‘รองประธาน กมธ.กาสิโน’ แนะการพนันจะต้องปฏิรูปในทุกมิติ ชี้ทุกวันนี้ไม่ไปบ่อนก็เล่นพนันได้ เผยหากต้องมีการตัดสินใจสร้างเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ ก็ต้องทำประชามติก่อน
เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม นายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช และรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร ในรูปแบบเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ เพื่อหาแหล่งรายได้ใหม่จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศ กล่าวถึงการทำงานของคณะ กมธ.วิสามัญฯ เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาและศึกษาเกี่ยวกับการพนันว่า ขณะนี้เรื่องการพนันมีความจำเป็นที่จะต้องมีการปฏิรูปในทุกมิติ เนื่องจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและรูปแบบของการพนัน ทำให้ประชาชนทุกวันนี้ไม่จำเป็นจะต้องไปบ่อนการพนัน แต่สามารถทำให้รายได้หายไปในพริบตา เพราะการพนันออนไลน์ในหลายล้านเว็บไซต์จากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งปรากฏเป็นข่าวอยู่เนืองๆ ว่าประชาชนและเยาวชนจำนวนหนึ่งต้องตกเป็นเหยื่อของการพนันออนไลน์ ซึ่งจำเป็นจะต้องหามาตรการป้องกันเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ
นายชัยชนะกล่าว ในส่วนของกฎหมายที่ควบคุมดูแลเกี่ยวกับการพนันโดยตรงคือ พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติมล่าสุด พ.ศ.2505 ล้าสมัยและไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเทคโนโลยี รวมทั้งยังไม่มีบทบัญญัติที่เหมาะสมในการแบ่งปันผลประโยชน์ หรือจัดเก็บภาษีให้กับประเทศและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และขณะนี้เป็นที่ทราบกันดีว่าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ซึ่งรัฐบาลได้มีการออก พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อนำมาดูแลประชาชนให้ผ่านพ้นวิกฤตดังกล่าว ซึ่งภายหลังจากสถานการณ์ผ่านพ้นไปก็จะต้องหาวิธีการนำเงินมาชดใช้คืนเพื่อรักษาสมดุลทางการเงินของประเทศ ดังนั้น วิธีการเปิดสถานบริการในรูปแบบเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ ที่ภาครัฐเข้าไปควบคุมดูแลเหมือนกับในหลายๆ ประเทศนั้น ก็ถือเป็นอีกวิธีการหนึ่งในการหารายได้เข้าประเทศในสถานการณ์ที่ต้องการหารายได้อย่างรวดเร็วในการฟื้นฟูประเทศ ซึ่งจะได้มีการหารือกันใน กมธ.ต่อไป
นายชัยชนะกล่าวต่อวา ตนมีข้อเสนอเกี่ยวกับเรื่องการบริหารจัดการเรื่องการพนัน ขั้นแรกจะต้องมีการควบคุมกำกับดูแลโดยหน่วยงานของรัฐ ซึ่งอาจจะใช้หน่วยงานที่มีอยู่แล้ว เช่น กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ในการวางกฎเกณฑ์และวิธีการขอใบอนุญาตการเล่นการพนัน โดยให้สอดคล้องกับสภาพสังคมและเทคโนโลยีในปัจจุบัน กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง ก็สามารถวางพิกัดอัตราภาษีได้ เพราะการสถานบริการแบบเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ เข้าข่ายเป็นบริการที่มีความฟุ่มเฟือยและสร้างผลกระทบต่อศีลธรรมอันดีและความสงบเรียบร้อยของประชาชน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) จะต้องมีมาตรการและวางหลักเกณฑ์ในการเปิดเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการพนัน หรือควบคุมไม่ให้มีการส่งลิงก์ที่เกี่ยวข้องในช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ เพื่อสร้างความเดือดร้อนรำคาญต่อประชาชน
