ระวังกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่จะปลุกกระแสต่อต้านรัฐบาลให้ขยายวงกว้างมากขึ้น ภายหลังรัฐบาล โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตัดสินใจส่งตำรวจควบคุมฝูงชน
เข้าจับกุมและสลายการชุมนุม ของเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นทั้ง 37 คน เมื่อค่ำวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา หลังจากเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น เดินทางมาทวงถามคำตอบและคำสัญญา
จากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่เคยให้คำมั่นสัญญาว่าจะชะลอโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต ออกไปก่อน
ตามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2563 ที่มี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงไปนั่งจับเข่าคุยกับเครือข่ายจะนะ
ก่อนจะร่วมลงนามในเอ็มโอยูร่วมกัน แต่การดำเนินงานของภาครัฐในห้วง 1 ปี หลังจากนั้นดูเหมือนจะตรงกันข้ามกับ เอ็มโอยูที่เคยให้ไว้กับเครือข่ายจะนะ
เพราะจากที่เคยรับปากว่าจะชะลอโครงการฯ เพื่อดำเนินการทำประชาพิจารณ์ ศึกษารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) การศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในเชิงยุทธศาสตร์
รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) โดยมีตัวแทนของเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น เข้าไปมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่เป็นเช่นนั้น
เพราะเท่าที่ชาวบ้านได้รับทราบข้อมูลมา เรื่องการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน มีการรับฟังเพียง 1 ครั้งที่เป็นรูปธรรมชัดเจน คือเมื่อ 11 กรกฎาคม 63 ที่โรงเรียนจะนะวิทยา
มีทหาร ตำรวจ ปิดกั้นไม่ให้คนค้านเข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็นได้ จึงมีแต่ฝ่ายที่สนับสนุนเข้าร่วม นอกจากนี้ จะมีการจัดฟังความคิดเห็นอีกเป็นครั้งที่ 2 วันที่ 13-16 ธันวาคมนี้
ตอนแรกจะจัดเป็นเวทีรับฟังความคิดเห็น แต่ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเกรงว่าจะมีปัญหา จึงเปลี่ยนมารับฟังแบบออนไลน์แทน ยิ่งทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ไม่พอใจ
จึงต้องเดินทางมาทวงถามคำตอบจากรัฐบาล แต่เมื่อฝ่ายรัฐตัดสินใจเลือกใช้หลัก “นิติศาสตร์” นำหลัก “รัฐศาสตร์” เข้าแก้ปัญหาการชุมนุมด้วยการจับกุมแกนนำเครือข่ายจะนะ
แน่นอน ถ้าหยิบยกข้อกฎหมายมาดำเนินการกับกลุ่มผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่ตำรวจย่อมต้องปฏิบัติตามหน้าที่ ตามกฎหมาย ไม่สามารถละเว้นได้ แต่จับแล้วกลับไม่จบ
เพราะเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น กลับรวมตัวกันเดินทางจากภาคใต้ มาทวงถามคำตอบ ความชัดเจน และความยุติธรรม จากภาครัฐถึงหน้าทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง
หากไม่มีคำตอบที่ชัดเจน การชุมนุมของเครือข่ายจะนะอาจจะยืดเยื้อกลายเป็นอีกเรื่องร้อนของรัฐบาล ต้องเร่งแก้ไข ก่อนที่จะมีแนวร่วมในชื่อภาคีเซฟจะนะมาร่วมชุมนุมเพิ่มมากขึ้น
จริงอยู่ การพัฒนาในพื้นที่ที่ใดพื้นที่หนึ่ง หากเป็นโครงการที่เข้ามาทำให้พื้นที่เกิดการพัฒนาทั้งคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง คงไม่มีใครคัดค้าน
แต่การเดินหน้าโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ กระบวนการทุกขั้นตอน ต้องเป็นไปด้วยความ “โปร่งใส” สร้างการรับรู้และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วม
กำหนดอนาคตและวิถีชีวิตของตัวเอง ไม่ใช่ทำให้คนในพื้นที่ เกิดความไม่เข้าใจและไม่ได้รับคำตอบ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่นนี้
เพราะอย่างไรรัฐบาลในฐานะที่มีหน้าที่กำกับดูแล ควบคุม สั่งการหน่วยงานของรัฐ ย่อมปฏิเสธการแก้ไขปัญหาและข้อเรียกร้องของเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นไม่ได้
หากยังไม่ปรับท่าทีการแก้ปัญหาของเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น อาจต้องเจอกับสภาพความไม่เข้าใจ ขยายเป็นความไม่พอใจ ต่อรัฐบาลได้
จตุรงค์ ปทุมานนท์

