‘พิธา’ เผย แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ของก้าวไกล เชี่ยวชาญงาน ‘เอกชน-รัฐ’ อาจเป็นคนดังในภาคธุรกิจ-วิชาการ ดีกรีเล่นเกมบู๊-บุ๋น ตอบโจทย์คนเมืองหลวง ไม่แข่งชูโปรไฟล์ อวดเป็น ‘ซูเปอร์แมน’ เด่นดังคนเดียว
เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ถึงว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหาคร (ผู้ว่าฯ กทม.) ของพรรค ก.ก. ว่า โครงสร้างทีมว่าที่ผู้สมัครฯ เป็นแบบ 1 – 4 – 8 ได้แก่ 1 คือ ว่าที่ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. 4 คือ รองว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. และ 8 คือ ที่ปรึกษาฯ ซึ่งที่ปรึกษาฯ บางคนเคยทำงานอยู่ใน กทม. มาหลายสิบปี จึงทำให้เราทราบปัญหาที่ผ่านมาเป็นอย่างดี
นายพิธา กล่าวถึงคุณสมบัติของว่าที่ผู้สมัครฯ ของพรรค ก.ก. ว่า คนนั้นจะต้องมีความชำนาญ และมีสายสัมพันธ์ที่หลากหลาย ทั้งเรื่องเอกชน เช่น การคมนาคม การบริหารจัดการขยะ เทคโนโลยีดิจิตอลที่จะใช้บริหารเมือง ในขณะเดียวกันก็ต้องเข้าใจโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ของภาครัฐ เพื่อให้เกิดการประสานงาน และทำงานจนเกิดการเปลี่ยนแปลงให้ กทม. ได้ ว่าที่ผู้สมัครฯ เคยผ่านมาทำงานในบริษัทเอกชน จึงมีความเข้าใจในเรื่องเอสเอ็มอี และเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังเข้าใจเรื่องการศึกษา น่าจะเป็นว่าที่ผู้สมัครฯ ที่ตอบโจทย์การบริหารเมืองหลวงของประเทศแน่นอน อายุร่วมสมัย ไม่น้อยหรือมากจนเกินไป
เมื่อถามว่า คุณสมบัติที่กล่าวมาดูเหมือนจะเป็นนักวิชาการชื่อดังใช่หรือไม่ นายพิธา กล่าวว่า ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าจะเป็นนักวิชาการ หรืออดีตนักธุรกิจ หรืออาจจะเป็นคนที่มีความรู้เกี่ยวกับการจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อม ก็มีความเป็นไปได้ทั้งหมด ซึ่งความนิยม และความสามารถจะไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าคู่แข่งที่เปิดตัวมากก่อนหน้านี้ แน่นอน ความจริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติ หรือโปร์ไฟล์ เพราะเราต้องการผู้ที่จะสามารถตอบโจทย์คนกทม. ทำงานทั้งบู๊ และบุ๋น ทั้งนี้ แม้จะยังไม่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ จากผลโพลแต่ละสำนัก ก็เห็นว่า คะแนนเราอยู่ในท็อป 3 ของตาราง
เมื่อถามว่า การที่พรรค ก.ก. มี ส.ส.กทม. ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ต้องส่งลงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. หรือไม่ นายพิธา กล่าวว่า แน่นอน เพราะในการเลือกตั้งใหญ่เมื่อปี 2562 คนกทม. ไว้ใจอดีตพรรคอนาคตใหม่ ทั้งคะแนนป๊อปปูล่าโหวต และเขต ที่มาเป็นอันดับ 1 และอันดับ 2 ถ้าเราหายไป จะไม่สามารถตอบรับเสียง 8 แสนคะแนนที่เคยมอบให้เรา หรือไม่สามารถตอบว่าที่ผู้สมัครฯ ผู้ว่าฯ กทม. สมาชิกสภากทม. (ส.ก.) ที่ทำพื้นที่มาตลอด 6-7 เดือน หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก ที่มีความเชื่อในพรรค ก.ก. ดังนั้น ในอนาคตกทม. จึงเป็นสนามใหญ่
เมื่อถามว่า นโยบายที่จะใช้หาเสียง มีความโดดเด่นแตกต่างจากนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อย่างไร นายพิธา กล่าวว่า ต้องรอดู แต่คิดว่า จะเป็นการทำงานอย่างไร้รอยต่อ ระหว่างพรรคการเมือง และว่าที่ผู้สมัครฯ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง เราจะไม่เน้นความเป็นซูเปอร์แมน เพราะไม่เน้นโปรไฟล์ของบุคคล แต่จะทำงานเป็นทีม ที่สอดประสานกับพรรคการเมือง จะไม่มีคนเด่นอยู่คนเดียว แต่ต้องเป็นแบบดาวกระจาย

