09.00 INDEX ขัดแย้ง แตกหัก จาก “ภายใน” ปัจจัย สภาล่ม ก่อน “ยุบสภา”
นับแต่บัดนี้เป็นต้นไปปัญหาอันเกี่ยวกับการประชุมสภาจะกลายเป็น ประเด็นอันแหลมคมและร้อนแรง ความพยายามในการโยนให้เป็นความรับผิดชอบร่วมของฝ่ายค้านจะหมดความชอบธรรม
เนื่องจากปัญหาของรัฐบาลในขณะนี้มิได้เป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำเหมือนกับที่เคยมีในเดือนมิถุนายน 2562
ตรงกันข้าม กลับเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากกว่า 290 เสียง
แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ล่าสุดก็คือ พรรคพลังประชารัฐแสดงตน 9 จาก 120 พรรคภูมิใจไทยแสดงตน 8 จาก 61 พรรคประชาธิปัตย์แสดงตน 37 จาก 48
ในเมื่อพรรคร่วมรัฐบาลอันถือเป็นพรรคการเมือง “หลัก” เข้าร่วมประชุมในแบบกะปริดกะปรอยเช่นนี้ จึงเท่ากับยืนยันว่าปัญหามิได้มาจากฝ่ายค้านหากแต่มาจากรัฐบาล
และตัวปัญหาอย่างแท้จริง คือ ปัญหาของพรรคพลังประชารัฐ
คล้ายกับสะท้อนความไม่มีบารมีของ นายนิโรธ สุนทรเลขา ประธานวิปรัฐบาลคนใหม่
แท้จริงเป็นปัญหาค้างคาอยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
สภาวะ “สภาล่ม” ต่อเนื่องกัน 2 ครั้งภายใน 1 สัปดาห์ยืนยันอย่างเด่นชัดว่าน่าจะเป็นสัญญาณ “เตือน” โดยตรงไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มิได้เป็นใครไหนอื่น
เตือนให้ตระหนักว่าตราบใดที่ไม่อาจจัดการต่อพรรคพลังประชารัฐได้ในทางเป็นจริงสภาก็จะ “ล่ม” เช่นนี้ต่อไป
ความหวังที่จะยืดเวลาของรัฐบาลออกไปจนถึงเดือนมีนาคมปี 2566 จึงเป็น “ความเพ้อฝัน” เพราะนับวันก็เด่นชัดยิ่งว่ามิได้ดำรงอยู่บนฐานอันเป็นจริงในทางการเมือง
ความขัดแย้ง แตกแยกภายในพรรคพลังประชารัฐระหว่างแต่ละกลุ่มนั้นเองทำให้เกิดการประลองกำลังอย่างเงียบๆ
โดยที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็มิอาจบริหารจัดการได้
แม้ว่าเป้าหมายสูงสุดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คือการได้สำแดงบทบาทในการประชุมนานาชาติเอเป็กในเดือนธันวาคม 2565 แต่กว่าจะถึงก็ต้องผ่านหลายด่านสุดโหดทางการเมือง
โดยเฉพาะการอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ
ปฏิกิริยาที่สำแดงผ่าน “สภาล่ม” จึงเป็นการเตือนอย่างนิ่มๆใน อีกด้านคือการสะสมสถานการณ์ก่อนการแตกหักทางการเมือง
เป็นการแตกหักจาก “ภายใน” มิใช่จาก “ภายนอก”

