‘เสรี’ ซัดร่าง รธน.สร้างระบอบปิยบุตร อัดคนเสนอเจ็บใจ เพราะพรรคถูกยุบ ลุกประท้วงวุ่น

17.11.21 | 01:50 น.

ช่วงดึกสภาเดือดอีก “เสรี” ซัด รธน.ระบอบปิยบุตร สร้างสถานการณ์ให้ไม่ผ่านสภาแล้วไปปั่นข้างนอก ให้ส.ว.เป็นแพะรับบาป เหน็บคนเสนอเจ็บช้ำใจเพราะพรรคจะถูกยุบ ทำประท้วงวุ่น

เมื่อเวลา 23.20 น. วันที่ 16 พฤศจิกายน นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว.อภิปรายว่า ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ส.ว.ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถูกพูดถึงในทางเสียหายถูกใส่ร้ายป้ายสี ใช้ถ้อยคำรุนแรง ถูกดูถูก ดูหมิ่น เหมือนกับคนพูดนั้นเป็นเทวดา เป็นคนที่มาวิพากษ์วิจารณ์ในสิ่งที่ไม่จริง โกหกกลางสภาหลายเรื่อง แต่เราก็อดทน จากจุดเริ่มต้นในร่างฉบับนี้ ส.ว.คงเป็นกลุ่มหนึ่งที่ถูกพลาดพึงถึงว่ามีที่มาว่ามาจากการแต่งตั้งของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ซึ่งเป็นหัวหน้าคสช.ในสมัยนั้น ท่านก็พูดย้ำตลอดว่าสิ่งที่เสนอมานี้ เพื่อที่จะล้มระบอบประยุทธ์ ซึ่งมาจากรัฐธรรมนูญปี 60 รัฐธรรมนูญปี 60 ถูกกล่าหาหลายเรื่อง ทั้งที่ประชาชน 16 ล้านคนลงประชามติสนับสนุน แต่ท่านกำลังเอารัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยเอาคน 1.35 แสนคนมาาหักล้าง แล้วบอกว่าดีกว่าฉบับปี 60 ซึ่งเป็นระบอบประยุทธ์

“ผมสงสัยว่าถ้ารัฐธรรมนูญปี 60 เป็นรัฐธรรมนูญระบอบประยุทธ์ แล้วฉบับที่แก้ไข เป็นรัฐรรมนูญระบอบอะไร เป็นระบอบปิยบุตรหรือไม่ เป็นระบอบทื่ถูกเรียกขึ้นมาเพื่อสร้างความรู้สึกให้กับคนฟัง เกิดความรู้สึกที่เป็นอคติ เพราะว่ามาจากการปฎิวัติรัฐประหาร ผมว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ผ่านพ้นไปนานแล้ว แต่ท่านก็ไม่เคารพใน 16 ล้านเสียงที่ลงประชามติ แล้วท่านก็พูดตีกันไว้อีกว่าอย่า16 ล้านเสียงมาอ้างทั้งที่เป็นความจริง” นายเสรี กล่าว

นายเสรี กล่าวต่อว่า สิ่งที่เสนอแก้ไขมานี้ เป็นหลักการณ์และเหตผลที่รุนแรง บ้านเมืองถึงได้ยุ่ง เพราะภาษาที่เขียนรุนแรง บ้านเมืองยุ่งเพราะเขียนอย่างหนึ่ง แต่เวลาอธิบายในสภาใช้ถ้อยคำที่สวยหรู ใช้ถ้อยคำประดุจหนึ่งไม่มีอะไรเลย เขียนอย่างพูดอย่าง ทำให้คนเข้าใจผิด นึกว่ารัฐธรรมนูญที่เสนอแก้ไขมาเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์กับประชาชนทั้งประเทศ สามารถจะแก้ไขปัญหาขององการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นได้อย่างเบร็ดเสร็จสมบูรณ์สวยหรู แต่ในเรื่องเหล่านี้ ตนว่าส.ว.ทุกคนไม่ขัดข้อง หากจะมีประชาชนจำนวนเท่าไหร่ก็ตามที่มีสิทธิ์ขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือสมาชิกรัฐสภาประสงค์จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตนว่าสมาชิกก็ไม่ขัดข้อง แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องมาโดยสุจริต ต้องแก้ไขโดยไม่แอบแฝงประโยชน์ส่วนตน แต่ต้องแก้ไขเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศ นี่คือสิ่งที่สว.ทุกคนมีจิตสำนึก คิดเป็น รู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร

นายเสรี กล่าวว่า ส.ว.ถูกกล่าวหามาตั้งแต่เช้า ถูกสับถูกโขลกด้วยถ้อยคำกระทบกระเทียบ เปรียบเปรย เหมือนส.ว.ไม่ได้ทำงานอะไรเลย เป็นสมาชิกวุฒิสภา ที่รับเงินเดือนเสียงบประมาณ อย่างน้อยที่สุดส.ว.ชุดตนก็ไม่ได้ซื้อเสียงเข้ามา จะดีจะร้ายอย่างไร ก็ไม่ได้เคยโกงการเลือกตั้ง ไม่เคยทำผิดกฎหมาย แต่เข้ามาโดยระบบที่รัฐธรรมนูญปัจจุบันเขียนเอาไว้ ที่ประชาชนมีฉันทามิต แต่ท่านก็บอกส.ว.ไม่ได้มาจากประชาชน ทั้งที่ประชาชนให้มาแบบนี้ และเมื่อรัฐธรรมนูญปี 40 ให้มีการเลือกตั้งส.ว.ตนก็มาตามวิถีทาเลือกตั้งเข้ามาได้เป็นส.ว.กทม.แต่เมื่อรัฐธรรมนูญปี 60 ให้มาแบบนี้ ตนว่าก็เป็นความชอบธรรม คนทุกคนที่เป็น ส.ว.แล้วเข้ามาอยู่ในแห่งนี้ มาด้วยความถูกต้อง ไม่ได้มาผิดกฎหมาย แต่มาตามรัฐธรรมนูญ นี่คือสิ่งอยากจะบอกกับประชาชน เพราะตนเข้าใจว่าบอกกับพวกท่าน ท่านไม่เข้าใจหรอก เพราะท่านถูกฝังหัวไว้หมดแล้ว ว่าส.ว.มาแบบไม่ชอบ สืบทอดอำนาจ ท่านก็ท่องอยู่อย่างนี้ เราจึงไม่หวังที่จะให้ท่านมาเชื่อถือหรือเห็นพ้องต้องกับเรา

“ผมว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มันเป็นเพียงกระบวนการ กลไก รูปแบบหนึ่งในทางการเมือง หากว่าร่างฉบับนี้ถูกเสนอโดยบุคคลซึ่งเป็นกลาง มีเจตนาดี มีความประสงค์ดี มีพี่น้องประชาชนไม่ต้องถึงแสนคน แค่ 5 หมื่นชื่อ เสนอร่างฯเข้ามาในสภา ผมว่าเราต้องพิจารณาด้วยความเคารพในเสียงของประชาชนเหล่านั้น แต่ร่างฉบับนี้เสนอมาโดย คุณพริษฐ์ คุณปิยบุตร แล้วยังมีกลุ่มไอลอว์อีก โดยมีเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญ” นายเสรีกล่าว

Advertisement

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อนายเสรีอภิปรายถึงตรงนี้ ทำให้นายประเสริฐพงษ์ สรนุวัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ลุกขึ้นประท้วง ว่าผู้อภิปรายใช้คำว่า “มัน” ให้สมกับเป็น ส.ว.หน่อย ทำให้นายชวน วินิจฉัยให้อภิปรายหลีกเลี่ยง และอย่ากระแนะกระแหน

