‘ทราย’ ลั่น เริ่มแล้ว ย้อนไม่ได้-‘เต้น’ ชี้ ยิ่งขังยิ่งเติบกล้า ‘บอย’ เชื่อ ปฏิเสธเปลี่ยนแปลง เวลาจะลงโทษ
เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. วันที่ 11 ธันวาคม ที่ร้านธันวาคาเฟ่ (Thanwaa) ซอยลาดพร้าว 94 กรุงเทพฯ มีการจัดงานเสวนาในหัวข้อ “นักโทษทางความคิด” เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งสมทบทุนศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โดยมี นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หรือเต้น แกนนำเครือข่ายไล่ประยุทธ์ อ.ห.ต., น.ส.อินทิรา เจริญปุระ หรือทราย นักแสดงชื่อดัง แม่ยกม็อบราษฎร, นายธัชพงศ์ แกดำ หรือบอย นักกิจกรรมทางการเมือง ดำเนินรายการโดย ชานันท์ ยอดหงษ์ นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์
นายณัฐวุฒิกล่าวว่า คำว่านักโทษทางความคิดตนอยากให้แยกเป็น 2 ส่วน คือ “นักโทษ” กับ “ความคิด” ซึ่งแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ เพราะ “นักโทษ” ไม่ว่าอยู่มุมใดของโลกต้องถูกขังได้ แต่ถ้าเป็น “ความคิด” ขังไม่ได้ ดังนั้น การขังนักโทษทางความคิดจึงเป็นการกระทำที่ย้อนแย้งอย่างยิ่ง
“ผมเป็นคนที่ผ่านการติดคุกมาแล้ว ลำพังตัวเองยังมีคดีสะสมไว้ชุกชุม และมีคดีออกมาเรื่อยๆ เชื่อหรือไม่ว่ามีการแจ้งข้อหาที่เหตุเกิดปี’51 ผมนึกไม่ออกด้วยซ้ำไปว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุการณ์ตอนนั้นเป็นอย่างไร ถามทนายก็มึนไปหมด แต่เขาเอาเป็นคดี อยู่ในชั้นอัยการ” นายณัฐวุฒิกล่าว

นายณัฐวุฒิเปิดเผยถึงประสบการณ์ที่อยู่ข้างในเรือนจำว่า วันหนึ่งตนก็เจอกับขบวนการต่อสู้รุ่นปัจจุบัน เกือบ 20 คน นำโดย นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน แล้วก็มี แอมมี่, ไดโน่, ยาใจ, กุ๊ก นันทพงศ์ เข้าไปด้วย ตนถูกขังไว้อีกห้อง ห้อง 7 แดน 2 แต่พวกเขาไปนอนกองกันอยู่ที่ห้อง 5
“เช้ามา ไขกุญแจเอาผมออก เจ้าพนักงานบอกว่า ‘อาครับมีนักศึกษาเข้ามาอีกเยอะเลย กลางดึกเมื่อคืน ไผ่มาก่อนแล้ว’ ผมเลยเดินไปหน้าห้อง 5 ไผ่ยืนยิ้มเรียบร้อย ทำมือตะเบ๊ะใส่ผม บอกว่ามาอีก 17 คนครับพี่ แล้วชี้ไปที่หัวหน้าเบน (เสียชีวิตแล้ว) ซึ่งมีลักษณะเฉพาะ ไผ่บอกว่า ‘คนนี้ก็ยังเอามา มั่วไปหมดเลยพี่’
ไผ่เคยติดคุกคนเดียว จึงดูแลเพื่อน ข้าว-น้ำผมดูแลให้ ขนข้าวขนน้ำอยู่ 2-3 รอบ พบว่าบางคนเริ่มซึมลง
