หน้าแรก การเมือง ปริญญาเขียนบท...

ปริญญาเขียนบทความ ชี้คำพิพากษาศาลฎีกาปี 2496 ต้นตอสร้างบรรทัดฐาน เอื้อการรัฐประหาร

11.12.21 | 09:28 น.

ปริญญา เทวานฤมิตรกุล เขียนบทความ ชี้คำพิพากษาศาลฎีกาปี 2496 ต้นตอสร้างบรรทัดฐาน ให้รัฐประหารสำเร็จ

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขียนข้อความแสดงความเห็นเนื่องในวันรัฐธรรมนูญ โดย ระบุว่า

รัฐธรรมนูญไทยทำอย่างไรไม่ให้ถูกฉีกอีก บทความเนื่องในวันรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญของประเทศไทยทั้งหมด 20 ฉบับ เป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราว 8 ฉบับ อีก 12 ฉบับเป็นรัฐธรรมนูญ “ถาวร” ที่ตั้งใจจะใช้เป็นการถาวร แต่ ไม่เคยถาวรได้เลยสักฉบับ เนื่องจากแทบทุกฉบับจะถูกยกเลิกโดยการยึดอำนาจ มีเพียง 2 ฉบับเท่านั้นที่ถูกยกเลิกโดยการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ภายใต้กระบวนการประชาธิปไตย

ปัญหาของรัฐธรรมนูญไทยจึงไม่ใช่แค่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคือ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ไม่เป็นประชาธิปไตย เนื่องจากออกแบบมาให้ผู้ยึดอำนาจ คือ คสช. สามารถสืบทอดอำนาจต่อได้หลังเลือกตั้งเท่านั้น แต่รัฐธรรมนูญของประเทศไทยนั้นต่อให้เขียนให้ดีแค่ไหนก็ไม่เคยยั่งยืน หรือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวรได้ เพราะจะถูกรัฐประหารยกเลิก รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน หรือฉบับที่จะมาแทนที่หากมี ส.ส.ร.มาร่างใหม่ในอนาคต ก็อาจจะมีชะตากรรมไม่ต่างไปจากฉบับที่ผ่านๆ มา

ดังนั้น นอกจากจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ให้เป็นประชาธิปไตย สิ่งที่เราจะต้องทำไปด้วยกันก็คือ ต้องป้องกันไม่ให้มีการรัฐประหารและล้มล้างรัฐธรรมนูญอีกในอนาคตด้วย แล้ววิธีการก็คงจะไม่ใช่แค่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญว่า ห้ามปฏิวัติรัฐประหาร หรือห้ามฉีกรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญ 2517 ก็เคยเขียนมาแล้วว่า การนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทําการล้มล้างรัฐธรรมนูญจะกระทํามิได้ รัฐธรรมนูญ 2517 ก็ถูกคณะปฏิวัติฉีกทิ้งในวันที่ 6 ตุลาคม 2519

Advertisement

แล้ววิธีการที่ดีที่สุดในการป้องกันไม่ให้มีการรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญคืออะไร? เราทั้งหลายพึงทราบว่า การยึดอำนาจและล้มล้างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นความผิดฐานเป็นกบฏ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 มีโทษถึงประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต ที่กลายเป็นชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาได้ ก็เพราะบรรทัดฐานของ ศาลฎีกาที่พิพากษาไว้ตั้งแต่ปี 2496 ว่า

“คณะรัฐประหารได้ยึดอำนาจการปกครองประเทศได้เป็นผลสำเร็จ การบริหารงานประเทศในลักษณะเช่นนี้ คณะรัฐประหารย่อมมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลง แก้ไข ยกเลิก และออกกฎหมายตามระบบแห่งการปฏิวัติเพื่อบริหารประเทศชาติต่อไปได้” (คำพิพากษาศาลฎีกา 45/2496) ว่าง่ายๆ คือศาลฎีกาในปี 2496 ได้วางหลักไว้ว่า การยึดอำนาจฉีกรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ทำได้ ถ้าทำสำเร็จ ศาลก็จะยอมรับคำสั่งและประกาศทั้งปวงของคณะรัฐประหารว่าเป็นกฎหมาย และจะเอามาใช้บังคับให้ คำพิพากษานี้ได้เป็นบรรทัดฐาน หรือเป็นหลักที่ศาลยึดถือมาโดยตลอดหลังจากนั้น ทำให้มีการรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ ซ้ำแล้วซ้ำอีกมาจนถึงทุกวันนี้

แนวคำพิพากษาของศาลฎีกาอันนี้ คือสิ่งที่เป็น uncodified constitution หรือ ‘รัฐธรรมนูญที่ไม่ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ’ ซึ่งบางทีก็มักจะเรียกว่า ‘รัฐธรรมนูญจารีต’ หรือ

‘รัฐธรรมนูญไม่เป็นลายลักษณ์อักษร’ หรือ unwritten constitution แต่การเรียกว่า ‘รัฐธรรมนูญไม่เป็นลายลักษณ์อักษร’ ก็ไม่น่าจะถูกต้องนัก เพราะคำพิพากษาของศาลนั้นเป็น ‘ลายลักษณ์อักษร’

แต่ไม่ว่าจะเรียกว่าอะไร นี่คือ รัฐธรรมนูญที่แท้จริงของประเทศไทย และเป็นรัฐธรรมนูญที่ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมา เป็นรัฐธรรมนูญที่เขียนโดยศาลฎีกามาตั้งแต่ปี 2496 ที่บัญญัติว่า การยึดอำนาจฉีกรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ทำได้ ถ้าทำสำเร็จ ศาลก็จะยอมรับคำสั่งหรือประกาศทั้งหลายของคณะรัฐประหารทั้งหมด เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่เคยถูกยกเลิกหรือแก้ไขเลย

ถ้าจะทำให้การยึดอำนาจล้มล้างรัฐธรรมนูญหมดไปจากประเทศไทย ก็ต้องแก้ตรงนี้ นั่นคือศาลท่านต้อง เปลี่ยนบรรทัดฐาน ไม่ยอมรับการยึดอำนาจล้มล้างรัฐธรรมนูญอีกต่อไป

นี่คือ ‘รัฐธรรมนูญที่ไม่ถูกเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ’ ที่ต้องมีการแก้ไขกันเสียที ด้วยความเคารพ ผมจึงขอเสนอศาลให้แก้ไขสิ่งที่ศาลฎีกาในอดีตเขียนเอาไว้ตั้งแต่ปี 2496 คือจากนี้ไปศาลจะต้องไม่ยอมรับการรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญ การปกครองโดยกฎหมาย และประชาธิปไตยจึงจะลงหลักปักฐานอย่างยั่งยืนในประเทศไทยได้เสียที