ง เพราะเมื่อโลกเปลี่ยน การลงเสียงอาจไม่ต้องใช้บัตร เราจึงพยายามระวังคำเหล่านี้ ช่วงต้นในการร่างเราเชิญองค์กรอิสระมาคุยว่าเขาอยากเห็นอะไร รัฐธรรมนูญชั่วคราวกำหนดหลักเกณฑ์ในการฟังความคิดเห็น แต่ กรธ.มองว่าไม่ควรมีหลักเกณฑ์ ใช้ช่องทางไหนก็ได้ ตัวรัฐธรรมนูญจึงมีหลายเรื่องที่ต้องไปไว้ในกฎหมายลูกที่ต้องให้คนที่เกี่ยวข้องมาทำ โดยมี กรธ.บางท่านเข้าไปนั่งด้วย
แนวคิดที่ 2 ที่ว่าอยากให้สิ่งที่เขียนปฏิบัติได้จริง ถามว่าเป็นรัฐราชการหรือเปล่า รัฐธรรมนูญ ปี 2540 และปี 2550 เรื่องสิทธิทางข้อมูลข่าวสาร ให้ประชาชนไปขอจากราชการได้ แต่ความเป็นจริงทำได้ยาก หน่วยงานรัฐถ้าไม่กำหนดเป็นหน้าที่จะทำได้ยาก จึงกำหนดหน้าที่รัฐให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชน หน่วยงานนั้นตั้งงบเตรียมข้อมูลให้ประชาชนได้เลย รัฐธรรมนูญเขียนว่าถ้าหน่วยงานรัฐมีหน้าที่แล้วไม่ทำตาม ประชาชนสามารถร้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้
เรื่องที่ 3 พยายามให้ได้นักการเมืองที่ไม่มีประวัติทุจริตเข้ามา จึงเพิ่มอำนาจหน้าที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เช่นให้อำนาจ กกต.แต่ละคนเดินไปเห็นการนับคะแนนที่ไม่เที่ยงตรง สามารถสั่งยกเลิกการเลือกตั้งตรงนั้นได้เลย ไม่ต้องรอประชุมครบ 5 คน และเพิ่มอำนาจองค์กรอิสระบางเรื่อง เพื่อไม่ให้นักการเมืองที่คิดคดโกงเข้ามาในสภา
สิริพรรณ นกสวน สวัสดี-อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
แบ่งการวิเคราะห์แยกประเด็น คือ ความเป็นสถาบันการเมืองอ่อนแอลง เสียงกลืนหาย ประสิทธิภาพระบบการเมืองเบี้ยวเอียงจนถูกคว่ำได้
เรื่องการลดการมีส่วนร่วมของประชาชน รัฐบาลจะถูกทำให้อ่อนแอ รัฐจะเข้มแข็ง รัฐธรรมนูญปี 2540 และปี 2550 จะรองรับสิทธิ แต่รัฐธรรมนูญนี้ถอดสิทธิหลายอย่าง เช่น สิทธิการถอดถอน สิทธิในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิการทำประชามติ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลต่อการทำให้รัฐสภาอ่อนแอจนแทบไม่เป็นสถาบันทางการเมือง นักการเมืองจะเลวร้ายยังไงแต่ขาดไม่ได้ แต่เราต้องตรวจสอบได้ เพื่อจะได้มีส่วนร่วมมากที่สุด แต่ระบบเลือกตั้งจะทำให้สิ่งเหล่านี้หายไป
เบื้องต้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องการลดอิทธิพลพรรคใหญ่ ซึ่งเห็นด้วย เพราะระบบเลือกตั้งที่ผ่านมาเอื้อพรรคใหญ่มาก แต่การลดอิทธิพลพรรคใหญ่ต้องไม่ทำให้เกิดการจัดสรรคะแนนไม่เป็นธรรมอย่างในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่มีบัตรเลือกตั้งใบเดียว เป็น ส.ส.เขต นำคะแนนไปรวมทั้งประเทศถูกทำให้เป็นคะแนนที่นั่งพรรคการเมือง ทั้งที่การเลือก ส.ส.เขตเป็นการเลือกตัวบุคคล ต่างกับการเลือกพรรค
ถ้าจะลดอิทธิพลพรรคใหญ่ระบบเลือกตั้งในร่างฉบับ อ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นเหตุเป็นผล กว่า รัฐธรรมนูญนี้พรรคเล็กก็แทบจะแข่งไม่ได้เลยเพราะต้องหา ส.ส.เขตมาลงสมัคร ถ้าไม่มีเงิน โอกาส ส.ส.เขตจะชนะได้ยาก
ผลของระบบเลือกตั้งแบบนี้จะทำให้การซื้อเสียงมากขึ้น เพราะจะเกิดการแข่งขันใน ส.ส.เขต พรรคจะกว้านซื้อคนเด่น และพรรคมีแรงจูงใจเสนอนโยบายน้อยลง
การให้พรรคการเมืองเสนอชื่อนายกฯพรรคละ 3 ชื่อ เป็นชื่อใครก็ได้ ในทางปฏิบัติ พรรคที่มีสิทธิโหวตชื่อผู้สมัครนายกฯต้องได้ที่นั่งไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของการเลือกตั้ง จากการเลือกตั้งที่ผ่านมามีเพียง 3 พรรคเท่านั้น กลไกนี้เมื่อไม่มีพรรคใดกุมเสียงข้างมาก พรรคอันดับ 3 จะเป็นตัวแปรว่าจะร่วมกับพรรคใดแล้วจะเป็นรัฐบาล พรรคขนาดกลางจึงมีอำนาจต่อรองเยอะ
ระบบเลือกตั้งนี้ทำให้เสียงของประชาชนถูกบิดเบือน และจำนวนที่นั่ง ส.ส.จะแกว่งเป็นปี เพราะจะถูกกำหนดด้วยจำนวนที่นั่ง ส.ส.เขต ถ้าถูกใบแดงคะแนนที่นั่งพรรคก็หายไปด้วย คะแนนจะนิ่งก็ต่อเมื่อ 1 ปีผ่านไป ช่วงก่อน 1 ปีจะมีเรื่องร้องเรียนเต็มไปหมด ในทางสากลระบบนี้มีจุดอ่อนมากเกินไป
ประเด็น ส.ว.น่ากังวลที่ 200 คนเลือกกันเองจาก 20 กลุ่มที่ไม่ได้กำหนดว่าเป็นใคร อย่างน้อย 6 กลุ่มเป็นอดีตข้าราชการเก่าจะกลับเข้ามา ควรกำหนดสัดส่วนแต่ละกลุ่มตั้งแต่ต้น เพราะชนใช้แรงงานและผู้ใช้แรงงานมีจำนวนมากในสังคม แล้วกลุ่มอื่นที่มาเลือกอีกกลุ่มจะรู้จักกันได้อย่างไร คนที่มีชื่อเสียงอยู่แล้วจะได้รับเลือก แทนที่จะเป็นคนที่ทำประโยชน์จริงๆ แล้วถ้าไม่ให้หาเสียงคนจะรู้จักได้ยังไง
รัฐธรรมนูญทำให้ดุลยภาพการเมืองเอียงจนคว่ำ การตัดสินใจสุดท้ายอยู่ที่องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 207 กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามประเพณีระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อำนาจสุดท้ายในการตัดสินใจเป็นของศาลรัฐธรรมนูญ
ถามว่าประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยคืออะไร ฐานความชอบธรรมที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินใจสุดท้ายมาจากไหน วิกฤตรอบใหม่อาจมาจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ และจะแก้ยากขึ้น เป็นการให้อำนาจองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญมาคัดง้างเสียงของประชาชน
เรื่องรัฐธรรมนูญปราบคอร์รัปชั่น เราทราบดีว่าการคอร์รัปชั่นไม่ได้มาจากนักการเมืองอย่างเดียว แต่ยังมีระบบราชการและกลุ่มทุน ทางที่ดีต้องให้การตรวจสอบเข้มแข็ง ข้อมูลโปร่งใส บางช่วงคอร์รัปชั่นเกิดได้มากเพราะไม่มีการเปิดเผยข้อมูล
พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย-อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบมาไม่ได้ดุลยภาพทางการเมือง อำนาจเทให้องค์กรตุลาการมาก สร้างระบบการปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญโดยมีองค์กรตุลาการเป็นองค์กรหลัก โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ
ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจที่ไม่ใช่เรื่องใหม่ ประเด็นแรกเรื่องการออก พ.ร.ก. ถ้ามีการสงสัยว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนอย่างไรส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ทั้งที่เชิงหลักการควรเป็นดุลพินิจฝ่ายการเมืองที่ทำหน้าที่บริหาร ศาลจะทราบได้อย่างไรว่าตอนนั้นเป็นช่วงจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่
นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญสามารถเข้าไปใช้อำนาจแทนฝ่ายนิติบัญญัติได้ เป็นหลักการใหม่ อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการมีคำวินิจฉัยให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และปี 2550 เป็นอำนาจของวุฒิสภา ถามว่าถูกต้องเหมาะสมไหม ผมคิดว่าการที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เปลี่ยนอำนาจการถอดถอน ขัดแย้งกับหลักการตรวจสอบและรับผิดชอบในทางรัฐธรรมนูญ คือระบบใครตั้งใครถอดถอน