นายเสรี อภิปรายต่อว่า สภาแห่งนี้มันตกต่ำก็เพราะคนคิดอย่างนี้ คิดได้แค่นี้ คิดแค่เพียงจะมาเบรกเพื่อให้พูดไม่ต่อเนื่อง ทั้งนี้ที่ตนเรียนว่าคนเสนอแก้รัฐธรรมนูญเป็นบุคคลที่มีส่วนได้เสียของสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นของบ้านเมือง หากเสนอมาโดยสุจริต ไม่มีอะไรแอบแฝง เราพร้อมที่จะพิจารณา หากเสนอในรูปแบบที่เป็นอยู่นี้ ก็ต้องมองเป็นการเสนอเนื้อหาสาระที่กระทบกับองค์กรต่างๆ โดยกล่าวหาใช้ถ้อยคำรุนแรง กระทบคนไปทั่ว แสดงให้เห็นว่าต้องการสร้างความขัดแย้ง ต้องการสร้างสถานการณ์ให้ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะจะมีผลในทางการเมืองมาก และได้ประโยชน์หลายอย่าง นักกฎหมายอ่านก็รู้ว่าเจตนาประสงค์อะไร หมายความว่าอย่างไร ตนเชื่อว่าเนื้อหาประสงค์จะให้รัฐสภาไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าไม่รับอย่างน้อยที่สุดท่านก็กำลังมาสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเองว่าเสนอแล้วสภาฯไม่รับ ประชาชนก็จะรู้สึกไม่ดีกับสภาแห่งนี้ ไม่ดีกับวุฒิสภาที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนได้เสียหวงอำนาจ นี่คือท่านกำลังสร้างแพะรับบาป

“ถ้าเป็นนายก.นายข.เสนอร่างรัธรรมนูญผมา ผมจะไม่คิดอะไรเลย แต่ท่านที่เสนอร่างฯนี้มา ท่านเคยเจ็บช้ำน้ำใจ ท่านเคยถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ยุบพรรคเดิมของท่าน ให้ตัดสิทธิทางการเมืองของท่าน แล้วยังมีกลุ่มลูกศิษย์ของท่านที่ท่านให้ความคิด ความเข้าใจในทางการเมืองที่ผิดๆจนเขาต้องคดีความ ลูกหลานของพวกเราทั้งนั้น เพราะฉะนั้นท่านก็กำลังสร้างบรรยากาศ สร้างสถานการณ์เหล่านี้เพื่อที่จะด้อยค่า ลดความน่าเชื่อถือของศาลรัฐธรรมนูญและศาลต่างๆ ที่กำลังพิจารณาเรื่องพรรคหนึ่งกำลังจะถูกยุบ ท่านส้รางความขัดแย้งเพื่อให้เกิดขึ้นเสียก่อน หากศาลตัดสินจริง ว่าถูกยุบพรรคหรือถูกตัดสิทธิทางการเมือง หรือถูกลงโทษทางอาญา ท่านก็มีเหตุแห่งการพิจารณาของสภาแห่งนี้ว่ามีเหตุผลที่จะต้องปรับปรุงศาล เพระาศาลไม่ให้ความเป็นธรรม ตัดสินไม่ถูกต้อง” นายเสรีกล่าว

จากนั้น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ประท้วงว่าไม่อยู่ในประเด็น ใช้จิตนาการค่อนข้างไกล ซึ่งนายชวนวินิจฉัยว่า ตนติดตามถูกถ้อยคำ ตอนที่อภิปรายเราก็กล่าวหาองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญอย่างนัก นักกว่านี้ ดังนั้นก็ให้โอกาสได้พูดได้ชี้แจง ยังไม่อยู่นอกประเด็น

ต่อมา นายเสรีอภิปรายต่อ ว่ายืนยันว่ายังอยู่ในประเด็น เพราะ ร่างฯฉบับนี้ ไม่ได้มีเจตนาให้ผ่านสภาโดยแท้ แต่เป็นการต่อสู้ทางคดีเฮือกสุดท้ายก่อนที่จะถูกพิจารณาในกระบวนการต่อไป และตลอดทั้งวันท่านกล่าวหาส.ว.กล่าวหารัฐบาลหลายเรื่อง ทุกคนเหล่านี้มีอำนาจในการพิจารณาว่าจะให้ร่างฯฉบับนี้ผ่านวาระ 1 หรือไม่ แต่ท่านสร้างสถานการณ์ให้เกิดการปะทะกัน เกิดความขัดแย้งกัน แล้วจะไม่ให้หมายความว่าต้องการให้ร่างนี้ตกได้อย่างไร และต่อไปเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นในสภาอีก เพราะจะเป็นช่องทางให้เสนอเรื่องต่างๆในลักษณะเช่นนี้ เพื่อเข้ามาหาโอกาสพูดกระแทกแดกดันถึงนายกฯ รัฐบาล คสช.เพื่อลดความน่าเชื่อถือ ซึ่งไม่ได้ลึกซึ้งอะไรเลยแต่เป็นกระบวนการคิดง่ายๆ สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นการสร้างสถานการณ์ขึ้นมา

