‘สุดารัตน์’ ควง ‘โภคิน’ นำทีมรับฟังวิสัยทัศน์เวทีผู้ประกอบการโคราช ยืนยันต้องเป็นมหานครของภูมิภาค

14.12.21 | 14:40 น.

‘สุดารัตน์’ ควง ‘โภคิน’ นำทีมคาราวานสร้างไทย 77 จังหวัด รับฟังวิสัยทัศน์ แนวทางการแก้ปัญหาเวทีผู้ประกอบการโคราช ยืนยันโคราชต้องเป็นเมืองหลัก ไม่ใช่เมืองผ่าน และเป็น ‘มหานครของภูมิภาค’

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ที่ร้านเรือนโคราช คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย พร้อมด้วย นายโภคิน พลกุล นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น น.ต.ศิธา ทิวารี ได้เข้าร่วมเวทีประชุมกับผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจ ภาคการท่องเที่ยวในท้องถิ่น โดยได้เน้นย้ำถึงความผูกพันของครอบครัวซึ่งเกิดและเติบโตที่ จ.นครราชสีมา คุณหญิงสุดารัตน์เคยทำธุรกิจขายผ้าไหมในตัวเมืองจึงมีความคุ้นเคย มีความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับพี่น้องชาวโคราชในฐานะลูกโคราชหลานย่าโม

ในฐานะคนโคราชเศร้าใจที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาโคราชซบเซาต่อเนื่อง จากเมื่อก่อนเป็น “ประตูสู่อีสาน” เป็น “เมืองหลัก” แต่ปัจจุบันกลายเป็นเพียง “เมืองผ่าน” ทั้งที่โคราชมีจุดแข็งโดยเฉพาะด้านโลจิสติกส์ ด้านอุตสาหกรรม เทคโนโลยีอุตสาหกรรมเกษตร จึงสมควรที่จะมี “ท่าเรือบก” เป็นเขตปลอดภาษีเพื่อการส่งออก ถือว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้โคราชคึกคักขึ้นอีกครั้ง

คุณหญิงสุดารัตน์เห็นว่า เมื่อก่อนโคราชเคยเป็นจุดหมายปลายทางในการท่องเที่ยวของคนไทย ดูได้จากรถทัวร์ที่มายังโคราชมากมายในอดีต ทำให้การค้าขายเฟื่องฟู อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ได้หายไป ซึ่งได้เล็งเห็นถึงปัญหาและให้คำมั่นว่าจะพลิกฟื้นเศรษฐกิจโคราชให้กลับมาดีขึ้นอีกครั้ง

ด้านนายโภคินกล่าวว่า หากจะเปลี่ยนแปลงประเทศต้องเปลี่ยนแปลงพรรคการเมืองก่อน พรรคการเมืองต้องมีการเปลี่ยนแปลง กลุ่มใดหรือครอบครัวใด หรือมุ่งเห็นใช้อำนาจ เงิน อิทธิพล และไม่ตักตวงแค่ผลประโยชน์ จึงต้องเชิญทุกคนมาร่วมสร้างประเทศไทยที่ดีที่สุดกับพรรคไทยสร้างไทย เพื่อส่งมอบให้กับลูกหลาน ที่ผ่านมาแนวคิด “อำนาจนิยม” ที่เอื้อพวกพ้อง ทำให้ประเทศถดถอย โดยใช้กลไก “รัฐราชการ” จนสร้างความยากลำบากแก่คนตัวเล็กในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง ทำให้เป็นบ่อเกิดของการทุจริตคอร์รัปชั่น

Advertisement

และการเพิ่มขึ้นของกฎระเบียบจาก “รัฐราชการ” เป็นตัวฉุดรั้งคนไทยให้อยู่ภายใต้พันธนาการ และที่สำคัญต้องสร้างพลัง Empower ให้ประชาชนคนตัวเล็กให้มีเสียงที่ผู้มีอำนาจรับผิดชอบต้องฟัง ส่วนการปลดปล่อย Liberate คนตัวเล็ก ต้องทำการกิโยตินกฎหมายที่ไม่มีความจำเป็น ที่ฉุดรั้งการทำมาหากินประชาชน อย่างเช่น กฎหมายการประมงที่ออกด้วยความไม่เข้าใจ ทำให้ประมงพื้นบ้านได้รับผลกระทบจนไม่สามารถทำมาหากินได้ ดังนั้น จึงต้องออก พ.ร.ก.1 ฉบับ แขวนการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นอุปสรรคเป็นเวลา 3 ปี เพื่อทำ sandbox ทางกฎหมาย โดยเร่งแก้ไขให้เสร็จสมบูรณ์ เวลาดังกล่าว หากแก้ไม่เสร็จก็ต้องแขวนการบังคับใช้อีก 2 ปี จนกว่าจะแก้กฎหมายให้เสร็จ

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีจุดแข็งที่สำคัญในด้านอาหาร สุขภาพ ท่องเที่ยว การเป็นศูนย์กลางคมนาคมและโลจิสติกส์ ดังนั้น หากเรามีการวางแผนที่ดีจะสามารถผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนน์กลางด้านอาหาร ด้านสุขภาพ ด้านการท่องเที่ยว และด้านคมนาคมโลจิสติกส์ นอกจากนี้การลดจำนวนปีในการศึกษาจะช่วยให้ผู้ปกครองและเด็กมีภาระน้อยลง และสามารถทำตามความฝันของตนเองได้เร็วขึ้น

นอกจากนี้ การยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางจะต้องนำจุดเด่นความสามารถของแต่ละจังหวัดมาสร้างเป็น Networking กันทั้งระบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขัน

พรรคไทยสร้างไทยภายใต้การนำของคุณหญิงสุดารัตน์ที่มอง “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” ในการจัดทำนโยบาย แต่น่าเสียดายที่ “รัฐราชการ” ทำให้ประชาชน “คนตัวเล็ก” ต้องมีข้อติดขัดต่างๆ ในการทำมาหากิน จนเป็นอุปสรรคในการสร้างรายได้ ดังนั้น พวกเราต้องสร้างพลัง empower และ liberate ปลดปล่อยประชาชนให้เร็วที่สุด