“ณัฐวุฒิ” ชี้ ยิ่งรบ.ปัจจุบันถืออำนาจยุบสภาฯไว้ ก็เท่ากับมีอำนาจต่อรองสูงสุด ทำพรรคการเมืองที่ไม่ได้รับงานจากผู้มีอำนาจไม่เหลืออะไร
เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. กล่าวว่า สิ่งที่เนติบริกรอย่างนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. กับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ อธิบายว่า ถ้าเลือกนายกฯ หลังเลือกตั้งไม่ได้รัฐบาลก็ยุบสภาฯ ทุกอย่างจะหาทางออกได้เพราะกฎหมายให้อำนาจไว้นั้น เป็นการสร้างหลักประกันทั้งหมดไว้กับผู้มีอำนาจ โดยประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจตัวจริงไร้หลักประกันถึงขั้นไม่แน่ใจว่าสภาฯ ที่เลือกไปจะได้ทำหน้าที่หรือไม่ด้วยซ้ำ ที่ยกตัวอย่างรัฐบาลสมัยม.ร.ว.คึกฤทธิ์ให้เห็นว่าฝ่ายการเมืองจะตกลงกันได้นั้น สถานการณ์มันคนละเรื่องกัน ตอนนี้สิ่งแวดล้อมทางการเมืองบ่งชี้ว่า น่าจะมีนายกฯ คนนอกหลังการเลือกตั้ง ตัวแปรในสภาฯ จึงไม่ได้มีแต่พรรคการเมือง
“ยิ่งรัฐบาลปัจจุบันถืออำนาจยุบสภาฯ ไว้ก็เท่ากับมีอำนาจต่อรองสูงสุด โดยที่พรรคการเมืองซึ่งหากไม่ใช่พรรคที่ไปรับงานจากผู้มีอำนาจแทบไม่เหลืออะไร ถ้าถึงวันนั้นฝ่ายผู้มีอำนาจกับประชาชนซึ่งรอการเลือกตั้งมาหลายปีเห็นต่างกัน คือคนส่วนใหญ่เห็นว่าสถานการณ์เรียบร้อย แต่รัฐบาลบอกว่าไม่สงบ หรือมีขบวนการสร้างความไม่สงบเกิดขึ้น ต้องยุบสภาฯ ก่อน แล้วจะทำยังไง” นายณัฐวุฒิ กล่าว
นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ไม่ใช่การพูดล่วงหน้าให้วุ่นวาย แต่ตนเห็นว่าการวางแนวแบบนี้อาจเกิดปัญหาใหญ่ การที่นักกฎหมายคอยวาดภาพทำให้เสือเป็นกระต่าย พูดให้ความชอบธรรมตลอดเวลา ประชาชนควรจดจำบทบาทของเนติบริกรทั้งหลายไว้ เพราะส่วนใหญ่พอเสร็จงานผู้รับเหมาเหล่านี้ก็เก็บของกลับบ้านไปรองานใหม่ ทั้งๆ ที่กว่าจะถึงช่วงเลือกตั้งรัฐบาลคงอ่อนแรงลงไปอีกมาก จากหลายเหตุการณ์ภายในที่เกิดขึ้นและสะสมในความรู้สึกประชาชนขณะนี้ การยังถืออำนาจเด็ดขาดที่จะชี้เป็นชี้ตายได้เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ และถ้าเกิดปัญหาขึ้นจริงก็ต้องมีคนรับผิดชอบ

