หน้าแรก การเมือง เกมแห่งเก้าอี...

เกมแห่งเก้าอี้ ผนึก’376 เสียง’ อุดช่อง’คนนอก’

3.10.16 | 11:30 น.

การเมืองหลังเลือกตั้ง 2560 จะมีรูปโฉมอย่างไร “อำนาจพิเศษ” จะมีส่วนเข้าไปกำหนดอย่างไร เป็นเรื่องถกเถียงมาตลอด เลือกตั้งต้องมีแน่นอน เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินสายยืนยันกับนานาชาติหลายรอบ

ขณะที่แกนนำและอดีต ส.ส.พรรคต่างๆ นัวเนียอยู่กับคดีความ อาจจะต้องเว้นวรรคในมหกรรมเลือกตั้งรอบนี้

การกำหนดที่มาที่ไปและอำนาจหน้าที่ของ ส.ว.ในบทเฉพาะกาล ทำให้บทบาทของ ส.ว. 250 คน ใน 5 ปีแรกนี้ มีความเข้มข้นเร้าใจ

โดยเฉพาะเมื่อศาลรัฐธรรมนูญตรวจร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ที่เพิ่มเติมสาระตามคำถามพ่วง แล้วชี้เปรี้ยงเมื่อ 28 ก.ย.ที่ผ่านมาว่า ยังไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของคำถามพ่วง

และโยนให้ กรธ.กลับไปเขียนมาใหม่ใน 15 วัน

Advertisement

โดยสาระของคำวินิจฉัยเห็นว่า เมื่อประชาชนลงประชามติใน “คำถามพ่วง” ให้รัฐสภาที่ประกอบด้วย ส.ส.และ ส.ว. ร่วมกันลงมติเห็นชอบบุคคลเป็นนายกฯไปแล้ว

หากเกิดข้อขัดข้อง ก็น่าจะให้ที่ประชุมร่วมของรัฐสภาเข้ามาแก้ปัญหาด้วย จึงต้องแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกันไป

ดังคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุไว้ดังนี้

“ประกอบกับผลการออกเสียงประชามติในประเด็นคำถามพ่วง มีผลให้การได้มาซึ่งนายกฯ เปลี่ยนจากการยึดหลักการแบ่งแยกบทบาทหน้าที่ของแต่ละสภาตามระบบสองสภา มาเป็นการแสดงบทบาทหน้าที่ร่วมกันของทั้งสองสภา

ในฐานะเทียบเท่าการทำงานในระบบสภาเดียว ซึ่งจะทำหน้าที่เฉพาะในกระบวนการแต่งตั้งนายกฯภายในระยะเวลา 5 ปี นับแต่มีรัฐสภาชุดแรกเท่านั้น

จึงมีผลทำให้ที่ประชุมร่วมรัฐสภาเป็นองค์กรที่มีบทบาทร่วมกันในกระบวนการได้มาซึ่งนายกฯ โดยการดำเนินการขั้นตอนต่างๆ ต้องกระทำในที่ประชุมร่วมรัฐสภาอย่างต่อเนื่อง..”

เมื่อตั้งประเด็นว่า คำถามพ่วงที่ผ่านประชามติ มีผลขยายบทบาทของที่ประชุมร่วมของรัฐสภาที่มี ส.ว.ร่วมอยู่ด้วย ศาลรัฐธรรมนูญเล็งเห็นว่าหากเกิดปัญหา ทำให้การได้ตัวนายกฯล่าช้า ก็ต้องให้รัฐสภามีบทบาทร่วมกัน ในการแก้ปัญหา

“ข้อขัดข้อง” ที่ศาลรัฐธรรมนูญเล็งเห็น ได้แก่ หลังจากใช้ขั้นตอนปกติในรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ ให้สภาผู้แทนฯนำชื่อบุคคลในบัญชีของแต่ละพรรคมาเสนอต่อรัฐสภา เพื่อให้ความเห็นชอบด้วยเสียงเกินครึ่ง หรือ 376 เสียง จาก 750 เสียง แล้วไม่ได้เสียงตามที่ต้องการ

หากปล่อยให้สภาผู้แทนฯสภาเดียวแก้ปัญหา อาจจะเกิดความล่าช้า เพราะตกลงกันไม่ได้

ศาลรัฐธรรมนูญจึงให้ ส.ว.เข้ามามีส่วน โดยกำหนดให้รัฐสภา ที่ประกอบด้วย ส.ส และ ส.ว.เข้าชื่อกันเกินครึ่ง หรือ 376 เสียง จาก 750 เสียง ขอยกเว้น หรือปลดล็อกงดใช้รายชื่อ “คนใน” หรือคนจากบัญชีของพรรคการเมืองได้

