หมายเหตุ – ท่าทีของ 2 พรรคการเมืองต่อการทำงานเพื่อสกัดการเปิดทางนายกรัฐมนตรีคนนอกที่อาจนั่งบริหารยาวถึง 8 ปี และอำนาจของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติใช้ ม.44 ยุบสภาหาก ส.ส.และ ส.ว.ไม่สามารถตกลงเลือกนายกรัฐมนตรีได้
นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
“…ขึ้นอยู่ที่ ส.ส.เสนอเท่านั้น ส.ส.ก็คือ ส.ส.ทุกพรรค ไม่ใช่พรรคใดพรรคหนึ่ง และแน่นอนว่าไม่ใช่พรรค ส.ว. เพราะ ส.ว.ไม่สิทธิเสนอชื่อนายกฯ …”
กรณีมีคนวิจารณ์ว่าแนวทางคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ตีกลับร่างรัฐธรรมนูญให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ไปแก้ไข จะเปิดทางให้มีนายกรัฐมนตรีนอกบัญชีรายชื่อพรรคการเมือง และถ้าหากรัฐสภา คือ ส.ส. และ ส.ว.ร่วมกันเลือกนายกฯคนนอกนี้ได้จริงๆ นายกฯคนนอกนี้ก็อาจอยู่ในตำแหน่งต่อยาว 8 ปี ผมไม่เห็นเป็นเช่นนั้น แต่เห็นตรงข้ามโดยสิ้นเชิง การที่เราจะมีนายกฯคนนอกเข้ามาอยู่ยาวได้หรือไม่ ขึ้นอยู่ที่ ส.ส.เสนอเท่านั้น ส.ส.ก็คือ ส.ส.ทุกพรรค ไม่ใช่พรรคใดพรรคหนึ่ง และแน่นอนว่าไม่ใช่พรรค ส.ว. เพราะ ส.ว.ไม่มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ
เรื่องนี้อย่าไปโทษคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือไปโทษใคร เพราะการตีความศาลรัฐธรรมนูญมองได้ลึกซึ้งกว่า กรธ. ศาลจึงเพิ่มให้ ส.ว.มาร่วมลงชื่อในขั้นตอนการขอยกเว้นการเลือกนายกฯนอกบัญชีพรรคการเมือง ผมเคยพูดไว้นานแล้วว่า ของเดิมที่ กรธ.เขียนไว้ ถ้าตกลงไม่ได้จะติดล็อกในการเลือกนายกฯ สมมุติว่า ถ้า ส.ส. 500 คน หาคนมาเป็นนายกฯไม่ได้ในครั้งแรก ไม่มีทางเลยที่ ส.ส. 500 คนชุดเดียวกันนั้น จะไปรวมชื่อกันให้ได้เกินครึ่ง เพื่อเอานายกฯคนนอก ศาลเห็นปัญหาจึงให้แก้ไขตรงนี้ เพราะถ้าหาเสียงเกินครึ่งหนึ่งในสภาไม่ได้ ก็ตั้งนายกฯไม่ได้เหมือนกัน แต่หากเป็นเช่นนี้การเลือกนายกฯในบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองก็อาจจะเป็นไปได้ และไม่น่ากังวลเรื่องการติดล็อกอย่างของเดิม ซึ่งการเลือกนายกฯก็เลือกตามบัญชีรายชื่อพรรคการเมือง 3 ลำดับตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
ส่วนคำพูดของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่บอกถ้าตั้งนายกฯไม่ได้จนเวลายืดออกไป รัฐบาล คสช.มีสิทธิใช้อำนาจมาตรา 44 มายุบสภาแก้ปัญหาได้ ถึงเวลานั้นสถานการณ์ก็ยากคาดเดา จึงคิดว่าคำวินิจฉัยศาล นอกจากจะสามารถแก้ล็อกปัญหาการเลือกนายกฯแล้ว ยังป้องกันการล้มกระดาน ยึดอำนาจรัฐประหารได้
อํานวย คลังผา
อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย
“…เชื่อว่าเมื่อพรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมากก็จะมีพรรคการเมืองขนาดเล็ก กลาง เข้ามารวมอยู่ด้วย ช่วยในการโหวตนายกฯ …”
ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญคือให้ ส.ส.เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ตามบัญชีที่พรรคการเมืองเสนอมา ซึ่งดูแล้วยังไงก็ต้องเกิดวิกฤต แม้ ส.ว.จะเสนอชื่อไม่ได้ โหวตได้อย่างเดียว แต่พรรคการเมืองไม่ว่าจะเล็ก กลาง ใหญ่ จะเสนอชื่อผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีแข่งกัน ก่อให้เกิดความวุ่นวาย ตกลงกันไม่ได้ ดังนั้น จะเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีเจตนาต้องการให้ได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีจากคนนอก ซึ่งจะได้รับการสนับสนุนจาก ส.ว.ที่แต่งตั้งโดยผู้มีอำนาจขณะนี้ 250 คน และ ส.ส.อีกกลุ่มหนึ่ง นอกจากนี้ ในร่างรัฐธรรมนูญ มีหลายประการที่จะเกิดความวุ่นวาย เช่น เลือกตั้ง ส.ว.แบบไขว้ นั่นจะทำให้มีการซื้อเสียงกันเองระหว่างผู้สมัคร และระบบการเลือกก็ไม่มีความโปร่งใส
ผมมองว่าแนวทางที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ เราจะมีนายกรัฐมนตรีจากคนนอก และการเมืองไม่มีเสถียรภาพ เป็นเรื่องน่าห่วง ซึ่งจะมีกลไกต่างๆ ในสภา ไม่ว่าจะพรรคเล็กพรรคน้อยมุ่งจะเสนอชื่อนายกฯคนนอก และวันนี้เองก็มีคนออกตัวเตรียมจะเสนอชื่ออยู่แล้ว ที่ผ่านมาจะเห็นว่าบรรยากาศการเมืองไทยมีความวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา มีการแย่งชิงแข่งขัน ซึ่งวันนี้การแข่งขันจะทวียิ่งขึ้นอีก เมื่อ ส.ว.มีสิทธิร่วมโหวตนายกฯได้
ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายมองว่าทางออกของเรื่องนี้คือ ให้พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์มาหันหน้าคุยกัน หากต้องการหลุดพ้นจากเงาของทหาร แต่เรื่องนี้เรายังไม่ได้คุยกัน ในส่วนของพรรคเพื่อไทยนั้น เรายืนยันในเจตนารมณ์มุ่งมั่นในหลักการประชาธิปไตย และเมื่อถึงวันเลือกตั้งก็จะเสนอบัญชีผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี 3 รายชื่อตามรัฐธรรมนูญ เชื่อว่าเมื่อพรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมากก็จะมีพรรคการเมืองขนาดเล็ก กลาง เข้ามารวมอยู่ด้วย ช่วยในการโหวตนายกฯ เพราะหากต้องการการเมืองที่ยึดโยงกับประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย นักการเมืองจะต้องมาช่วยกัน เดินหน้าตามกรอบของรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ให้ได้

