‘พิชัย’ สวน ‘กรณ์’ ปมรถคันแรก จวกคิดได้แค่นี้ถึงแพ้เลือกตั้งตลอด ‘ประยุทธ์’ บริหารเละเทะกลับไม่วิจารณ์

‘พิชัย’ สวน ‘กรณ์’ คิดได้แค่นี้ถึงแพ้เลือกตั้งตลอด ชี้รถคันแรกทำส่งเสริมการลงทุนพุ่ง ‘ประยุทธ์’  บริหารเละเทะกลับไม่วิจารณ์ หรือคิดว่าเพื่อไทยชนะเลือกตั้งแน่แล้ว แนะศึกษาแนวคิด ‘เพื่อไทย’ ที่จะมีนโยบายดีๆ โดนใจประชาชนออกมา

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า รู้สึกแปลกใจที่นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า อดีต รมว.คลัง ของพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาวิจารณ์นโยบายรถคันแรกที่พรรคเพื่อไทยดำเนินการมา 10 ปีแล้ว ทั้งที่ปัจจุบันรัฐบาลพลเอกประยุทธ์บริหารประเทศล้มเหลวทุกด้านกลับไม่วิจารณ์ ทำเหมือนกับว่าพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งเป็นรัฐบาลแล้วในขณะนี้ หรืออาจจะกลัวว่าพรรคเพื่อไทยกำลังได้รับความนิยมจากประชาชน และจะชนะการเลือกตั้งแน่ตามผลโพลของหลายสำนักถึงต้องออกมาตีกัน

ทั้งที่ในอดีตขณะที่นายกรณ์เป็น รมว.คลัง ได้บริหารผิดพลาดล้มเหลวหลายเรื่อง ทั้งเรื่องแจกเงินคนละ 2,000 บาท ที่เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เพราะหลังแจกไปแล้วเศรษฐกิจไทยกลับติดลบต่ออีก 6 เดือน ไม่ได้ช่วยฟื้นเศรษฐกิจเหมือนที่โม้ไว้ อีกทั้งเงินกู้ไทยเข้มแข็ง 4 แสนล้านบาท ที่ประชาชนจำกันไม่ได้เลยว่าใช้ไปแล้วประเทศได้อะไรบ้าง มีแต่เรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นจนมาถึงปัจจุบันเช่น คดีโรงพักตำรวจ 396 แห่ง เป็นต้น และต้องยกเลิกอีก 400,000 ล้านบาท ไปเพราะความอื้อฉาว นอกจากนี้ ยังมีเรื่องไข่ชั่งกิโลขาย เรื่องการปล่อยข่าวว่ารัฐจะซื้อ บมจ.ไทยคม และเรื่องการลงทุนในต่างประเทศของนายกรณ์ที่ยังไม่ชัดเจนในขณะนั้น ซึ่งความล้มเหลวของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น พิสูจน์ได้จากผลการเลือกตั้งที่พรรคประชาธิปัตย์แพ้พรรคเพื่อไทยอย่างราบคาบในการเลือกตั้งครั้งต่อมา จนคนในพรรคต้องออกมาเป่านกหวีดกันเพราะสู้ในการเลือกตั้งไม่ได้ จนพรรคประชาธิปัตย์มี ส.ส.ลดลงเรื่อยๆ หลังจากนั้น และนายกรณ์ต้องออกจากพรรค ปชป.มา

ในฐานะที่นายกรณ์เคยเป็น รมว.คลัง จึงไม่เข้าใจว่าทำไมนายกรณ์ถึงมีแนวคิดที่แคบมาก จึงอยากอธิบายแนวคิดนโยบายรถคันแรกให้เป็นวิทยาทาน จุดประสงค์หลักของนโยบายรถคันแรก นอกจากจะต้องการสานฝันให้ประชาชนที่ต้องการมีรถยนต์ได้มีรถยนต์ขับแล้ว ยังเป็นกุศโลบายที่จะทำประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์อย่างแท้จริง ซึ่งหลังจากโครงการรถคันแรกประสบความสำเร็จอย่างมาก บริษัทรถยนต์ทั่วโลกต่างแห่กันมาขอการส่งเสริมการลงทุนในไทยกันอย่างมาก โดยในปี 2555 มียอดขอส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 1.45 ล้านล้านบาท และในปี 2556 ก็มียอดการส่งเสริมลงทุน 1.11 ล้านล้านบาท จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติรัฐประหาร การส่งเสริมการลงทุนของไทยจึงได้หดหายลงไปเหลือปีละไม่กี่แสนล้านบาทและลงทุนจริงยิ่งเหลือน้อยมาก จนเป็นปัญหาหลักของประเทศไทยที่การลงทุนหดหายไปมากหลังการปฏิวัติรัฐประหารจนถึงปัจจุบัน