อาการนักต่อสู้เมื่อเข้าไปอยู่ในเรือนจำมีผลกระทบทางความรู้สึกบ้าง จังหวะหนึ่งเขาเบิกตัวทั้งหมด เอาทั้ง 17-18 คน ไปคอนเฟอเรนซ์เพื่อฝากขังใหม่ โดยไปรอที่โรงเลี้ยง เมื่อสบโอกาสผมจึงไปบอกเขาว่า ‘คุณมาในฐานะนักสู้ ไม่ใช่นักโทษ’ ฉะนั้น ต้องเชิดอก ชูหน้าขึ้น มันหมายถึงคุณแบกเกียรติยศศักดิ์ศรีของคนข้างนอกเข้ามาด้วย เพื่อแสดงให้เห็นว่าคนที่ปากกล้าอยู่ข้างนอก เมื่อถูกขังก็ยังทระนงองอาจ เพื่อลบคำสบประมาทที่ว่า เดินหลังแกนนำที่เข่าอ่อนทุกคน”
“ผมบอกเขาว่าเข้ามาในนี้ ‘หัวใจต้องได้ ร่างกายต้องแกร่งด้วย’ ใครไม่สบายต้องออกกำลัง ต้องฮึดขึ้นมา อย่าอ่อนแอให้ใครเห็น พวกเขาก็ฟิตขึ้นทันที ไม่ใช่เข้มแข็งเพราะผมพูด เขาเข้มแข็งในหัวใจเขาแล้วตั้งแต่ออกมาต่อสู้ เพียงแต่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ถูกยัดเยียดจากนักสู้เป็นนักโทษ
อย่าไปรับความอยุติธรรม ต้องยืนยันว่า ‘คุณเป็นนักสู้ ไม่ใช่นักโทษ’ จะไล่ฆ่า ปล่อย หรือขัง ออกมาก็ยังสู้” นายณัฐวุฒิกล่าว
นายณัฐวุฒิกล่าวต่อว่า คำว่า “ความคิด” เป็นคำที่ทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่งในการผลักดันมนุษย์ให้ออกมาทำ หรือไม่ทำอะไรก็ได้ ให้ออกมายืนหยัดหรือเพิกเฉย เกิดจากความคิด แต่ในระดับของความคิดจะไม่มีความกล้า หรือแหลมคมมากพอ หากว่าความคิดนั้น ไม่ได้หยั่งรากไปถึงอุดมการณ์ หรือจิตวิญญาณตั้งต้นด้วยความคิด
“หากไร้ซึ่งความคิดจะไม่มีเมล็ดพันธุ์ที่จะขยายเป็นจิตวิญญาณได้ ดังนั้น การเอาคนหนุ่มสาวไปขัง กำลังทำให้ ‘เมล็ดพันธุ์เหล่านี้เติบกล้า กลายเป็นจิตวิญญาณ’ เชื่อว่าหลายคนไปถึงตรงนั้น คนรุ่นนี้เก่งกล้ากว่าผมมาก ไม่ว่าจะเบนจา, เพนกวิน, ไมค์ ผมเริ่มต่อสู้เมื่ออายุ 32 ปี แต่เขาหลายคนสู้ตั้งแต่ใส่ขาสั้น คอซอง ตั้งแต่ถูกมองว่าปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม จนวันนี้เด็กที่ปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมพูดอะไรได้ยิ่งใหญ่ ถูกต้อง มากกว่าผู้ใหญ่ที่คาบคัมภีร์มากมาย ผมนับถือเจ้าของความคิดเหล่านี้ คนเหล่านี้ขังไม่ได้ เขาคือต้นที่เติบโตแล้ว เป็นจิตวิญญาณ” นายณัฐวุฒิกล่าว
“รัฐใดก็ตามที่มีปฏิบัติการไล่จับ-ไล่ขังคนวัยหนุ่มสาว ซึ่งแสดงออกถึงความคิดตัวเอง สังคมที่ต้องการ โดยไม่เกิดการเรียนรู้ หรือพยายามทำความเข้าใจเลยว่ารัฐนั้นกำลังเดินเข้าสู่กับดักอันตรายต่อการใช้กำลังปราบปรามประชาชน เราไม่สามารถมั่นใจได้เลยว่า จะไม่ถึงจุดนั้น ขณะเดียวกันเป็นกับดักฝ่ายผู้มีอำนาจด้วย เพราะอำนาจรัฐที่ตึงตัวตลอดเวลา ใช้ทุกทรัพยากรที่มีเพื่อเผชิญหน้ากับกระแสความเปลี่ยนแปลงที่เชี่ยวกรากแหลมคมนี้ นานไปยากจะต้านทานไหว เพราะมันเกิดที่ความคิดของคน
หลายคนพูดถึงเพดานข้อเรียกร้อง แต่สำหรับผม ออกจากคุกรอบนี้ สังเกตเพดานความคิดคน คนอายุ 18, 19, 20 ทั้งคนที่สู้ และเยาวชนที่ไม่เคยออกมาเดินถนน ชู 3 นิ้ว พบว่าพวกเขามีเพดานความคิดที่เป็นจังหวะเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญ ใครก็ขวางไม่ได้ จับขังไม่ได้” นายณัฐวุฒิชี้
ทั้งนี้ นายณัฐวุฒิยังวิเคราะห์ถึงปรากฏการณ์นักโทษทางความคิดล้นคุกด้วยว่า ถ้าเราไปอ่านประวัติศาสตร์การเมือง, การต่อสู้ การเปลี่ยนแปลงของประเทศไหนก็ตาม คุกมีไว้ขังคนที่คิดไม่เหมือนรัฐในช่วงเวลาที่สังคมอยู่ในโค้งสำคัญของการเปลี่ยนแปลง ต้องพูดว่าเป็นปรากฏการณ์ปกติ แต่จะเพิกเฉยให้เป็นไปโดยไม่ส่งเสียงไม่ได้
“รัฐที่ยืนอยู่ข้างประชาชนจะปฏิบัติต่อประชาชนที่ถูกคุมขังด้วยเหตุจูงใจอีกอย่าง แต่รัฐที่อยู่ฝั่งตรงข้ามจะปฏิบัติอีกอย่าง เช่น ในสมัยนายกฯปู (ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) มีการตั้งที่คุมขังนักโทษจากคดีความทางการเมือง เอามารวมไว้ที่เรือนจำหลักสี่ มีหน่วยงานมาดูแล ญาติมาเยี่ยมตรงนั้น แน่นอนว่าแตกต่างจากเรือนจำทั่วไป ไม่ใช่อยู่สะดวกสบาย แต่ไม่ไปปะปนกับนักโทษอื่นๆ เจ้าหน้าที่ก็ปฏิบัติเสมือนว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ หลังจากการรัฐประหารโดยประยุทธ์ ก็มีคำสั่งยกเลิกเรือนจำหลักสี่ดังกล่าว จากนั้นผู้ต้องขังจึงถูกเอาไปไว้ในเรือนจำปกติอีกครั้ง ทั้งเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เรือนจำธัญบุรี หรือต่างจังหวัด ปฏิบัติอย่างเดียวกับนักโทษอาญา
ผมไม่ได้เรียกร้องอภิสิทธิ์ให้นักโทษทางการเมือง เพียงแค่คนพวกนี้ศาลยังไม่พิพากษา ไม่ได้ทำอย่างอื่น ไม่ได้ลัก ปล้น ชิง ฆ่า ข้อหาอาญาอื่นๆ นอกจากการแสดงออก ซึ่งจุดยืนทางการเมืองที่สำคัญไม่เหมือนกับรัฐต้องการ การเรียกร้องต้องทำ แต่ก็ยากเหลือเกินที่จะสนอง
ผมอยากเสนอเพิ่มว่า ‘จงปลดปล่อยความคิดตัวเอง ให้อิสระเสรี แต่การปฏิบัติ, กระทำ ต้องผ่านการคัดกรอง’ สถานการณ์แบบนี้คิดได้เต็มที่ แต่อย่าไปทำเท่าคิด เพราะถ้าเป็นแบบนั้นเราจะทำได้ไม่นาน แล้วเขาจะเป็นฝ่ายกระทำตามที่เขาคิด จงรักษาพื้นที่การคิดเสรีเอาไว้ และปฏิบัติอย่างรัดกุม ยึดหลักความปลอดภัยของตัวเอง กับมวลชน ตอนนี้ทำอะไรให้ขังได้ เขาขังอีก
