อนุกมธ.พาณิชย์ ชงรัฐบาล แก้ไขปรับปรุงการจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ ‘อัครเดช’ นำแจงหลักการและเหตุผล
เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) พาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ได้มีการพิจารณารายงานผลการพิจารณาศึกษาญัตติ เรื่อง การปรับปรุงแบบฟอร์มการจดทะเบียนในหนังสือบริคณห์สนธิ โดยในประธานอนุกมธ. ตนได้ชี้แจงรายละเอียดหลักการในการพิจารณาญัตติ การแก้ไขปรับปรุงแบบฟอร์มการจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ หลังจากกมธ.ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิจารณาทั้งหมด 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ สำนักงานกฤษฎีกา กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ได้ข้อสรุปดังนี้
เนื่องจากปัจจุบันการจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธินั้น มีหลักการวัตถุประสงค์ครอบจักรวาล ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการถือหุ้นสื่อ นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องที่ไม่เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงไป ทำให้หนังสือบริคณห์สนธิจำนวนมากไม่สอดคล้องกับการทำธุรกิจจริงๆ ของนักธุรกิจ นักบริหารและพี่น้องประชาชน และส่งผลต่อการยื่นเพื่อทำนิติกรรมกับหน่วยราชการต่างๆ เพราะการจดบริคณห์สนธิมีการจดวัตถุประสงค์มากเกินไป ทำให้หนังสือที่ใช้ในการรับรองแทนที่จะมีเพียงใบเดียว แต่กลายเป็นต้องมีถึง 4-5 ใบ และวัตถุประสงค์ในการจดนั้น แทนที่จะมีเรื่องที่ทำจริงเพียง 2-3 ข้อ แต่กลายเป็นมีถึง 20- 60 ข้อ ทำให้เกิดความสิ้นเปลืองทรัพยากรโดยเฉพาะกระดาษ
ดังนั้นจากผลการศึกษาในเรื่องดังกล่าว จึงมีทั้งหมด 4 ข้อ ข้อที่ 1 กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะได้นำผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการ ไปปรับปรุงแบบฟอร์มการจดทะเบียน ด้วยการจัดทำรายการธุรกิจ หรือ shopping list ลงในแบบฟอร์มการจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่จะมาขอจดทะเบียนประกอบธุรกิจการค้าให้เกิดความชัดเจนมากที่สุด ทางอนุกรรมาธิการเห็นว่าควรจัดทำเป็น shopping list ขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ตั้งใจที่จะจดนิติบุคคลหรือหนังสือบริคณห์สนธิเลือกรายการเฉพาะที่ทำจริงจาก shopping list ที่ ทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะได้กำหนดขึ้น แทนที่จะให้ผู้ประกอบการเขียนต่อท้ายจากแบบฟอร์ม วอ. 1-5 เอง
ข้อที่ 2 ก็หน่วยงานของภาครัฐควรมีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกันให้ทั่วถึง ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค เพื่อลดข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูล รวมทั้งรณรงค์ให้ลดการใช้กระดาษในการทำนิติกรรมต่างๆ จากการเชิญกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามาหารือ พบว่า ในทางปฏิบัติ พาณิชย์จังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ระบุว่าจะต้องใช้แบบฟอร์ม วอ. 1-5 ของทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนดไว้ เท่านั้น ดังนั้นเมื่อพี่น้องประชาชน ผู้ประกอบการที่ขอยื่นจดทะเบียน หรือสำนักทนายความหรือสำนักบัญชีไปยื่นขอจดทะเบียน หากยื่นโดยไม่ใช้แบบฟอร์มมาตรฐานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พาณิชย์จังหวัดจึงมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนและไม่ยอมรับการจดทะเบียน ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องใช้แบบฟอร์ม วอ.1-5 ที่ต้องกรอกวัตถุประสงค์แบบครอบจักรวาลตามข้อที่ 1 ทำให้หนังสือบริคณห์สนธิหรือหนังสือรับรองบริษัทแทนที่จะมีแผ่นเดียว กลายเป็นหลายแผ่น ดังนั้นหากหน่วยงานภาครัฐเชื่อมโยงข้อมูลกันให้มากที่สุด ก็จะสามารถลดปัญหาสิ้นเปลืองกระดาษได้
ข้อที่ 3 เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงตัววัตถุประสงค์ให้น้อยลงแล้ว อนุ กมธ. ได้คำนึงถึงเรื่องค่าธรรมเนียม ดังนั้นกรมพัฒนาธุรกิจการค้าควรดำเนินการเรื่องของค่าธรรมเนียมดังนี้
3.1 กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมใหม่โดยต้องมีอัตราไม่น้อยกว่าเดิมเพื่อไม่ให้รัฐสูญเสียรายได้
3.2 มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมที่เหมาะสมกับสถานการณ์เพื่อสร้างมาตรฐานให้ผู้ประกอบการและเป็นการส่งเสริม ผู้ประกอบการให้มีมาตรฐาน กล่าวคือการเก็บค่าธรรมเนียมก็ต้องไม่น้อยหรือมากเกินไป เพื่อไม่ให้รัฐสูญเสียรายได้ แต่ถ้าเก็บมากเกินไปก็เป็นการกีดกันผู้ประกอบการที่ต้องการจัดตั้งบริษัทใหม่
3.3 กรณีการยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทควรกำหนดจำนวนวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เช่น วัตถุประสงค์ 10 ข้อ ต้องเสียค่าธรรมเนียมเท่าไหร่ ซึ่ง อนุ กมธ. ได้วางแนวทางหรือกรอบการพิจารณาให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสม
ข้อ 4 การขอรับรับรองการจัดตั้งจดทะเบียนบริษัท ปัจจุบันนี้จะมีที่หัวกระดาษว่าออกหนังสือวันที่เท่าไหร่ อนุ กมธ. มีข้อสังเกตว่า กรณีคัดหนังสือรับรองควรระบุให้ชัดเจนว่าหนังสือรับรองดังกล่าวมีอายุ 90 วัน หรือ 180 วัน เนื่องจากการทำนิติกรรมกับหน่วยงานทางราชการจะใช้ระยะเวลาของหนังสือจดทะเบียนไม่เท่ากัน บางแห่งไม่เกิน 90 วัน บางแห่ง 180 วัน ทำให้เกิดความไม่สะดวกในการทำนิติกรรมของพี่น้องประชาชน