ทำให้นายประเสริฐพงษ์ประท้วงอีกครั้งว่าเป็นการใส่ร้ายและอภิปรายไม่ไว้วางใจผู้เสนอร่างฯ มากกว่า ซึ่งนายชวนวินิจฉัยว่า เปิดโอกาสให้อภิปรายเต็มที่ ตอนที่เราอภิปรายถึงส.ว.และองค์กรภายนอกก็ใช้เหตุผลที่รุนแรง และองค์กรเหล่านั้นไม่มีโอกาสชี้แจงแต่เราพูดไปแล้วและนายเสรีพูดก็ยังอยู่ในประเด็น แต่อย่าออกนอกเรื่องหรือเอ่ยถึงองค์กรนอก

นายเสรียืนยันว่าไมได้เอ่นถึงองค์กรภายนอก แต่ตลอดการอภิปรายกล่าวหาส.ว.ตลอด ทำให้เสียหาย อะไรที่คิดไม่เหมือนท่านผิดหมด อะไรที่อยากได้ก็เสนอเข้ามาใครไม่คิดตามท่านเป็นเรื่องเลวร้ายหมด นี่คือการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญหรือ เอาตัวบุคคลมาเล่นตลอด และมีหลายคนกังวลว่า หากสภาไม่รับร่างฯจะเกิดความขัดแย้งนอกสภา ท่านรู้ได้อย่างไรหากไม่ไปปลุกปั่นยุยง สร้างสถานการณ์ ข้างอกเขาก็ไม่ปั่นป่วน เด็กที่โดนคดีติดคุกเพราะเราคาดความรับผิดชอบ ตนว่าพวกเราใจดำไปหรือเปล่า ที่ให้เขาทำผิดกฎหมาย

ทำให้นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรก้าวไกล ประท้วงว่า นายเสรีอายุเยอะแล้ว ไม่ควรพูดถึงเด็ก จนนายออน กาจกระโทก ส.ว.ลุกขึ้นประท้วงนายรังสิมันต์ ว่าไม่มีเหตุผลที่ต้องประท้วง

จากนั้นนายเสรี อภิปรายต่อว่า การพูดว่าอายุเยอะเหมือนดูถูก พูดแล้วฟังไม่ได้ แต่อายุเป็นเพียงตัวเลข โลงศพเขาไม่ได้ใส่คนแก่ แต่โลงศพเขาเอาไว้ใส่คนตายและคนตายบางทีอายุน้อยก็ตายได้ นายชวนจึงเบรกว่าขอให้กลับมาอยู่ในประเด็นอย่าพึ่งตาย แต่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ประท้วงว่า ที่บอกว่าโลงศพเอาไว้ใส่คนตาย ผมว่าไม่เกี่ยเวลย ผมขอแก้ว่าโลงศพเอาไว้ใส่คนปากอย่างท่าน ทำให้นายเสรี สวนขึ้นมา “พอดีคุณวิโรจน์ปากเหมือนผม” ซึ่งนายชวนขอให้ถอนเพราะเป็นผู้ใหญ่และมีวุฒิภาวะกันแล้ว และให้นายเสรีอภิปรายในประเด็น และให้ถอนคำพูดเรื่องโลงศพ แต่ทั้งสองฝ่ายยังประทะคารมกัน ทำให้นายชวนกล่าวว่าบางทีวุฒิภาวะคนก็คุมยาก ฉะนั้นถ้าเราเป้นคนมีวุฒิภาวะก็รู้ว่าอะไรเหมาะสม จากนั้นนายเสรีอภิปรายต่อจนจบ