สถานีคิดเลขที่ 12 : เดินสู่ ‘ทางตัน’ ? โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข
ตามคาดและตามโผ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ไม่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ที่ประกอบด้วย ส.ส.และส.ว.
ผลโหวตไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น ไฮไลต์อยู่ที่เนื้อหาการอภิปราย การชี้แจงที่พาคนฟังเดินทะลุกรอบเก่าๆ ไปเห็นการเมืองไทยในมุมมองที่กว้างขึ้น
โดยเฉพาะคำชี้แจงของ อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล กับ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ตัวแทนประชาชนที่เข้าชื่อเสนอร่างแก้ไขฉบับนี้
ก่อนจะมายืนงงๆ กันอยู่ตรงนี้ของปี 2564 ย้อนกลับไประหว่างปี 2535 ถึง 2549 บ้านเมืองเราเป็นประชาธิปไตยมากกว่านี้
เป็นช่วงที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2534 และรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย 2540 เรามีนายกฯ จากเลือกตั้ง 4 คน ได้แก่ นายชวน หลีกภัย 2 สมัย, นายบรรหาร ศิลปอาชา, พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และ ทักษิณ ชินวัตร
ถ้ายังจำรัฐธรรมนูญ 2540 ที่โดนฉีกไปแล้วได้ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่ถูกตีตกไปเมื่อวันพุธ 17 พ.ย. มีวิธีคิดและแนวทางคล้ายๆ กับฉบับนั้น
ถ้าไม่เกิดรัฐประหาร 2 ครั้ง เมื่อปี 2549 กับ 2557 คนไทยควรจะยังอยู่กับรัฐธรรมนูญ 2540
การเมืองจะไม่เป็นแบบนี้ นายกฯ มาจากหัวหน้าพรรคที่ชนะเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมาก
วุฒิสภามาจากเลือกตั้ง เป็นสภากลั่นกรองและถ่วงดุลที่มาจากประชาชน
องค์กรอิสระมาจากการเห็นชอบของวุฒิสภาที่มาจากเลือกตั้ง
ถ้านายกฯ ทำงานไม่เข้าท่า ระบบจะปลดนายกฯ แล้วหาคนใหม่ ไม่ต้องใช้บริการวิธีการนอกระบบ
แน่นอนว่า จะมีกลุ่มการเมืองที่คิดต่างเห็นต่าง จะด้วยเหตุผลของอุดมคติหรือผลประโยชน์หรืออะไรก็ตาม และใช้เสรีภาพเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล
แต่ทุกอย่างจะเป็นไปตามกรอบของกฎหมาย ให้องค์กรอิสระ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม เป็นผู้ทำหน้าที่ตัดสินใครถูกใครผิด
การเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย จะไม่ใช่อาณาจักรแห่งความหวาดกลัวและหวาดระแวง จะไม่นิ่งสงบสงัด จะมีความขัดแย้ง มีความยุ่งเหยิงวุ่นวายไหวตัวไปมาอยู่เรื่อยๆ ตามธรรมชาติของสังคมมนุษย์ที่มีเสรีภาพ
มีอะไรล้นเกิน ขัดหลักการที่ดี ก็เป็นหน้าที่ของอาจารย์ นักวิชาการ จะส่งเสียงเตือนไปตามหลักวิชา
นั่นคือมุมมองในแบบสมมุติ หรือแบบโลกสวย แต่ในชีวิตจริง รู้ๆ กันว่า เส้นทางการเมืองไทย ถ้ามุ่งไปในทิศทางประชาธิปไตยเมื่อไหร่ ให้ประชาชนกำหนดชะตากรรมตัวเองเมื่อไหร่ มักไม่ราบรื่น ติดขัดขลุกขลัก เจาะยาง ลงเอยด้วยการตกถนน
จึงเกิดรัฐประหาร 2549 โค่นรัฐบาลขณะนั้นลงไป เขียนรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 มาใช้ แต่เลือกตั้งเสร็จ พรรคเครือข่ายที่เพิ่งโค่นไปหมาดๆ ดันคืนชีพกลับมาชนะอีกหน้าตาเฉย
ทำท่าจะไปในทิศทางประชาธิปไตยอีก คำว่า “เสียของ” จึงเกิดขึ้น ตามมาด้วยรัฐประหาร 2557
การเมืองของรัฐประหาร 2557 มาไกลมากถึง 7 ปี และเกิดปัญหาต่างๆ จนดูเหมือนใกล้ทางตันเต็มที
การปฏิเสธกติกาที่เป็นประชาธิปไตยมากกว่า เป็นทั้งการดิสรัปต์ตัวเอง และเร่งเดินไปสู่ทางตัน

