บทนำ สภาอับปาง
ผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา ตั้งฉายารัฐสภาไทย 2564 จากผลงานในปีที่กำลังจะผ่านไปโดยให้ฉายาสภาผู้แทนราษฎรว่า “สภาอับปาง” โดยเปรียบสภาเป็นเรือลำใหญ่บรรทุกความรับผิดชอบชีวิตของประชาชนและงานบริหารราชการแผ่นดิน พิจารณาร่างกฎหมายเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนแต่ในรอบปี 2564 กลับประสบปัญหาล่มอับปาง บ่อยครั้งจนกลายเป็นความซ้ำซาก และไม่คิดที่จะอุดรูรั่วของเรือเพื่อป้องกันปัญหา ทั้งที่ความจริงสภาล่มคือเรื่องใหญ่ เพราะนั่นหมายถึงงานราชการต่างๆ ที่รอให้สภาผ่านหยุดชะงัก ทำให้ประเทศสูญเสียโอกาส
คำอธิบายของผู้สื่อข่าวรัฐสภา ระบุต่อไปว่า สภาไทยอับปาง เพราะ ส.ส.ฝั่งรัฐบาลไม่ตระหนักถึงหน้าที่ ประกอบกับตายใจว่าเป็นเสียงข้างมาก และพ้นจากภาวะเสียงปริ่มน้ำไปแล้ว จึงเข้าร่วมประชุมสภาน้อย ขณะเดียวกัน ส.ส.ฝ่ายค้านมัวแต่จ้องจะเล่นเกมการเมือง เมื่อเห็นว่า ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลอยู่น้อย จะขอนับองค์ประชุมทันที และพร้อมใจไม่แสดงตนเป็นองค์ประชุม ทั้งที่อยู่ร่วมพิจารณาเรื่องต่างๆ ในที่ประชุมสภา ฉะนั้น การที่สภาอับปางบ่อยกว่าเรือล่ม สะท้อนว่า ส.ส.ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ยึดถือประโยชน์ประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง
ถือเป็นภาพและเสียงสะท้อนการทำงานของสภาอย่างตรงไปตรงมา ในอดีตเมื่อสภาล่ม จะมีนักฉวยโอกาส ผู้นิยมเผด็จการกระหน่ำซ้ำทันทีว่า มีสภาทำไม ให้ทหารปฏิวัติไปดีกว่า แต่ปัจจุบัน สังคมไทยมีความเข้าใจมากขึ้น ปัญหาสภาล่ม จึงเป็นเรื่องที่ต้องพัฒนาการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น แก้รัฐธรรมนูญ แก้กฎหมายให้องค์กรอิสระเชื่อมโยงกับประชาชน เพื่อร่วมตรวจสอบนักการเมืองไปพร้อมกับประชาชน ให้พรรคการเมืองลงโทษ ส.ส.ได้อย่างจริงจัง แน่นอนว่า พฤติกรรม จิตสำนึกเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สภาล่ม แต่ต้องไม่มองข้ามระบบ และกฎกติกาที่ยังไม่เป็นมาตรฐาน

