‘ชัชชาติ’ ไม่ปฏิเสธคนติดภาพ ‘เพื่อไทย’ ตัดสินใจมา 2 ปีก่อนลงอิสระ มองการเมืองไม่แน่นอน โพลก็เชื่อไม่ได้
เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ที่วัดเสมียนนารี เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ในงานฌาปนกิจนายฐากูร บุนปาน อดีตรองประธานคณะกรรมการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) ให้สัมภาษณ์กรณีการสนใจลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ว่า เป็นงานที่มีศักยภาพที่ทำได้ ที่ผ่านมาชอบปฎิบัติมากกว่า หากทำงานการเมืองใหญ่ มีมติอื่นที่อาจจะไม่ไช่ มีเรื่องแนวคิด ไม่เก่งเรื่องนี้มาก แต่ชอบลงไปปฎิบัติ ลงพื้นที่ แก้ปัญหา รู้สึกว่างานผู้ว่าฯเป็นงานที่ไปรับใช้คนจำนวนมากและเป็นงานที่ชอบ เลยลองดูและอยู่ในกำลังที่พอทำได้
“ผมตัดสินใจมา 2 ปีแล้วจะลงอิสระ ที่ผ่านมาพูดมาตลอด ถ้าจะลง จะลงอิสระ ถ้าไม่ลง ก็ไม่ลงเลย ไม่มีลงในนามพรรค เพราะมีอาสาสมัครที่มาช่วยเราอยู่ ทั้งหมดอยู่บนพื้นฐานความเป็นอิสระ”
กรณีที่พรรคเพื่อไทยออกมาจะสนับสนุนผู้ว่าฯที่เป็นประชาธิปไตย นายชัชชาติกล่าวว่า ไม่ทราบ เพราะไม่ได้คุยกับนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทยเลย การที่ลงอิสระต้องคิดนโยบายให้ดี เพราะไม่มีฐานเสียง หากมีคนสนับสนุนไม่ว่าจะเป็นพรรคไหนก็ดีใจ แต่ตนก็ไม่ได้คุยกับทางพรรคเพื่อไทยเลย
- ไม่ปฎิเสธคนจำภาพเป็นคนเพื่อไทย
“แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ที่คนมองเรายังเป็นคนของพรรคเพื่อไทย เพราะถ้าไม่มีพรรคเพื่อไทย ก็ไม่มีใครรู้จักชัชชาติในวันนี้ ผมคงเป็นอาจารย์เหมือนเดิม เพราะเพื่อไทยให้โอกาสเราทำงาน เป็นรัฐมนตรี เป็นความจริงที่ต้องยอมรับอย่างดีใจด้วยซ้ำ แต่เราก็เชื่อว่า จะลงผู้ว่าฯ คิดว่าในนามอิสระ จะรับใช้ทุกคนได้ดีกว่า ไม่ต้องไปมีความขัดแย้งในประเด็นอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการบริหารกทม. แต่ผมอาจจะคิดผิดก็ได้ แล้วเต่คนมอง ส่วนหนึ่งจะได้คนมาช่วยเยอะ บางคนมีติดเรื่องพรรค ไม่อยากยุ่งเรื่องการเมือง แต่อยากทำงานเมือง พอไม่มีพรรค จะได้คนรุ่นใหม่ ไม่พูดเรื่องการเมือง แต่จะพูดว่าจะทำอะไรให้เมือง ในแง่ข้อเสียก็มี ไม่มีฐานเสียง ต้องทำนโยบายให้ดี หาพันธมิตรให้มาก ดังนั้นการลงอิสระ ใครจะสนับสนุน เราไม่รังเกียจ แต่ไม่ได้มีไปแตะมือใคร เพราะเราเป็นอิสระก็ต้องเป็นอิสระจริงๆ ผมลาออกจากพรรคเพื่อไทยตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 จากนั้นเปิดตัวพฤศจิกายน 2562 ตอนนั้นคิดว่าจะมีเลือกตั้งเดือนมีนาคม 2563 เลยตัดสินใจเปิดตัวไปก่อน ตอนนี้รอประกาศวันเลือกตั้งอย่างเดียว ”
ถ้าหากไม่ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯกทม.จะทำยังไงต่อไป นายชัชชาติกล่าวว่า ก็เลิกเลยไปทำงานเอกชน ทำธุรกิจตัวเอง ทำการเกษตร มีอะไรที่ให้ทำเยอะแยะ ตรงนี้เป็นเส้นทางหนึ่งของชีวิต แต่บังเอิญมันยาวกว่าที่เราคิด จากเดิมเราคิดว่าจะจบไป 2 ปีที่แล้ว เราเดินหน้าแล้วจะกลับไปกลับมามันก็ไม่ได้ ต้องกัดฟันลุยเต็มที่ แต่ผมไม่ใช่นักการเมืองมืออาชีพ ต้องลองดูโอกาส แต่ไม่ใช่การเดิมพันครั้งสุดท้ายของผม เพราะไม่ได้มีอะไรใหญ่โตขนาดนั้น เป็นทางเลือกในชีวิตทางหนึ่ง ถึงเวลาก็สมัคร แต่ถ้าเราเกิดได้ก็ทำให้เต็มที่ ถ้าไม่ได้ก็มูฟออนไปทำอย่างอื่น คงไม่ทำการเมืองแล้ว