“ต่อมาจะต้องกำหนดสัดส่วนการลงทุนในการจัดสร้างสถานที่ที่เหมาะสมในการเกิดสถานบริการรูปแบบดังกล่าว โดยอาจให้ภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุนทั้งหมด และแบ่งสัดส่วนผลประโยชน์ตามความเหมาะสม โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับเป็นสำคัญ เช่น ผลกำไรจากการประกอบกิจการ จะต้องแบ่งออกเป็นผลประโยชน์เข้าภาครัฐเป็นจำนวน ร้อยละ 49 และสัดส่วนร้อยละ 51 เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ
“จากนั้นจะต้องกำหนดคุณสมบัติสำหรับผู้เข้าใช้บริการ โดยพื้นฐานจะมีการจำกัดอายุผู้เล่น กำหนดรายได้ที่เหมาะสม จำกัดเวลาการเล่น รวมทั้งวางกฎระเบียบเพื่อควบคุมไม่ให้มีเหตุการณ์ร้ายแรงหากเข้าไปใช้บริการ ทั้งนี้ ผมอยากให้มีการทดลองในพื้นที่ที่มีศักยภาพความเป็นเมืองและการท่องเที่ยวสูง โดยอาจแบ่งเป็นภาคละ 3 แห่ง และมีการประเมินกิจการในทุกๆ 3 เดือน ในส่วนของการพนันที่เกี่ยวข้องกับวิถึชาวบ้านและงานมหรสพต่างๆ ก็จะต้องมีการกำหนดให้ชัดเจนถึงกฎเกณฑ์ในการขอใบอนุญาต รูปแบบการเล่น และจำนวนคนที่เข้าร่วม
“ผมคิดว่าการตั้งเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ ภายในประเทศไทยนั้น ถือว่าเป็นการลดปัญหาการนำเงินไหลออกนอกประเทศ และเป็นการส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยว ร้านอาหาร และโรงแรมที่พักให้กลับมาคึกคักและมีเงินหมุนเวียนภายในประเทศอีกเป็นจำนวนมาก แต่ทั้งนี้จะต้องฟังเสียงประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยและเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงอีกด้วย” นายชัยชนะกล่าว
นายชัยชนะกล่าวด้วยว่า เนื่องจากการตั้ง กมธ.วิสามัญในเรื่องดังกล่าวก็มีเสียงสะท้อนอย่างหลากหลาย โดยแต่ละฝ่ายมีความคิดเห็นที่ตั้งอยู่บนความปรารถนาดีของประเทศ ทั้งฝ่ายสนับสนุนที่ต้องการเอาสิ่งที่ผิดกฎหมายและศีลธรรมนำมาเป็นผลประโยชน์ให้กับประเทศ เหมือนกับสลากกินแบ่งรัฐบาล และฝ่ายคัดค้านที่มองว่าจะเป็นการมอมเมาและสร้างทัศนคติที่ไม่ดีต่อการดำรงชีวิตของประชาชน ดังนั้น การทำงานของ กมธ.จึงจะต้องมีความละเอียดรอบคอบในการทำงาน โดยจำเป็นจะต้องมีการเชิญแต่ละฝ่ายมาให้ข้อมูลและข้อคิดเห็นว่าจะเดินหน้ากันอย่างไร เพราะจะต้องมีการชั่งน้ำหนักถึงข้อดีข้อเสีย และผลกระทบหากมีการดำเนินการเปิดเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ ไปแล้ว
นายชัยชนะกล่าวว่า และสุดท้ายหากจำเป็นจะต้องตัดสินใจจริงๆ ก็เห็นว่ากรณีแบบนี้ถือว่าเข้าข่ายตามมาตรา 166 ของรัฐธรรมนูญ และมาตรา 9 วรรคสอง (4) ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 ซึ่งจะต้องให้ประชาชนทั้งประเทศตัดสินใจว่าจะให้มีการเกิดเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ หรือไม่อีกด้วย