ผู้อนุมัติหรือเปิดไฟเขียวในกรณีนี้ก็คือที่ประชุมรัฐสภา แต่ต้องมีจำนวนเสียงเห็นชอบ 2 ใน 3 ของ 750 เสียง หรือ 501 เสียงขึ้นไป

เมื่อรัฐสภา 501 เสียง เปิดไฟเขียว ให้งดใช้ชื่อของ “คนใน” ก็แปลไทยเป็นไทยได้ว่า “คนนอก” จะเดินตบเท้าเข้ารับการพิจารณาได้

แต่ในขั้นตอนนี้ ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับลูก “สนช.-สปท.” ที่ขอให้ ส.ว.มีอำนาจครบวงจร คือ เสนอชื่อนายกฯได้ด้วย

โดยระบุในคำวินิจฉัยว่า คำถามพ่วง แบ่งขั้นตอนการเสนอชื่อนายกฯ และการให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกฯออกจากกัน เพราะต้องการให้การเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกฯเป็นหน้าที่ของ ส.ส.ที่เป็นตัวแทนของประชาชน เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความไว้วางใจของประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ

จึงเป็นหน้าที่ของ ส.ส. ที่จะเป็นคนลุกขึ้นเสนอชื่อบุคคล ซึ่งในกรณีนี้ คือ “คนนอก” เพื่อให้รัฐสภาโหวต

ส่วน “คนนอก” จะเป็นใคร ไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่จะคาดเดา

หากดูตามทิศทางลม และกฎกติกาแล้ว เข้าใจได้ไม่ยากว่าช่องทางของ “คนนอก” ที่จะเข้ามาเป็นนายกฯนั้น มีความโล่ง-สะดวกพอสมควร

ส่วนเข้ามาแล้ว จะเกิดสภาพ “ขาลอย” หรือไม่ ก็ขึ้นกับเสียงสนับสนุนจาก “สภาผู้แทนฯ”

เพราะถ้าหวังพึ่ง 250 เสียงของ ส.ว.หนุนเพียงขาเดียว โดยไม่มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนฯหนุนอีกขาหนึ่ง การบริหารงานน่าจะเป็นปัญหา

ถือเป็นโจทย์สำหรับ “ขั้วอำนาจ” จะต้องแก้ไขให้ลงตัว

ส่วนโจทย์ของทางสภาผู้แทนฯ ก็คือ วาทกรรมที่ว่าถ้าสภาผู้แทนฯไม่อยากให้คนนอกเข้ามา ก็ต้องผนึกกำลังรวมให้ได้ 376 เสียง อุ้มคนของพรรคการเมืองเข้ามาเป็นนายกฯ

เพราะสภาผู้แทนฯ มี 500 เสียง การรวบรวมเสียงสนับสนุนให้ได้ 376 เสียง น่าจะอยู่ในวิสัยที่ทำได้ ไม่ต้องใช้บริการคนนอกให้เสียระบบ

ประเด็นนี้ท้าทายนักการเมืองทุกพรรคอย่างมาก เพราะตามหลักคณิตศาสตร์ ปัญหาน่าจะจบในสภาผู้แทนฯได้

แต่ก็ต้องเข้าใจสภาพความเป็นจริงของการเมืองไทย ความขัดแย้งไม่ลงรอยระหว่างพรรค ปัจจัยและแรงกดดันอย่างมหาศาลจากนอกสภา ยังไม่นับกฎกติกา

ล้วนแต่เป็นประโยชน์กับ “คนนอก”

โดยเฉพาะถ้านายกฯคนในไม่ได้เสียง 376 เสียงจากรัฐสภา ในเวลาอันเหมาะสม และเกิดสภาพตั้งแง่ดึงกันไปมา

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯได้เตือนไว้แล้วว่า หากยืดเยื้อออกไปมากๆ นายกฯรักษาการ สามารถใช้มาตรการอันเหมาะสมเพื่อแก้ปัญหา ซึ่งอาจมีการยุบสภาเพื่อ “ผ่าทางตัน” ได้

เป้าหมายการรวบรวมตัวเลข “376” จากสภาผู้แทนฯ จึงไม่ใช่เรื่องง่าย และมีความเสี่ยงในตัวเอง

ขณะที่ผู้สนับสนุน “คนนอก” รอคอยด้วยความคึกคัก