พอหลักการนี้ใช้ไม่ได้เพราะมีหลายตำแหน่งที่สภาตั้ง หลายตำแหน่งที่ ส.ว.ตั้ง แต่ทุกคนถูกถอดถอนโดยศาลรัฐธรรมนูญได้หมด แล้วอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนใน
การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่มาจากเสียงของประชาชน ถือว่าไม่ชอบธรรม ศาลถูกดึงมาเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองเต็มตัว ต่อไปองค์กรตุลาการจะมีปัญหา จะเกิดการต่อต้านคำวินิจฉัยของศาลจากคู่ขัดแย้ง แล้วประเทศใดที่อำนาจตุลาการถูกตั้งคำถาม ประเทศนั้นจะเสี่ยงต่อการล่มสลาย
ศาลรัฐธรรมนูญยังมีอำนาจในการวางกติกาการเมือง โดยกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมคู่กับองค์กรอิสระ เวลาคุณจะใช้กฎเกณฑ์กับนักการเมือง คุณฟังเขามากน้อยขนาดไหน ต่อให้เขียนว่าเปิดฟังความเห็นของฝ่ายการเมือง แต่ถ้าเขาเสนอแย้งกับศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระผลจะเป็นยังไง
แล้วเรื่องการมอบอำนาจให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเรื่องประเพณีการปกครอง เปลี่ยนจากหมวด 1 ไปอยู่ในหมวดศาลรัฐธรรมนูญ เดิมอยู่หมวดบทบัญญัติทั่วไปทำให้รัฐธรรมนูญถูกตีความได้โดยทุกสถาบัน แต่เมื่อเปลี่ยนไปอยู่หมวดศาลรัฐธรรมนูญ ท่านต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ที่สามารถตีความรัฐธรรมนูญได้ผู้เดียวหรือไม่
ถามว่า ที่มาและโครงสร้างของศาลรัฐธรรมนูญจะมีคุณสมบัติเพียงพอในการตีความรัฐธรรมนูญหรือไม่
ประภาส ปิ่นตบแต่ง-อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
ปัญหาใหญ่ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือความถดถอยทางการเมืองภาคประชาชน ไร้จินตนาการในฐานคิดของการเมืองภาคประชาชนโดยสิ้นเชิง
หลักการสิทธิชุมชนหายไป การเข้าชื่อเสนอกฎหมายซ่อนอยู่ในส่วนการออกกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎร แต่รัฐธรรมนูญปี 2540 และปี 2550 เขียนเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนชัดเจน แต่ฉบับนี้ไม่มีการกำหนดเนื้อหาในการปกป้องสิทธิไว้ ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมหายไป ที่พูดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ย้อนยุคจึงมีข้อเท็จจริง
เรื่องสิทธิเสรีภาพ การเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ สิทธิการมีส่วนร่วมในการพัฒนา และสิทธิในการจัดการทรัพยากรสาธารณะ ต้องรับรองให้ผู้คนจัดการชีวิตสาธารณะได้ บทบัญญัติที่ว่าด้วยเรื่องรัฐต้องกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม การปฏิรูปที่ดิน หมวดนี้หายไป ไม่มีการถ่ายโอนอำนาจไปข้างล่าง การเข้าชื่อถอดถอนหายไป การเข้าชื่อเสนอกฎหมายยังมีอยู่เล็กน้อย
เรื่องการกระจายอำนาจ การเลือกผู้นำท้องถิ่น เขียนว่าอาจมาจากการเลือกตั้งโดยตรงหรือการยินยอมพร้อมใจของสภาท้องถิ่นก็ได้ จึงอาจมาจากคนนอกได้ ทั้งที่สิทธิการเลือกตั้งเป็นหัวใจการกระจายทรัพยากรโดยเฉพาะท้องถิ่น ตัวอย่างโครงการตำบลละ 5 ล้านบาท พอระบบการเลือกตั้งไม่เป็นประชาธิปไตย จึงอาจนำเงินไปให้พวกพ้องได้ การกระจายอำนาจจึงไม่เป็นธรรม