วิธีคิดนี้ต้องเชื่อให้ได้จริงๆ ว่านี่คือการเดินทางไกล วิ่งมาราธอน ไม่ใช่วิ่ง 100 เมตร การอดทน รอคอย มีสมาธิ รักษาความมุ่งมั่นในการต่อสู้ เป็นการพิสูจน์อะไรบางอย่างเหมือนกัน ดูอย่างการช่วงชิงอำนาจของชนชั้นนำ บางช่วงเวลาก็รอเกินกว่าทศวรรษ ดังนั้น ประชาชนต้องมีความอดทน มุ่งมั่น ไม่น้อยไปกว่า คิดกลับข้าง แทนที่จะถามว่าเมื่อไหร่จะชนะเสียที เราไม่ต้องเครียดเรื่องนี้ ฝ่ายนั้นต้องเครียดกว่า เมื่อไหร่เราจะแพ้สักที ขังก็แล้วยังไม่ยอมแพ้ แล้วดูว่าใครเครียดกว่า” นายณัฐวุฒิกล่าว

ด้าน น.ส.อินทิรา หรือทราย กล่าวว่า มีคนอยากซ่อมเราให้ลงตัวแบบที่เขาคิด ความคิดเป็นอย่างเดียวที่ขังไม่ได้ เราคิดไปแล้ว ของพวกนี้เริ่มไปแล้ว กดย้อนกลับ (Undo) ไม่ได้
“รู้ว่ามีคนไม่ชอบ มีคนเพ่งเล็ง แต่เริ่มไปแล้ว ชุดความคิดการต่อสู้ที่ถูกปลูกแล้ว มันถอนทิ้งไม่ได้” น.ส.อินทิรากล่าว และว่า
ใครที่รู้สึกว่าอยู่ในสังคมที่ไม่มีทางให้พูด ไม่เป็นไร แต่ขอให้เชื่อว่ามีคนที่คิดเหมือนคุณเยอะมาก มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย นี่ไม่ใช่วิธีคิดของคนดื้อ แต่คือการคิดอย่างตรงไปตรงมา
ขณะที่ นายธัชพงศ์ หรือบอย กล่าวว่า เราปฏิเสธกาลเวลาไม่ได้ นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาการเมือง แต่เป็นปัญหาทางความคิดในองค์กรที่ทำงาน วัฒนธรรมต่างๆ ที่คนรุ่นหนึ่งผูกขาดความคิดและพื้นที่ของพวกเขามาอย่างยาวนาน คนยุคนี้ไม่ใช่ ‘คนรุ่นใหม่’ แต่คือ ‘คนสมัยปัจจุบัน’ ที่ออกมาเรียกร้องพื้นที่
เพราะเขาไม่สามารถล้างสมอง, ความคิดของนักเรียนของคนยุคปัจจุบันได้ ไม่ใช่แค่คน อายุ 18-35 ปี แต่คือคนสมัยปัจจุบันที่ไม่เกี่ยวกับอายุ ปฏิเสธชนชั้นนำ ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา เวลาจะลงโทษพวกเขาเอง
วันนี้มาถึงจุดที่ไทยมีนักโทษทางความคิดเยอะมาก คำถามที่ว่าทำไมเราต้องพยายามทำผิดกฎหมายเพื่อเป็นนักโทษทางความคิด? ‘นักโทษทางความคิด’ กับ ‘นักโทษทางการเมือง’ ต่างกัน นักโทษทางความคิด เอากฎหมายมาจับไม่ได้ แค่คิดต่าง ในหลักสากลนักโทษทางความคิดต้องได้รับการปล่อยตัวทันที โดยไม่มีเงื่อนไข ทำไมเราต้องชุมนุมอีก ก็เพราะมันไม่ผิด และเราใช้สิทธิอย่างสันติมาตลอด
นายธัชพงศ์กล่าวต่อว่า ทำไมเราต้องเรียกร้องให้ปล่อยเพื่อนเรา เราเคารพกฎหมาย แต่มันเป็นสิทธิที่ไม่ควรมีนักโทษทางความคิดในประเทศที่เจริญแล้ว ผิดหรือที่คนจนอยากอยากเปลี่ยนแปลงฐานะตัวเอง บางคนอยากรวยมากกว่านี้ ก็บอกว่า ‘ทำบุญสิ’ ‘ทำไมไม่พอ’ เพราะทุกวันนี้จะมีให้พอยังไม่มี ความคิดเช่นนี้ของสังคมไทยมีปัญหา มันต้องเปลี่ยนผ่านและหยุดไม่ได้ เราจึงไม่ผิดที่คิดเปลี่ยนแปลงสังคม คือเรื่องปกติของสังคมโลก แต่คนที่กำลังสูญเสียพื้นที่ทางความคิดที่จะผูกขาดประเทศนี้ต่างหากที่เขารับไม่ได้
