สถานีคิดเลขที่ 12 : ถนัดแต่ใช้อำนาจ โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน
ถือเป็นคดีตัวอย่างที่น่าสนใจอย่างมาก กรณีศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้อง นายดนัย อุศมา ศิลปินอิสระ ชาวภูเก็ต ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่รัฐดำเนินคดีในความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากเหตุการณ์เมื่อต้นปี 2563 ช่วงที่โควิดระบาดหนัก ซึ่งนายดนัยโพสต์เฟซบุ๊กตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใดไม่มีการตรวจโรคอย่างเข้มงวดที่สนามบินสุวรรณภูมิ
โดยนายดนัยโพสต์ข้อความหลังเดินทางกลับจากบาร์เซโลนา ประเทศสเปน และเห็นการตรวจคัดกรองคนที่เข้มงวดกว่า พอมาถึงไทยกลับไม่เห็น แล้วถูกเจ้าหน้าที่รัฐกล่าวหาว่าข้อความเป็นเท็จ ทำการฟ้องร้องฐานทำให้ประชาชนตื่นตระหนก ทำให้เสียความเชื่อมั่นต่อท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
แต่จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดีมา 2 ปี ในที่สุดศาลพิพากษายกฟ้อง เพราะจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิด
ประเด็นสำคัญในคำพิเคราะห์ของศาลคือ จำเลยได้เดินผ่านเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิหรือเทอร์โมสแกน ผ่านกล้องโดยไม่เห็นเจ้าหน้าที่ แต่อันที่จริงจะมีเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังอยู่ในห้องควบคุม หากผู้โดยสารคนใดมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ เจ้าหน้าที่จะเชิญตัวไปตรวจสอบอย่างละเอียด หากพบว่ามีอาการไข้สูงก็จะถูกนำตัวไปรักษาโรคโควิด
ที่จำเลยไม่สังเกตว่าเป็นเพราะความเข้าใจโดยสุจริตใจ เพราะความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 59 จะต้องมีเจตนากระทำผิด
ดังนั้น การที่จำเลยเดินทางจากประเทศกลุ่มเสี่ยงแต่ไม่พบเจ้าหน้าที่ตรวจวัดอุณหภูมิ หรือสอบถามสุขภาพ เป็นการลงข้อความไปตามเป็นจริง และเข้าใจโดยสุจริต จำเลยจึงไม่มีเจตนากระทำผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง
อ่านข้อเท็จจริงในการต่อสู้คดีนี้แล้ว เท่ากับว่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ก็มีมาตรการเฝ้าระวังอยู่ โดยดูกล้องจากห้องควบคุม แต่นายดนัยซึ่งเดินทางกลับเข้าไทย แล้วไม่เห็นเจ้าหน้าที่สอบถามหรือตรวจสุขภาพ จึงโพสต์ข้อความตามข้อเท็จจริงที่ตนเองเห็น
เป็นการเข้าใจโดยสุจริต ไม่ได้เจตนากระทำผิด
ขณะที่นายดนัยกล่าวหลังคำพิพากษายกฟ้องว่า รู้สึกแปลกใจที่ถูกฟ้องดำเนินคดี ปัญหาก็รู้ๆ กันอยู่ เพราะตนโพสต์เรื่องจริง เห็นทุกอย่างที่สนามบิน เหมือนกับคนที่เดินทางมาอีกหลายร้อยคน การต้องสู้คดีนาน 2 ปี รู้สึกเซ็งมาก แต่ตนพอมีปัญญาสู้ได้ เป็นห่วงก็เด็ก น้องๆ อีกหลายคน
จึงนับว่าเป็นคดีตัวอย่างที่ควรค่าแก่การนำมาสรุปบทเรียน
ในแง่ประชาชน เช่นจำเลยในคดีนี้ ไม่ควรเลยกับการถูกรัฐกล่าวหาอย่างรุนแรง ถึงขั้นบุกไปจับกุมและส่งฟ้องดำเนินคดี โดยเขาก็ต้องต่อสู้คดีเสียเวลาและอะไรต่อมิอะไรถึง 2 ปี
แค่เชิญตัวมาทำความเข้าใจ แสดงข้อเท็จจริงฝ่ายเจ้าหน้าที่สนามบินให้เห็น แล้วร่วมกันทำความเข้าใจต่อสังคม แค่นี้จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย
อีกทั้ง ประชาชนรายนี้ ต้องการแสดงความห่วงใยว่าจะเกิดการแพร่ระบาดในไทยหรือไม่กลับตีความในแง่ร้าย แล้วก็ฟ้องร้องดำเนินคดี สุดท้ายก็แพ้คดีเขา
ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ ในช่วงอำนาจรัฐยุคนี้
ไม่เคยเปิดหูเปิดตารับฟังเสียงประชาชน คอยแต่จ้องจับผิด เข้าข้อกฎหมายหรือไม่ ถ้าฟ้องร้องเป็นลงมือทันที
จนเป็นที่กล่าวขวัญกันว่า เป็นยุคที่รัฐถนัดแต่ใช้อำนาจ ไม่เคยใช้การพูดคุยเจรจา
ผลที่ตามมา มีแต่จะผลักประชาชนที่คิดต่างให้ไปอยู่ฝั่งตรงกันข้าม

