‘รมช.คลัง’ สั่งตั้งทีมสุนัข ตร. ดมกลิ่นเฮโรอีน หลังเอกซเรย์ตู้ไม่เจอ ทำไทยเสียชื่อหนัก

“สันติ” สั่งกรมศุลฯ เพิ่มความเข้มงวดตรวจตู้คอนเทนเนอร์ส่งออก พร้อมตั้งทีมสุนัขตำรวจดมกลิ่น ช่วยหายาเสพติด หลังพบเครื่องเอกซเรย์ทำงานพลาด ตรวจไม่เจอเฮโรอีนซุกไม้ที่ส่งไปไต้หวัน ทำไทยเสียชื่อเสียง

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจการสาธิตขั้นตอนการตรวจตู้คอนเทนเนอร์สินค้าส่งออกเครื่องเอกซเรย์ ที่กรมศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ ว่า เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำชับเรื่องความเข้มงวดในการตรวจสินค้าที่ส่งออกจากไทย หลังพบถูกใช้เป็นทางผ่านในการขนยาเสพติด ล่าสุด กรณีเฮโรอีน กว่า 446 กก. มูลค่าราว 6 พันล้านบาท ซุกซ่อนอยู่ในแท่งไม้ ซึ่งเป็นไม้จากประเทศเพื่อนบ้านที่ส่งผ่านไทยไปไต้หวัน ทำให้ไทยเสียชื่อเสียงเป็นอย่างมาก ดังนั้น จึงมอบหมายให้กรมศุลกากรตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อบูรณาการทุกภาคส่วน โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อนำสุนัขตำรวจมาช่วยดมกลิ่นตู้คอนเทนเนอร์ที่สงสัยว่ามีการส่งออกสิ่งผิดกฎหมาย หรือมียาเสพติด เพราะเชื่อว่าสุนัขตำรวจจะช่วยตรวจกลิ่นยาเสพติดได้

“หากเครื่องเอกซเรย์ตรวจไม่พบ และดูด้วยตาเปล่าไม่เห็น แต่เจ้าหน้าที่มีความสงสัยในตู้ดังกล่าว ก็ให้ใช้สุนัขตำรวจเข้ามาช่วยดมกลิ่น โดยให้ประสานขอสุนัขตำรวจ K9 มาประจำที่กรมศุลฯ ส่วนจะประจำทุกด่านหรือไม่ ให้ดูตามความเหมาะสม แต่ที่ด่านกรุงเทพฯจะต้องมี ซึ่งกรณีเฮโรอีนซุกในไม้นั้น เนื่องจากไม้มีจำนวนถึง 2,000 แผ่น แต่มีการซุกซ่อนเฮโรอีน 100 แผ่น ทำให้เครื่องเอกซเรย์ตรวจจับไม่ได้ ซึ่งต่อไปก็ให้ใช้สุนัขตำรวจเข้ามาช่วยในการดมกลิ่น” นายสันติกล่าว

นายสันติกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา กรมศุลกากรได้อำนวยความสะดวกให้ผู้ส่งออกสินค้า โดยบางรายให้ส่งเอกสารสำแดงสินค้าตามมาทีหลังได้ ทำให้เกิดกรณีสำแดงสินค้าไม่ตรงกับสินค้าที่ส่งออกจริง พร้อมยอมรับว่าการตรวจสอบสินค้าที่ส่งออกทุกชิ้นนั้นอาจยากลำบาก จึงได้กำชับให้เพิ่มรายละเอียดในการเช็กลิสต์ในขั้นตอนการตรวจ และเพิ่มข้อมูล เช่น ประเทศปลายทางอาจมีสินค้าประเภทนี้จำนวนมาก และไม่มีความจำเป็นต้องนำเข้าจากไทยเพิ่ม ก็อาจทำให้เกิดข้อสงสัยได้ว่ามีสินค้าผิดกฎหมายซุกซ่อนหรือไม่ เป็นต้น

นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า กรมศุลฯได้เข้มงวดการส่งออกสินค้าไทยไปต่างประเทศ อย่างต่อเนื่อง และมีการจับการลักลอบส่งออกยาเสพติดอย่างต่อเนื่องเช่นกัน เฉลี่ยเดือนละ 2 ครั้ง เนื่องจากประเทศไทยเป็นทางผ่านในการส่งออกยาเสพติด ซึ่งกรมศุลฯได้ประสานงานกับทุกฝ่ายในการดำเนินการจับกุมและสกัดกั้นการส่งออกมาโดยตลอด

“เราต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมาการส่งออกสินค้าจากไทยจะไม่ค่อยตรวจสินค้ามากนัก ส่วนใหญ่จะตรวจสินค้านำเข้าประเทศ เพราะผู้ส่งออกต้องเร่งให้ส่งออกเร็ว หรือสุ่มตรวจเพียง 10% ของสินค้าส่งออกเท่านั้น แต่จากนี้ไปจะเข้มงวดการส่งออกของผู้ส่งออกมากยิ่งขึ้น และเพิ่มสัดส่วนสุ่มตรวจเป็น 20% เบื้องต้นได้หารือกับผู้แทนศุลกากรแต่ละประเทศแล้ว รวมถึงผู้ส่งออกด้วย เนื่องจากการสุ่มตรวจเพิ่มขึ้นนั้น อาจจะส่งผลกระทบต่อการส่งออก อาจทำให้ล่าช้าไปบ้าง ขณะเดียวกันต้องรวมมือกับกรมศุลฯต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการลักลอบขนส่งยาเสพติดระหว่างกัน” นายพชรกล่าว

ย้อนอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon