สถานีคิดเลขที่ 12 : เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. โดย ปราปต์ บุนปาน
ไม่อาจปฏิเสธความจริงได้ว่า ในราวสองทศวรรษหลัง คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ พยายาม “เล่นเกมการเมือง” ผ่านสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.
พูดง่ายๆ คือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งร่วมล้านราย มิได้คาดหวังให้ผู้สมัครผู้ว่าฯ ซึ่งตนเองลงคะแนนเลือกเข้ามา กระทำภารกิจหลักในการบริหารจัดการ-พัฒนา-ปรับปรุง “เมืองหลวง/มหานคร/เขตปกครองพิเศษ” อันใหญ่โต มีประชากรจำนวนมหาศาลทุกชนชั้น (จากมหาเศรษฐีจนถึงคนในชุมชนแออัดและคนไร้บ้าน) และมีปัญหา (จากเรื่องสังคมจนถึงสาธารณูปโภค) อันซับซ้อนหลากหลาย
แต่พวกเขากลับลงคะแนนเลือกผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ด้วยเหตุผลอื่นๆ อาทิ
เพื่อถ่วงดุลกับผลเลือกตั้งสนามใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นผลเลือกตั้งทั่วไปในระดับประเทศ หรือผลเลือกตั้ง ส.ส.ในพื้นที่กรุงเทพฯ
เพื่อต่อต้านกระแสนิยมที่พุ่งสูงของนักการเมืองบางคน หรือพรรคการเมืองบางพรรค
เพื่อเปิดเผยจุดยืนอย่างตรงไปตรงมาว่าพวกตนเลือกข้างอยู่ฝ่ายไหน หลังเหตุการณ์สังหารหมู่เพื่อนร่วมชาติกลางเมืองหลวง
ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่จะหวนกลับมาในปี 2565 หลังต้องชะงักงันไปหลังรัฐประหาร 2557 จึงน่าสนใจ
ด้านหนึ่ง เมื่อคนกรุงฯ ไม่ได้เลือกตั้งผู้ว่าฯ มาเกือบสิบปี ส่งผลให้ไม่มี “ผู้รับผิด” ในปัญหาต่างๆ และไม่มีแม้กระทั่ง “ผู้รับชอบ” เนื่องจาก กทม.นั้นสิ้นไร้โครงการพัฒนาสำคัญๆ อย่างเป็นระบบมาเนิ่นนาน
นี่ก็อาจถึงคราวที่ประชากรกรุงเทพฯ จะตัดสินใจเลือกผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เพื่อให้เขาได้เข้ามาบริหาร-พัฒนา-แก้ไขปัญหาของมหานครแห่งนี้อย่างจริงจังเสียที
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้คน กทม.ยังยืนกรานจะใช้สนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ เป็น “เกมการเมือง” คล้ายๆ เดิม
ก็คงไม่มีใครมั่นใจว่าผลลัพธ์ที่ออกมาจะเหมือนเดิม
เพราะนี่คือการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. หลังปรากฏการณ์สูญพันธุ์ในสนามเลือกตั้ง ส.ส.กทม. ของพรรคประชาธิปัตย์
นี่อาจเป็นการเลือกตั้งผู้ว่าฯ บนพื้นฐานที่พรรคพลังประชารัฐมีจำนวน ส.ส.กรุงเทพฯ มากที่สุด ทว่าขุนพลหลักๆ ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จดังกล่าว ก็หลุดพ้นจากวงโคจรอำนาจในพรรคไปเรียบร้อยแล้ว
นี่คือการเลือกตั้งผู้ว่าฯ หลังจากที่พรรคอนาคตใหม่ (ต่อมากลายเป็นก้าวไกล) ได้รับคะแนนป๊อปปูลาร์โหวตสูงสุดในพื้นที่ กทม.
นี่คือการเลือกตั้งผู้ว่าฯ หลังกระแสตื่นตัวทางการเมืองครั้งใหญ่และสำคัญของคนรุ่นใหม่ โดยที่พวกเขาส่วนมากก็มีสถานะเป็น “ลูกหลานคนชั้นกลาง กทม.” นี่เอง
และนี่คือการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีมาร่วมสองเทอม โดยมี “คนรัก” กับ “คนชัง” พอๆ กัน
ยังมีเงื่อนไขอีกประการที่ไม่ควรมองข้าม กล่าวคือ หากการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เกิดขึ้น
ในประมาณปี 2563 เราอาจมองศึกดังกล่าวเป็นจุดค้ำยัน/พื้นที่สุดท้าย ซึ่งจะสูญเสียไปไม่ได้ ของ “ฝ่ายประชาธิปไตย” ภายหลังการพลาดท่าให้แก่กฎกติกาตามรัฐธรรมนูญ 2560 ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2562
แต่พอการเลือกตั้งผู้ว่าฯ มาเกิดขึ้น (น่าจะ) ในปี 2565 กระทั่งดูเป็นการเตรียมความพร้อม/หยั่งเชิงก่อนการเลือกตั้งทั่วไปหนหน้า เสียยิ่งกว่าการอุดรูโหว่/เติมเต็มผลการเลือกตั้งทั่วไปหนก่อน
ไปๆ มาๆ แนวคิดเรื่องการลงคะแนนเชิงยุทธศาสตร์ หรือการไม่ส่งผู้สมัครจากฟากฝั่งเดียวกันลงไปตัดคะแนนกันเอง จึงอาจไม่ได้อยู่ในการคิดคำนวณของประชาชน หรือพรรคการเมืองใหญ่ๆ สักเท่าใดนัก
ยิ่งสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ มีตัวเลือกเยอะจากทุกพรรคทุกเฉดสีทางการเมือง สังคม (ตั้งแต่ชาวบ้านที่เป็นคอการเมือง, นักการเมือง จนไปถึงชนชั้นนำ) ก็จะมีโอกาสประเมิน “กระแสทางการเมือง” ล่าสุด ได้คมชัดยิ่งขึ้น
สุดท้ายแล้ว คน กทม. (ส่วนใหญ่) อาจแสดงให้สังคมตระหนักว่าพวกเขายังเป็น “ขวา” เหมือนเดิม หรือมากกว่าเดิม
หรือในทางตรงกันข้าม สังคมอาจได้ตระหนักว่าผู้คนจำนวนมากที่ใช้ชีวิตอยู่ใกล้ชิด “ศูนย์กลางอำนาจ” มากที่สุด
นั้นเป็นประชาชนที่เห็นต่างจาก “ศูนย์กลางอำนาจ” มากที่สุด

