‘ปิยบุตร’ เชื่อยุบสภาปลายปีหน้า รัฐบาลลากยาวจนผ่าน กม.งบประมาณ วอนปล่อยผู้ชุมนุมในเรือนจำ

‘ปิยบุตร’ เชื่อยุบสภาปลายปีหน้า ชี้รัฐบาลลากยาวจนผ่าน กม.งบประมาณ ยันปัญหาอยู่ที่ พปชร.ประคองความขัดแย้งได้หรือไม่ วอนปล่อยผู้ชุมนุมในเรือนจำออกมา แนะผู้มีอำนาจอย่ากังวลเกินไป เหตุผลคำพิพากษาทำเคลื่อนไหวยากอยู่แล้ว

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ที่อาคารอนาคตใหม่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองขณะนี้ ที่พรรคการเมืองดูเหมือนจะเตรียมตัวเลือกตั้งแล้วว่า คิดว่าการยุบสภาจะเกิดขึ้นแน่นอนในปีหน้า โดยจะเกิดในช่วงปลายปี อย่างน้อยๆ ก็ควรจะผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณไปอีกสักรอบหนึ่งก่อน แต่ปัญหาอยู่ที่รัฐบาลจะประคองความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้หรือไม่ เพราะจะเห็นว่ากฎหมายสำคัญหลายฉบับที่ยังไม่เข้าสภา เช่น พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ที่เกี่ยวกับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข รวมทั้งการกู้เงิน ซึ่งเสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว หากเสียงแตกขึ้นมาจะส่งผลกระทบต่อสถานะของรัฐบาล

นายปิยบุตรกล่าวว่า อีกทั้งการประชุมสภาในสัปดาห์นี้ไม่มีวาระการประชุมร่าง พ.ร.บ.ที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้ามาเลย จึงคิดว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ความขัดแย้งของพรรคพลังประชารัฐยังจัดการไม่ได้อย่างแน่นอน ส.ส.รัฐบาลก็ไม่ค่อยได้เข้ามาประชุม ดังนั้น หากจัดการตรงนี้ได้ รัฐบาลก็คงพยายามลากยาวไปให้ผ่านกฎหมายงบประมาณ ซึ่งไทม์ไลน์ปีหน้าคงจะเริ่มต้นจากกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ตามมาด้วยกฎหมายงบประมาณ และหากทุกอย่างผ่านไปได้หมดก็จะนำไปสู่การยุบสภา

นายปิยบุตรกล่าวต่อว่า ส่วนสถานการณ์ทางการเมืองที่เกี่ยวกับการชุมนุม ต้องยอมรับว่าการชุมนุมทุกที่ในโลกมีขึ้นมีลง มีช่วงกระแสสูง-กระแสต่ำ ฝ่ายผู้ชุมนุมก็ต้องเข้าใจสถานการณ์ว่าไม่เหมือนปีที่แล้ว สถานการณ์ที่พีกถึงขีดสุดในปีที่แล้วไม่เกิดขึ้นในปีนี้ เพราะมีเหตุปัจจัยต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นนิติสงคราม คดีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ตนปรารถนาให้น้องๆ ทุกคนที่ถูกจับกุมคุมขังในเรือนจำตอนนี้ได้ออกมาก่อน เพราะการจับกุมคุมขังเขาไว้ไม่เกิดประโยชน์อะไร และตนเชื่อว่าตลอดหนึ่งปีกว่าที่ผ่านมา บทลงโทษที่เขาถูกจองจำตลอดหลายเดือน ประกอบกับความเหนื่อยล้าจากการชุมนุมที่ต่อเนื่องมายาวนาน ตนคิดว่าถ้าพวกเขาได้ออกมาคงจะไปใช้ชีวิตตามปกติ ไปเรียนหนังสือหรือทำงาน แน่นอนว่าเขาคงยังมีความคิดเรื่องปฏิรูปสถาบันอยู่ แต่การรณรงค์ในลักษณะแบบเดิมคงเกิดขึ้นยาก หรืออาจจะไม่เกิดขึ้น

“ผู้ทรงอำนาจรัฐอย่ากังวลเกินไปว่าปล่อยออกมาแล้วเขาจะมาชุมนุมอีก ศาลต่างๆ ก็วางกับดักกลไกผลจากคำพิพากษา และคำสั่งต่างๆ เต็มไปหมด โดยธรรมดาเขาก็เคลื่อนไหวยากอยู่แล้ว ดังนั้น เขาก็คงจะต้องปรับการรณรงค์ ถ้าหากอยากให้ข้อเรียกร้องเหล่านี้สำเร็จ” นายปิยบุตรกล่าว

เมื่อถามว่า ตัวแปรใดจะทำให้ฝ่ายถืออำนาจหันมาสนใจ นายปิยบุตรกล่าวว่า ตนเล็งเห็นว่าการที่ตั้งข้อหา จับกุมคุมขังผู้ชุมนุมมากขึ้นเรื่อยๆ และจะทราบว่าจะต้องมีคดีศาลรัฐธรรมนูญในปลายปี ก็ทราบแล้วว่าการรณรงค์เรื่องเหล่านี้ของเยาวชนในรูปแบบเดิมทำไม่ได้แล้ว หรือทำได้ยากขึ้น และข้อเสนอก็จะไม่ได้พูดคุยกันอย่างมีวุฒิภาวะในพื้นที่ปลอดภัย

นายปิยบุตรกล่าวว่า เมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา จึงทดลองยกร่างรัฐธรรมนูญหมวดสองพระมหากษัตริย์ขึ้นมา หลายเรื่องที่ตนเอามาใช้ก็เคยเป็นกฎเกณฑ์ที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญก่อนปี 2534 หลายเรื่องก็เคยมีอยู่ในรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับแรก โดยนำมาประยุกต์ให้เข้ากับสถานการณ์ไทยปัจจุบัน ซึ่งตนตั้งใจว่าวิธีการรณรงค์ที่ปลอดภัยอาจต้องใช้ช่องทางการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย อย่างน้อยที่สุดเราไม่ได้ไปกดเยาวชนไม่ให้เขาพูดเลย แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้เปิดให้รณรงค์ในรูปแบบที่ผ่านมา ตนก็ไม่แน่ใจว่าหากรณรงค์แบบนี้ต่อไปอาจมีนักร้องไปร้องตนอีกว่าล้มล้างการปกครอง แต่หากทำขนาดนั้น ตกลงว่าประเทศนี้จะปิดทางกันหมดเลยใช่หรือไม่

“ผมพยายามหาทางออกที่ได้ดุลยภาพทั้งสองฝ่าย ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับผมก็ยืนยันมาได้ว่าหมวดสองแบบนี้ดีแล้ว ทำแบบนี้จะเกิดพื้นที่ปลอดภัย เป็นคุณต่อระบอบประชาธิปไตย และรักษาเสถียรภาพให้กับสถาบันมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม” นายปิยบุตรกล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon