“วีระ สมความคิด” จี้ ป.ป.ช.สอบ “สรรเสริญ” กรณีไม่ออกคำสั่งเพิกถอนคำสั่ง ป.ป.ช. ปมเลื่อน ขรก.35 ราย ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงาน ป.ป.ช.ระดับ 9 พร้อมใช้ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารขอคัดลอกสำนวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. จากกรณีที่เคยร้องเรื่องราชภักดิ์-ตั้งลูก “ปรีชา”
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 5 ตุลาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) เดินทางมายื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ไต่สวนข้อเท็จจริงนายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีไม่ออกคำสั่งเพิกถอนคำสั่งสำนักงาน ป.ป.ช. ที่ 141/2548 ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2548 เรื่องเลื่อนข้าราชการจำนวน 35 ราย ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงาน ป.ป.ช. ระดับ 9 ตามที่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2558 ทั้งที่คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดผ่านมากว่า 1 ปีแล้ว แต่นายสรรเสริญยังไม่ได้ออกคำสั่งเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ทำให้เกิดความเสียหายแก่สำนักงาน ป.ป.ช. กระทรวงการคลัง และประชาชน เพราะต้องจ่ายเดือนหรือเงินบำนาญให้แก่ข้าราชการจำนวน 35 รายดังกล่าว จ่ายเงินประจำตำแหน่งบริหาร ค่าตอบแทนพิเศษให้แก่ข้าราชการในสำนักงาน ป.ป.ช. และทำให้ข้าราชการได้รับประโยชน์ รวมถึงนายวิทยา อาคมพิทักษ์ ที่ขณะนั้นได้เลื่อนขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงาน ป.ป.ช. ระดับ 9 ตามคำสั่งดังกล่าว กระทั่งได้เป็นรองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. (ปัจจุบันเป็นหนึ่งในคณะกรรมการ ป.ป.ช.) ซึ่งหากนายสรรเสริญออกคำสั่งเพิกถอนคำสั่งสำนักงาน ป.ป.ช. ดังกล่าวเมื่อใด จะมีผลทำให้นายวิทยาต้องกลับมาดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงาน ป.ป.ช. ระดับ 8 ไม่ใช่ตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเทียบเท่าตำแหน่งอธิบดีระดับ 10 อีกต่อไป ทำให้นายวิทยาอาจขาดคุณสมบัติในการเป็นกรรมการ ป.ป.ช. และต้องพ้นจากตำแหน่งได้
นอกจากนั้นนายวีระยังมีการใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ขอให้เปิดเผยเกี่ยวกับรายงานการแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมด กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติไม่รับเรื่องกล่าวหาการทุจริตโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ ไว้ทำการไต่สวนข้อเท็จจริง รวมทั้งกรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตีตกข้อกล่าวหาร้องเรียน พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม กรณีบรรจุนายปฏิพัทธ์ จันทร์โอชา (บุตรชาย) เป็นนายทหารปฏิบัติการกิจการพลเรือน สังกัดกองทัพภาคที่ 3 โดยมิชอบด้วย โดยนายวีระกล่าวว่า เรื่องทั้ง 2 เปํนลักษณะเหมือนกัน คือ ป.ป.ช.ไม่รับเรื่องไว้ไต่สวน ซึ่งตนจะขอข้อมูล รายงานการแสวงหาข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานต่างๆ รวมทั้งเหตุผลที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.นำมาหักล้างข้อกล่าวหาของตน ซึ่งตนรับไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะคิดว่าเป็นการปัดคดีของมิตร คสช.ทั้งหมด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้นายวีระได้โพสต์รูปหนังสือของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยหนังสือระบุว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่า พฤติการณ์ของ พล.อ.ปรีชา ที่บรรจุนายปฏิพัทธ์ เข้ารับราชการและแต่งตั้งยศเป็นว่าที่ร้อยตรี เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามที่กล่าวหา จึงมีมติไม่รับไว้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง แต่ให้แจ้งเป็นข้อสังเกตไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่าในกรณีเช่นนี้ ผู้รับมอบอำนาจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ควรต้องพิจารณาทำคำสั่งให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ด้วย โดยหากเห็นว่าคนเป็นคู่กรณีอันต้องห้ามมิให้กระทำการพิจารณาทางปกครอง ก็ควรเสนอผู้บังคับบัญชาขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งให้รับทราบและมีคำสั่งต่อไป

