เดิมเราเชื่อว่าการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) น่าจะมีขึ้นราวเดือนมกราคม 2565 หรือไม่น่าเกิน มีนาคม 2565
ซึ่งนั่นก็ดูช้าไปมากแล้ว เพราะไม่มีเหตุที่จะดึงไม่ให้การเลือกตั้งเกิดขึ้น
แต่พอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ต้องดูสถานการณ์ที่เหมาะสม ทั้งเรื่องความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง ความขัดแย้งต่างๆ ต้องลดลง
การเอาเรื่องเลือกตั้งไปผูกกับความสงบ ความมั่นคง เช่นนี้ ตีความเป็นอื่นใดไม่ได้
นอกจากมองว่า พล.อ.ประยุทธ์ “ไม่สุกงอม” ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.
นำไปสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า ผู้นำยื้อเลือกตั้ง
จน พล.อ.ประยุทธ์ออกมาแก้ว่า “ผมจะยื้ออะไรไปทำไม ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับผมทั้งสิ้น อะไรที่ทำได้ก็ทำ”
พร้อมยอมให้ไทม์ไลน์ว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.จะมีขึ้น “ประมาณไม่เกินกลางปีหน้า”
ซึ่งก็ถูกตีความว่าคือเดือนมิถุนายน 2565
ช้ากว่าที่คาดหมาย แต่ก็ถือเป็นครั้งแรกที่ พล.อ.ประยุทธ์ระบุห้วงเวลาชัดเจน
จะถือเป็นคำมั่นได้เลยหรือไม่ –บอกตรงๆ ไม่แน่ใจนัก
ยิ่งย้อนไปอ่าน สิ่งที่ นายพนิต วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “ผู้ว่าฯกทม. ไม่ใช่มรดก คสช.” เมื่อเร็วๆ นี้ ก็คงต้องเผื่อใจเอาไว้หน่อย
นายพนิตระบุว่า ที่ผู้มีอำนาจจะไม่ยอมจัดเลือกตั้งด้วยเหตุผลดังนี้ คือ
1.รัฐบาลที่เคยชินกับการสืบทอดอำนาจ
2.ผู้มีอำนาจกลัวมาก ว่าฝ่ายตัวเองแพ้แบบหลุดลุ่ย
3.สมมุติว่าฝ่ายผู้มีอำนาจแพ้ ความพ่ายแพ้จะไม่หยุดเพียงเท่านี้ อาจส่งผลกระทบในสนามเลือกตั้งใหญ่ด้วย ที่จะมีพลังมหาศาล ปลุกคนไทยทั่วทั้งประเทศ ขับไล่ระบอบสืบทอดอำนาจ
4.รายชื่อผู้สมัครของฝ่ายผู้มีอำนาจเป็นการเลี้ยงกระแสสังคมเท่านั้น
นายพนิตสรุปว่า ผู้มีอำนาจจะไม่ยอมให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ตราบใดที่พวกเขาไม่มีโอกาสชนะ
ถือเป็นข้อสรุป ที่น่าพิจารณา
พร้อมๆ กับทำใจเผื่อเอาไว้ด้วย ที่ พล.อ.ประยุทธ์บอกจะให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.กลางปี 2565 นั้น
อาจจะเลื่อนออกไปอีกก็ได้
ด้านหนึ่ง องค์ประกอบของ พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งพื้นฐานความคิด ทั้งที่มาแห่งอำนาจ และความคาดหวังที่จะสืบทอดอำนาจ มิได้ยึดโยงกับการเลือกตั้ง และลึกๆ คงจะไม่ศรัทธาสักเท่าไหร่
การพยายามชูเรื่องความสงบ ความมั่นคง ขึ้นมาเป็นเงื่อนไข ว่าจะให้เลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งก็ชัดเจนอยู่แล้ว
ประกอบปัจจัยสำคัญ ที่ว่า “ตราบใดที่พวกเขาไม่มีโอกาสชนะ” เช่นตอนนี้ ผิดหวังจากการดึงผู้ว่าฯหมูป่า นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร มาลงสมัคร ทำให้การหาผู้สมัครที่มีลุ้นหมดไป
การจะหันกลับไปพึ่งบริการ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ก็คงไม่ง่าย
เพราะไม่อาจสั่งซ้ายหันขวาหัน ได้เหมือนตอนใช้อำนาจตามมาตรา 44 ตั้ง พล.ต.อ.อัศวินเข้ามาเป็นผู้ว่าฯกทม. เมื่อปี 2559 ได้แล้ว
วันนี้ พล.ต.อ.อัศวินย่อมมีเงื่อนไข และอำนาจต่อรองได้มากขึ้น ซึ่งฝ่ายที่มีอำนาจก็คงไม่พึงใจนัก
ขณะเดียวกัน พล.ต.อ.อัศวินก็มิได้ให้ความมั่นใจว่า เมื่อลงสมัครจะได้รับชัยชนะ
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงย่อมนำไปสู่ภาวะแห่งความไม่แน่นอนในฝั่งฟากฝ่ายผู้มีอำนาจ
ซึ่งตรงนี้เองอาจจะทำให้วันเวลาการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.อาจจะพลอยไม่แน่นอนไปด้วย
เพราะหากแพ้ ในสมรภูมิที่เป็นหัวใจประเทศ
ย่อมจะส่งผลสะเทือน ถึงการเลือกตั้งใหญ่อย่างหลีกเลี่ยงยาก
ฝ่ายที่มีอำนาจจึงไม่ยอม ดังนั้น อะไรจะเป็นเหตุให้ยื้อเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ได้ก็ยื้อ