“แต่รับไม่ได้ไม่เป็นไร แต่เวลาจะลงโทษเอง มีทางเลือก 2 ทาง 1.ถ้าปฏิเสธไม่ถูกเวลาลงโทษ ก็จะ 2.ถูกเวลาทอดทิ้ง คำถามคือ อนาคตจะอยู่อย่างไร ก็ตอบไม่ได้ จึงเป็นความชอบธรรมที่จะคิดต่าง ความคิดต่างของเราไม่ได้ทำร้ายใคร ไม่ได้บอกว่าดีที่สุด ใครคิดไม่เหมือนเราฆ่าทิ้ง มีแต่คนกลุ่มหนึ่งต่างหากที่ว่าความคิดเราต่าง สมควรตาย

มีคนบอกว่าเพื่อนเราหลายคนเข้าไปใช้อภิสิทธิ์ชนในคุก พวกคุณไม่รู้ แม้จับเราเข้าไป เราก็ยังทำงานทางความคิด อย่าง แซม สาแมท วันนั้นต้องพาฟ้า พรหมศร ไปโรงพยาบาลเพราะเป็นโควิด สุดท้ายแซมปลุกคนในเรือนจำ ตะโกนให้พาฟ้าไปรักษาโควิด ว่า “ผู้ชายช่วยกะเทยด้วย กะเทยกำลังจะตาย” ทุกคนในเรือนจำเฮ ไม่ว่าไผ่ เพนกวิน ไมค์ หลายคนในเรือนจำ ทุกคนช่วยเหลือสวัสดิการนักโทษในคดีอื่นๆ คนที่สังคมภายนอกตราหน้าว่าพวกเขาคือฆาตกร เดนสังคม เขามีอะไรแบ่งให้คนข้างในกิน แม้ตัวเองไม่ได้กิน พยายามเรียกร้องสวัสดิการให้นักโทษคนอื่นๆ ด้วย คือสิ่งพิเศษของคนที่ถูกตราหน้าว่าเป็นนักโทษทางความคิด
แต่ผู้มีอำนาจพยายามยัดว่าเราคือนักโทษทางการเมือง พยายามใช้ความรุนแรง เราไม่ได้ใช้ความรุนแรง เราแค่คิดต่าง โดยหลักสากลไม่มีเงื่อนไขจับกุม แต่รัฐพยายามโยงว่า เราคือนักโทษทางการเมือง ยุยง ปลุกปั่น ประทุษร้าย ให้ถูกขัง” นายธัชพงศ์กล่าว และว่า
สิ่งสำคัญคือเราจะต้องเรียกร้องให้การดำเนินคดีเป็นธรรม ไม่ใช่เรามีสิทธิประกัน แต่ไม่ให้ประกัน และหนึ่งสิ่งที่เราต่อสู้คือ กระบวนการยุติธรรมเป็นธรรม สังคมวันนี้เห็นชัดว่า ‘ขั้นพื้นฐาน’ ไม่ได้เป็นธรรมเลย
นายธัชพงศ์กล่าวให้กำลังใจว่า การต่อสู้ไม่ได้จบ เราพักเหนื่อยได้ เราเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เครื่องจักร เรากลับไปเติมเต็มพลังชีวิตได้ แต่การต่อสู้ยังไม่แพ้ เราชนะทางความคิด ทางวัฒนธรรมแล้ว เพียงแค่เรายังไม่สามารถเปลี่ยนตัวคนคนหนึ่ง ที่ไม่สมควรเป็นนายกฯได้
“ต้องลุกขึ้นสู้แล้วเปลี่ยนแปลง เรายังสู้ได้อยู่ กำไลอีเอ็มนี้คือของขวัญจากราชทัณฑ์ คนข้างในบอกว่าพวกผมแค่ออกมาพักร้อน เดี๋ยวก็กลับเข้าไปใหม่
ประเทศไทยเดินได้ด้วยการตั้งคำถาม แม่ผมขายไอติม ขายไปอีกกี่ปีก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงฐานะได้ วนลูป มีลูกมาก็ขายไอติม หรือคนจนอาจเสี่ยงถูกจับก่อนด้วยคดีอาชญากรรม ประเทศไทยนักโทษล้นคุก ติด 1 ใน 10 ของโลกไปแล้ว แสดงว่า ประเทศนี้มีปัญหาจริงๆ อะไรทำให้นักโทษล้นคุก?” นายธัชพงศ์กล่าว



