คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 : น่าเป็นห่วง โดย ปราปต์ บุนปาน
หากพิจารณาจากข้อมูลเชิงสถิติบางอย่างและอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนโดยรวมๆ
ดูเหมือนว่าหลายเดือนก่อนหน้านี้ “ฝ่ายประชาธิปไตย” ในสังคมไทย กำลังตกอยู่ในภาวะ “หลงทาง” และ “ล่องลอยเคว้งคว้าง” ท่ามกลางการต่อสู้อันยืดเยื้อยาวนาน
ทั้งเพราะพลังการเคลื่อนไหวที่อ่อนล้าลง จนไม่สามารถจุดกระแสใหญ่ๆ หรือสร้างผลสะเทือนใหม่ๆ ต่อสังคมได้
รวมถึงการดำรงอยู่ของปัญหา “ความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” ภายในขบวนการ
หากประเมินผ่านสายตาสื่อมวลชน ข่าวการติดคุก-ถูกจำกัดอิสรภาพของ “แกนนำคณะราษฎร 2563” คนแล้วคนเล่า นั้นเกิดขึ้นซ้ำซากจำเจ จนก่อให้เกิดอาการหมดพลัง หมดสิ้นความหวัง
กระทั่งกลายเป็นข่าวที่ไม่ได้รับความสนใจในวงกว้างมากนัก
ขยับไปยังมิติการต่อสู้ในสภา-การเมืองกระแสหลัก ความขัดแย้งระหว่างแฟนคลับ “แดง-ส้ม” หรือ “เพื่อไทย-ก้าวไกล” ก็คุกรุ่นรุนแรง เห็นได้ชัดจากปฏิกิริยา-วิวาทะต่างๆ ตามโซเชียลมีเดีย
นวัตกรรมของพรรคเพื่อไทย อย่างการเปิดตัว “อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร” หรือการเล่นกับแฟนด้อมวัยรุ่นด้วยกระแสคู่จิ้น “อิ่มน้ำ” อาจเป็นพลังสร้างสรรค์แปลกใหม่น่าจับตามอง แต่ก็มิได้มีเข็มมุ่งในการต่อสู้กับอำนาจรัฐปัจจุบันอย่างถึงราก
คล้ายคลึงกับสถานการณ์ของพรรคก้าวไกล ที่มักทำได้ดีใน “ผลโพล” แต่คำถามก็คือผลการสำรวจความเห็นดังกล่าวนั้นสอดคล้องกับสภาพการเมืองจริงๆ และกฎกติกาการเลือกตั้งภายหลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มากน้อยเพียงไหน?
ถ้าสถานการณ์ดำเนินไปอย่างนี้จนกระทั่งสิ้นปี 2564
ภาพที่เราจะได้ประจักษ์ต่อสายตา ก็ย่อมเป็นอาการงุนงงไร้ทางไปของประชาชน, รัฐไทยที่ตั้งมั่นอยู่อย่างสบายๆ ไร้ปัญหา และรัฐบาลประยุทธ์ที่อยู่ในอำนาจต่อไปได้เรื่อยๆ ไม่ว่า สายสัมพันธ์ระหว่าง “3 ป.” จะแน่นแฟ้นเหมือนเดิมหรือไม่ นายกฯ จะยอมคืนดีกับ “ร.อ.ธรรมนัส” หรือเปล่า และพรรคร่วมรัฐบาลจะระหองระแหงกันอย่างไร
อย่างไรก็ดี ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าคำวินิจฉัย “ล้มล้างการปกครอง” ของศาลรัฐธรรมนูญ นั้นได้มัดรวม “ฝ่ายประชาธิปไตย” เข้าด้วยกันอีกคำรบหนึ่ง
ซึ่งความโกรธ-อารมณ์ผิดหวังระลอกใหม่ จะถูกแปรเป็นพลังให้พวกเขากลับมามี “จุดหมายในการต่อสู้” ร่วมกันอีกหน
รวมทั้งขัดแย้งกันเองและมีอาการวอกแวกออกนอกเส้นทางลดน้อยลง
แล้วการออกมาเคลื่อนไหวบนท้องถนน ซ้ำรอยการยกระดับการชุมนุมในปี 2563 ก็จะบังเกิดขึ้นอย่างยากหลีกเลี่ยง
พร้อมๆ กับที่รัฐไทยกำลังมองว่าพฤติกรรม “ล้มล้างการปกครอง” ของ “คนรุ่นใหม่ฝ่ายประชาธิปไตย” นั้นกระทำกันในลักษณะองค์กรเครือข่าย
ฝ่ายคนรุ่นใหม่เองก็คงประเมินว่าพวกเขากำลังถูกกำราบปราบปรามโดยองคาพยพของอำนาจที่ทำงานสอดประสานคล้องจองไม่ต่างกัน
ไม่แน่ใจว่าบรรดาผู้มีอำนาจในสังคมไทยนั้นคิดอย่างไร? จึงเลือกจะเพิ่มอุณหภูมิความตึงเครียดทางการเมืองด้วยแนวทางเช่นนี้
หากพวกเขาเชื่อว่าตนเองจะสามารถคุมเกมได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด คำถามต่อเนื่องก็คือความเชื่อดังกล่าวมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน?
เมื่อความขัดแย้งทางการเมืองค่อยๆ แผ่ขยายจากการปะทะกันระหว่าง “รุ่น” ในปี 2563 มาสู่การปะทะชนกันในวิถีชีวิตประจำวัน/พื้นที่นันทนาการ/กิจกรรมทางวัฒนธรรม ในปี 2564 (ขณะที่รัฐบาลไทยยังอยากเจริญรอยตามเกาหลีใต้ในเรื่อง “ซอฟต์เพาเวอร์” อยู่เลย)
สังคมไทยจากปลายปีนี้จนถึงตลอดปีหน้า จึงน่าเป็นห่วงเหลือเกิน