แนวคิดคือเมื่อบริษัทรถยนต์ต่างๆ เข้ามาลงทุนในไทยแล้ว ไทยก็จะส่งออกรถยนต์ไปขายทั้งภูมิภาค มีธุรกิจต่อเนื่องเป็นคลัสเตอร์ ในการผลิตอะไหล่และอุปกรณ์รถยนต์ที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่เสียดายที่มีการปฏิวัติรัฐประหารเสียก่อนการลงทุนจึงหยุดชะงักลงหมด ทั้งนี้ เงินภาษีสรรพสามิตที่คืนให้ประชาชนก็ได้มาจากการที่ประชาชนจ่ายซื้อรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น ถ้าประชาชนไม่ซื้อรถยนต์เพิ่ม รัฐก็ไม่ต้องจ่ายคืนภาษี เป็นการจ่ายเงินของประชาชนคืนประชาชนเท่านั้นเอง ที่ต้องอธิบายเพราะมีความพยายามบิดเบือนว่ารัฐต้องควักเงินมากซึ่งไม่จริง นอกจากนี้ นายกรณ์น่าจะเช็กข้อมูลก่อนพูดเพราะหนี้ครัวเรือนในปีที่มีนโยบายรถคันแรกไม่ได้พุ่งขึ้นสูงแต่อย่างไรยังอยู่ในระดับ 70 กว่าเปอร์เซ็นต์ของจีดีพี หนี้ครัวเรือนมาพุ่งสูงทะลุ 90% ในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์นี้ อย่าพูดด้วยอคติโดยปราศจากข้อมูลที่แท้จริง ทั้งนี้ หากนายกรณ์ต้องการความรู้เพิ่มเติมก็ขอมาได้เสมอ จะได้คิดนโยบายเป็น และจะได้ไม่แพ้การเลือกตั้งซ้ำซากอีก

นอกจากนโยบายรถคันแรกแล้ว รัฐบาลพรรคเพื่อไทยในสมัยอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังมีนโยบายแจกแท็บเล็ตให้นักเรียนซึ่งเป็นการแสดงวิสัยทัศน์กว่า 10 ปีแล้วที่มองเห็นเศรษฐกิจดิจิทัลที่ขยายตัวอย่างมากในปัจจุบัน และหลังจากการปฏิวัติรัฐประหารก็ถูกยกเลิกไป ซึ่งต้องนำกลับมาทำใหม่ นโยบายบ้านหลังแรก นโยบายงดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันทำให้น้ำมันลดลงลิตรละ 7-8 บาท นโยบายบัตรเครดิตเกษตรกร และบัตรเครดิตพลังงาน ซึ่งเป็นหลักคิดให้รัฐบาลนี้นำไปออกบัตรคนจน ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท ปริญญาตรีเดือนละ 15,000 บาท นโยบายลดภาษีนิติบุคคลลงจาก 30% เหลือ 20% นโยบายช่วยเหลือชาวนาที่ทำให้ชาวนามีรายได้และมีความสุขกว่าปัจจุบันมาก เป็นต้น ซึ่งเมื่อหาเสียงแล้วทำได้จริงทุกนโยบาย ไม่เหมือนบางพรรคที่หาเสียงหลายนโยบายแต่ไม่ทำเลยสักเรื่อง

นอกจากนี้ ถ้าหากไม่โดนห้ามและไม่โดนปฏิวัติรัฐประหารก่อน ป่านนี้ประเทศไทยน่าจะมีรถไฟความเร็วสูงจากกรุงเทพฯเชื่อมต่อไปประเทศลาวเพื่อต่อไปยังประเทศจีนแล้ว และโครงการจัดการน้ำก็คงเสร็จสิ้นแล้วไม่ต้องห่วงว่าจะมีน้ำท่วมหรือน้ำแล้งอีก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย และเป็นการเสียโอกาสของประเทศอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตพรรคเพื่อไทยจะมีนโยบายใหม่ๆ เด็ดๆ ที่โดนใจประชาชน โดยจะเปิดนโยบายในช่วงเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นนโยบายที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวทันโลกไม่ตกยุคเหมือนในปัจจุบัน ประชาชนจะมีรายได้เพิ่ม ช่วยลดค่าใช้จ่าย เพิ่มโอกาสในการทำมาหากิน พัฒนาการค้าและการลงทุน แก้ปัญหาหนี้ได้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนรวมถึงประชาชน เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ย่ำแย่มายาวนานให้กลับมาดี ประชาชนจะได้อยู่ดีกินดีและมีความสุขเหมือนในอดีตที่เป็นมาทุกครั้งที่พรรคบริหารประเทศไม่ว่าจะเป็นสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย รัฐบาลพรรคพลังประชาชน และรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ซึ่งอยากให้ประชาชนมั่นใจและเลือกพรรคเพื่อไทยกันมากๆ เพื่อต่อสู้และเอาชนะกับ ส.ว. 250 คน เพื่อพรรคเพื่อไทยจะได้เข้าบริหารประเทศให้พัฒนาต่อไปได้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon