หมายเหตุ – สาระสำคัญส่วนหนึ่งของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่…) พ.ศ. … จำนวน 29 มาตรา และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่…) พ.ศ. … จำนวน 31 มาตรา ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) เสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร
ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่…) พ.ศ. …
มาตรา 1 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้เรียกว่า
“พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิก
สภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่ …) พ.ศ. …
มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา 11 เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นใช้บังคับให้คณะกรรมการดำเนินการ ดังต่อไปนี้
(1) จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวนสี่ร้อยคน ซึ่งเป็นการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครเป็นรายบุคคลตามการแบ่งเขตเลือกตั้งที่กำหนดเขตละหนึ่งคน
(2) จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อจำนวนหนึ่งร้อยคน ซึ่งเป็นการลงคะแนนเลือกบัญชีรายชื่อผู้สมัครที่พรรคการเมืองจัดทำขึ้น โดยเลือกจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเพียงพรรคการเมืองเดียว และใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง”
มาตรา 5 ให้ยกเลิกความใน (4) ของมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(4) กำหนดวันและสถานที่ที่พรรคการเมืองจะส่งบัญชีรายชื่อผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งพรรคการเมืองต้องส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแล้วจึงมีสิทธิส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อและต้องกำหนดให้ส่งบัญชีรายชื่อดังกล่าวก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยต้องกำหนดวันที่พรรคการเมืองจะส่งบัญชีรายชื่อผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งต้องเป็นวันที่สองของวันรับสมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและต้องกำหนดวันรับสมัครไม่น้อยกว่าสามวัน”
มาตรา 7 ให้ยกเลิกความในมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา 26 การกำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่แต่ละจังหวัดจะพึงมีและการแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้ดำเนินการตามวิธีการดังต่อไปนี้
1.ให้ใช้จำนวนราษฎรทั้งประเทศตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้ง เฉลี่ยด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสี่ร้อยคน จำนวนที่ได้รับให้ถือว่าเป็นจำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคน
2.จังหวัดใดมีราษฎรไม่ถึงเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคนตาม (1) ให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดนั้นได้หนึ่งคน โดยให้ถือเขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง
3.จังหวัดใดมีราษฎรเกินจำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคน ให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดนั้นเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนทุกจำนวนราษฎรที่ถึงเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคน
4.เมื่อได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละจังหวัดตาม (2) และ (3) แล้ว ถ้าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยังไม่ครบสี่ร้อยคน จังหวัดใดมีเศษที่เหลือจากการคำนวณตาม (3) มากที่สุด ให้จังหวัดนั้นมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มอีกหนึ่งคน และให้เพิ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามวิธีการดังกล่าวแก่จังหวัดที่มีเศษที่เหลือจากการคำนวณนั้นในลำดับรองลงมาตามลำดับจนครบจำนวนสี่ร้อยคน
5.จังหวัดใดมีการเลือกตั้งได้เกินหนึ่งคนให้แบ่งเขตเลือกตั้งเท่าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พึงมี โดยต้องแบ่งพื้นที่ของเขตเลือกตั้งแต่ละเขตให้ติดต่อกันและต้องจัดให้มีจำนวนราษฎรในแต่ละเขตใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ ต้องให้ผลต่างของจำนวนราษฎรในทุกเขตเลือกตั้งไม่เกินร้อยละสิบ
การดำเนินการตาม (1) ถึง (5) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด”
มาตรา 14 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นส่วนที่ 3/1 หมายเลขที่จะใช้ออกเสียงลงคะแนนแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง มาตรา 61/1 และมาตรา 61/2 และมาตรา 61/3 ของหมวด 4 ผู้สมัครและการสมัครรับเลือกตั้ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561
“ส่วนที่ 3/1 หมายเลขที่จะใช้ออกเลือกลงคะแนนแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง
มาตรา 61/1 ในการสมัครรับเลือกตั้งให้พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อได้รับหมายเลขที่จะใช้ออกเสียงลงคะแนนแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นเรียงตามลำดับก่อนหลังในการส่งบัญชีรายชื่อ ในกรณีที่มีพรรคการเมืองมาส่งบัญชีรายชื่อพร้อมกันและไม่อาจตกลงกันได้ ให้ใช้วิธีจับสลากระหว่างพรรคการเมืองที่มาพร้อมกัน ทั้งนี้ ให้พรรคการเมืองหนึ่งที่ได้รับหนึ่งหมายเลข และให้พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งใช้หมายเลขเดียวกับหมายเลขของผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่ตนสังกัดเป็นหมายเลขประจำตัวผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งของพรรคการเมืองนั้น ทุกเขตเลือกตั้งที่ส่งสมัครด้วย
ถ้าพรรคการเมืองใดมิได้ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ แต่ส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เมื่อผู้สมัครของพรรคการเมืองนั้นยื่นใบสมัครในเขตเลือกตั้งใด ให้ได้รับหมายเลขประจำตัวผู้สมัครต่อจากหมายเลขสุดท้ายของหมายเลขแบบบัญชีรายชื่อตามวรรคหนึ่ง และเมื่อมีการยื่นใบสมัครของผู้สมัครของพรรคการเมืองอื่นที่ส่งผู้สมัครเฉพาะแบบแบ่งเขตเลือกตั้งอีก ให้ได้รับหมายเลขเรียงลำดับถัดไปจากลำดับการสมัครก่อนหลัง แต่ถ้าสมัครพร้อมกันหลายคนและไม่อาจตกลงกันได้ ให้ใช้วิธีจับสลากระหว่างผู้สมัครที่มาพร้อมกัน
มาตรา 61/2 ในกรณีที่เป็นการเลือกตั้งแทนตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งซึ่งว่างลง ให้ผู้สมัครได้รับหมายเลขประจำตัวผู้สมัครเรียงตามลำดับก่อนหลังในการมายื่นใบสมัคร ถ้ามีผู้สมัครพร้อมกันหลายคนและไม่อาจตกลงกันได้ให้ใช้วิธีจับสลากระหว่างผู้สมัครที่มาพร้อมกัน
มาตรา 61/3 เมื่อได้กำหนดหมายเลขประจำตัวผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขตเลือกตั้งตามมาตรา 61/1 และ มาตรา 61/2 แล้วจะเปลี่ยนแปลงหมายเลขประจำตัวผู้สมัครมิได้ ไม่ว่าด้วยประการใดๆ”
มาตรา 25 ให้ยกเลิกความในมาตรา 128 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
พ.ศ.2561 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา 128 เมื่อคณะกรรมการได้รับผลรวมคะแนนบัญชีรายชื่อจากคณะกรรมการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งแล้ว ให้ดำเนินการคำนวณสัดส่วนเพื่อหาผู้ได้รับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ดังต่อไปนี้
(1) ให้รวมผลคะแนนทั้งหมดที่ทุกพรรคการเมืองได้รับคะแนนจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ
(2) ให้นำผลรวมของคะแนนตาม (1) หารด้วยหนึ่งร้อย ผลลัพธ์ที่ได้ให้ถือเป็นคะแนนเฉลี่ยต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อหนึ่งคน
(3) ในการคำนวณหาจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อซึ่งแต่ละพรรคการเมืองได้รับ ให้นำผลคะแนนรวมที่แต่ละพรรคการเมืองได้รับ หารด้วยคะแนนเฉลี่ยต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อหนึ่งคน ตาม (2) ผลลัพธ์ที่ได้เป็นจำนวนเต็มคือจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองนั้นได้รับ โดยเรียงตามลำดับหมายเลขในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้น
(4) ในกรณีที่จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองได้รับรวมกันทุกพรรคการเมืองมีจำนวนไม่ครบหนึ่งร้อยคน ให้พรรคการเมืองที่มีผลลัพธ์ตาม (3) และพรรคการเมืองที่ไม่มีผลลัพธ์เป็นจำนวนเต็มตาม (3) เป็นเศษที่มีจำนวนมากที่สุดได้รับจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่ออีกหนึ่งคนเรียงตามลำดับ จนกว่าจะมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองทั้งหมดได้รับรวมกันครบหนึ่งร้อยคน
(5) ในการดำเนินการ (4) ถ้ามีคะแนนเท่ากันให้พรรคการเมืองที่มีคะแนนเท่ากันจับสลากโดยตัวแทนของพรรคการเมืองที่มีคะแนนเท่ากันจับสลากโดยตัวแทนของพรรคการเมืองที่มีคะแนนเท่ากันภายในวันและเวลาที่คณะกรรมการกำหนดเพื่อให้ได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อครบจำนวน
จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองที่จะได้รับตามผลคำนวณข้างต้น จะต้องไม่เกินจำนวนผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อเท่าที่มีอยู่ในแต่ละบัญชีรายชื่อผู้สมัครที่พรรคการเมืองนั้นได้จัดทำขึ้น”
ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
ว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่…) พ.ศ. …
มาตรา 1 พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่)พ.ศ.”