- มั่นใจนโยบายครอบคลุมทุกกลุ่ม
ถามว่ามีความมั่นใจแค่ไหน นายชัชชาติกล่าวว่า ไม่มั่นใจมากหรอก ขึ้นอยู่กับประชาชน สุดท้ายขึ้นอยู่กับนาทีที่คนลงคะแนน เราต้องทำให้ดีที่สุด การเมืองไม่มีอะไรแน่นอน โพลก็เชื่อไม่ได้ เพราะว่าสุดท้ายคนลงคะแนนอาจจะมาคนละกลุ่มกัน เพราะโพลก็ทำจำนวนไม่ได้มาก ผลโพลที่ให้ผมมาอันดับหนึ่ง 8 ครั้งนั้น ก็ไม่ตรงกับที่ตนทำโพล อาจจะมีกลุ่มฐานคะแนนเสียงของพรรค อาจจะไม่ได้อยู่ในกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งโพลก็เป็นไกด์ไลน์ แต่ไม่ต้องไปยึดถือมาก เรามาโฟกัสสิ่งที่จะทำให้กับประชาชนมากกว่า ไม่ต้องกังวลมาก ได้เลือกเราก็ทำ
นายชัชชาติคาดว่ากลุ่มที่จะเลือกนั้นจะเป็นทุกกลุ่ม เนื่องจากการทำแคมเปญนโยบายไม่สามารถทำแมสเซสเดียวได้ ต้องทำให้เข้าถึงทุกกลุ่ม ตรงกับสโลแกนที่”กรุงเทพฯเป็นเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน” ดังนั้นนโยบายจะครอบคลุมทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย โดยนโยบายมี 4 ด้าน เน้นจากคนก่อน ให้มีคุณภาพชีวิตให้ดี ซึ่งเป็นหัวใจมากกว่าจะไปเน้นสร้างเมกะโปรเจ็กต์จำนวนมาก ซึ่งการจะลงทุนโครงการขนาดใหญ่ต้องตอบโจทย์คนได้ประโยชน์หรือไม่
จากนั้นเป็นเรื่องเทคโนโลยี หัวใจของกทม.คือสร้างประสิทธิภาพให้เมือง วิธีที่ดีสุดคือใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ในด้านการบริการให้เร็ว นำทุกอย่างขึ้นคราวด์ ต่อมาคือกรีนการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การกำจัดขยะ พื้นที่สีเขียว พื้นที่สาธารณะ สุดท้ายเป็นส่วนสำคัญที่สุดคือเศรษฐกิจเมือง เป็นปัญหาใหญ่ ที่ผ่านมากทม.ไม่ได้เน้นตรงนี้มาก ในความเป็นจริงแล้วกทม.ต้องอำนวยความสะดวกเรื่องเศรษฐกิจเมือง จับมือกับภาคเอกชน สร้างบรรยากาศให้เหมาะกับธุรกิจ การสร้างงาน
“หลังโควิด ผมว่ามี 2 เรื่องสำคัญ คือ เศรษฐกิจกับสาธารณสุข เพราะคนกังวลมาก ผมว่าเรื่องรถติดเป็นเรื่องรองลงมา แต่ว่าเรื่องเศรษฐกิจเป็น 1 ใน 4 แกนที่ต้องลุย “
ถามว่าคำว่าเมืองน่าอยู่อาจจะดูเป็นนามธรรม จับต้องยาก นายชัชชาติกล่าวว่า ต้องถามว่าอะไรคือpain pointของเรา ถ้าต้องการอากาศที่ดี การเดินเท้าที่ดี สาธารณสุขที่ดี มีอากาศดีใกล้บ้าน นี่คือเส้นเลือดฝอยที่ต้องดู ทำไม่ยาก ถ้าทำแล้วเมืองไม่น่าอยู่ ไม่ต้องทำ จริงๆเป็นรูปธรรม ยังดีกว่าคำว่าสมาร์ทซิตี้ มหานคร นวัตกรรม เมืองแห่งการเรียนรู้ที่วัดยากกว่าอีก
ถามว่ากทม.เป็นเหมือนการเมืองท้องถิ่น นายชัชชาติกล่าวว่า ทุกพรรคมีสก.ลงพื้นที่มีพอแล้ว ถ้าคนไหนประชาชนเลือกมา ต้องทำงานร่วมกันให้ได้ เพราะเราเป็นตัวแทนประชาชน ตอนนี้ผมว่าไม่จำเป็นต้องไปจัดทีมสก.ลงแข่ง เพราะเป็นอิสระ ไม่มีทรัพยากร ปล่อยให้แต่ละพรรคไป