มาตรา 5 ให้ยกเลิกความในวรรคสี่ของมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“พรรคการเมืองอาจเรียกเก็บค่าบำรุงพรรคการเมืองจากสมาชิกพรรคได้ ตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ”
มาตรา 7 ให้ยกเลิกความในวรรคสามและวรรคสี่ของมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“เมื่อความปรากฏต่อคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือเมื่อคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองได้รับแจ้งจากนายทะเบียนว่าสมาชิกกระทำการอันอาจมีลักษณะเป็นการฝ่าฝืนวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ให้คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีมติหรือสั่งการให้สมาชิกยุติการกระทำนั้นโดยพลัน และกำหนดมาตรการหรือวิธีการที่จำเป็นเพื่อมิให้สมาชิกผู้ใดกระทำการอันอาจมีลักษณะดังกล่าวอีกหรือให้สมาชิกผู้นั้นพ้นจากสมาชิกภาพตามข้อบังคับพรรค แล้วแจ้งให้นายทะเบียนทราบภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่มีมติ
ในกรณีที่ความปรากฏต่อนายทะเบียนว่าคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองไม่ปฏิบัติตามวรรคสามให้นายทะเบียนเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณามีคำสั่งให้คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นพ้นจากตำแนหน่งทั้งคณะ คำสั่งดังกล่าวให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา”
มาตรา 14 ให้ยกเลิกความในมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา 36 ในเขตจังหวัดใดที่มิได้เป็นที่ตั้งของสาขาพรรคการเมือง ถ้าพรรคการเมืองมีสมาชิกซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเลือกตั้งในจังหวัดนั้นเกินสองร้อยห้าสิบคน พรรคการเมืองนั้นอาจแต่งตั้งสมาชิกซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเลือกตั้งในจังหวัดนั้น ซึ่งมาจากการเลือกของสมาชิกดังกล่าวเป็นตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดอย่างน้อยเขตเลือกตั้งละหนึ่งคน เพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมืองประจำจังหวัดอย่างน้อยเขตเลือกตั้งละหนึ่งคน เพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในจังหวัดที่รับผิดชอบนั้นและให้นำความในมาตรา 34 มาใช้บังคับแก่ตัวแทน พรรคการเมืองประจำจังหวัดด้วยโดยอนุโลม
ให้พรรคการเมืองแจ้งให้นายทะเบียนทราบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการแต่งตั้งหรือเปลี่ยนแปลงตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่นายทะเบียนกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ”
มาตรา 18 ให้ยกเลิกความในมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา 47 พรรคการเมืองซึ่งประสงค์จะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตพื้นที่รับผิดชอบในเขตจังหวัดนั้น การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใด ให้พรรคการเมืองส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งจากผู้ซึ่งได้รับเลือกจากสาขาพรรคการเมือง หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดที่มีเขตพื้นที่รับผิดชอบในเขตจังหวัดนั้นและแต่กรณีเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง”
มาตรา 27 ให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา 92 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“เมื่อศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการไต่สวนแล้วมีหลักฐานโดยปราศจากข้อสงสัยว่าพรรคการเมืองกระทำการตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมือง และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น”
มาตรา 28 ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกที่มีขึ้นภายหลังจากวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ หากพรรคการเมืองใดได้จัดตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดไว้แล้วในจังหวัดใด ให้พรรคการเมืองนั้นสามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ทุกเขตเลือกตั้งในจังหวัดนั้น แต่หากพรรคการเมืองใดได้จัดตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดไว้แล้วในเขตเลือกตั้งใด การส่งผู้สมัครและการคัดเลือกผู้สมัครให้เป็นไปตามเขตเลือกตั้งที่มีการจัดตั้งตัวแทนพรรคประจำจังหวัดไว้
ในกรณีที่มีการแบ่งเขตเลือกตั้งแล้ว ทำให้เขตเลือกตั้งใดมีสมาชิกเหลือไม่ถึงหนึ่งร้อยคน ในตัวแทนพรรคประจำจังหวัดในเขตเลือกตั้งนั้นยังคงเป็นตัวแทนพรรคประจำจังหวัดต่อไปจนกว่าการเลือกตั้งทั่วไปจะเสร็จสิ้น
ในกรณีที่มีการแบ่งเขตเลือกตั้งแล้ว จังหวัดใดมีเขตเลือกตั้งเพิ่มขึ้น หากพรรคการเมืองใดมีตัวแทน พรรคประจำจังหวัดอยู่แล้วในเขตจังหวัดนั้น ก็ให้ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่เพิ่มขึ้นนั้นได้โดยไม่ต้องจัดตั้งตัวแทนพรรคประจำจังหวัดขึ้นใหม่ในเขตเลือกตั้งดังกล่าว

