ประเมินภาคท่องเที่ยวปี’65 ต้องรับศึกหนัก‘โอมิครอน’

27.12.21 | 13:03 น.

ประเมินภาคท่องเที่ยวปี’65 ต้องรับศึกหนัก‘โอมิครอน’

หมายเหตุภาคการท่องเที่ยว เป็นอีกเครื่องยนต์สำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสร้างรายได้หลักให้กับคนอยู่ในภาคบริการ ในทุกระดับจะมีจำนวนผู้เกี่ยวข้องหลายล้านคน ซึ่งกำลังวิตกต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิดกลายพันธุ์เป็นโอมิครอน “มติชน” จึงสำรวจความเห็นกับนักธุรกิจที่เกี่ยวข้องถึงทิศทางภาคท่องเที่ยวในปี 2565

ศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร
นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า)

ทิศทางภาคการท่องเที่ยวไทย ขณะนี้ยังประเมินภาพได้ยากมาก เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงสูงหลายเรื่องรออยู่ข้างหน้า โดยเฉพาะสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่โอมิครอน ทำให้การท่องเที่ยวไทยในด้านตลาดต่างชาติหยุดชะงักลง เพราะรัฐบาลประกาศระงับการพิจารณาอนุมัติคำขอเข้าประเทศไทย ในระบบไทยแลนด์ พาส ผ่านรูปแบบเทสต์ แอนด์ โก ชั่วคราวจนถึงวันที่ 4 มกราคม 2565 หลังจากนั้นจะประเมินสถานการณ์ใหม่อีกครั้ง ว่าควรเดินหน้าอย่างไรต่อ ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจทั่วต่างประเทศ (เอาต์บาวด์) ที่พึ่งพาอาศัยนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้รับผลกระทบรุนแรงอีกครั้ง เพราะแม้นักท่องเที่ยวไม่สามารถเข้ามาได้แบบสะดวกเหมือนปกติ รวมถึงที่ผ่านมา มีการเปิดประเทศแล้ว แต่นักท่องเที่ยวยังใช้บริการทัวร์ไม่มากนัก การฟื้นตัวของธุรกิจทัวร์ต่างชาติยังไม่ทันได้ฟื้นตัวดี ก็ต้องหยุดชะงักลงอีกครั้ง

Advertisement

การระบาดโควิดโอมิครอนในต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวหลักอย่างยุโรป สหรัฐ อังกฤษ ที่เข้ามาเที่ยวไทยในช่วงหลังจากเปิดประเทศครอง 5 อันดับแรก แต่ขณะนี้เห็นการระบาดโควิดโอมิครอนในยุโรป และเห็นการใช้มาตรการล็อกดาวน์ในหลายประเทศมากขึ้น ทำให้สถานการณ์มีความไม่แน่นอนสูง และเป็นผลกระทบของประเทศต้นทาง ที่ไม่สามารถเดินทางเข้ามาเที่ยวไทยได้แบบปกติเท่าที่ควร รวมถึงการระบาดในประเทศไทย ที่พบมีผู้ติดเชื้อโอมิครอนในประเทศเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนรัฐบาลต้องประกาศระงับการเข้าประเทศของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ผ่านเทสต์ แอนด์ โก ชั่วคราว ซึ่งตรงนี้มีแรงกังวลสูงมากว่าจะมีการใช้มาตรการล็อกดาวน์กลับมาอีกครั้งหรือไม่ เหมือนกับหลายประเทศที่กลับมาใช้มาตรการล็อกดาวน์แล้ว

สถานการณ์การระบาดโอมิครอนในประเทศไทย หากไม่พบการระบาดของเชื้อในวงกว้าง หรือพบผู้ติดเชื้อในจำนวนมากๆ จนสร้างคลัสเตอร์ใหม่อย่างต่อเนื่อง ความรุนแรงไม่มากเกินไป จะเห็นการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศฟื้นตัวไปก่อน เพราะคนส่วนใหญ่จะยังเดินทางกันอยู่ ส่วนตลาดต่างประเทศ ประเมินสถานการณ์ยากมาก เพราะความไม่แน่นอนของเชื้อโอมิครอน ที่แม้มองว่าเชื้อจะไม่รุนแรงเท่าสายพันธุ์เดิมที่เคยมีมา อาทิ เดลต้า แต่ก็เห็นการล็อกดาวน์ในหลายประเทศแล้ว ทำให้ภาพสถานการณ์เปลี่ยนแปลงเร็วมาก การประเมินแนวโน้มจึงลำบากมากพอๆ กับการพยายามพยุงธุรกิจให้ยืนอยู่ไหว ท่ามกลางผลกระทบการระบาดโควิดที่มีในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

หากประเทศไทยสามารถควบคุมการระบาดได้ดี และมีการยืนยันที่ชัดเจนออกมาจากองค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) ว่า เชื้อโอมิครอนไม่รุนแรงเทียบเท่าสายพันธุ์เก่าๆ ที่เคยมีมา และสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ หรือเกือบปกติอีกครั้ง หมายถึงการเดินทางสามารถทำได้ ภาคการท่องเที่ยวไทยจะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะตลาดต่างชาติ ที่มีแรงอัดอั้นจากการปิดประเทศในช่วงที่ผ่านมา บวกกับมีการเปิดประเทศแล้วประมาณ 1 เดือนกว่าๆ แต่ถูกระงับชั่วคราวไป ทำให้เชื่อว่าความต้องการ (ดีมานด์) จะเพิ่มมากขึ้นอีก แต่หากยังมีความไม่ชัดเจน ทุกอย่างก็จะหยุดชะงักแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ

ผู้ประกอบการในภาคการท่องเที่ยว ทั้งธุรกิจทัวร์นำเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจที่เกี่ยวข้องอื่นๆ จะต้องประเมินสถานการณ์และพยายามพยุงธุรกิจให้อยู่รอดให้ได้ แต่ส่วนนี้เข้าใจว่าประเมินลำบากมาก เพราะภาพเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและเปลี่ยนไปทุกวัน ซึ่งก็ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากภาพในขณะนี้ แม้จะบอกให้รัฐบาลหรือแม้แต่เอกชน พยายามกระตุ้นการท่องเที่ยว หรือทำตลาดต่างประเทศหนักๆ ต่อไป แต่หากสถานการณ์ยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะที่เบาใจได้ การท่องเที่ยก็คงไม่สามารถฟื้นได้ เพราะทำอย่างไรต่างชาติก็ไม่เข้ามา บวกกับคนไทยเองก็กังวลการระบาดในประเทศ ที่อาจรุนแรงมากขึ้นด้วย

ปัจจัยที่ต้องติดตามใกล้ชิดในปี 2565 ยังต้องลุ้นต่อเนื่องว่าตลาดใหญ่ที่เป็นนักท่องเที่ยวหลักของไทยอย่างจีน จะกลับมามีนโยบายเปิดประเทศอีกครั้งหรือไม่ เพราะเดิมเคยมีนักท่องเที่ยวชาวจีนมาเที่ยวไทยเกือบ 11 ล้าน เป็นข้อมูลในปี 2562 ซึ่งถือเป็นส่วนช่วยเดินเครื่องเศรษฐกิจไทยได้ดีอย่างมาก แต่ขณะนี้การประเมินการระบาดเชื้อโอมิครอน ก็คงพูดยากว่าจะเห็นการกลับมาเปิดประเทศของจีนได้ในช่วงใด เนื่องจากที่ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศจีนเบื้องต้น ให้ข้อมูลว่าปัจจุบันจีนยังเลือกดำเนินนโยบายซีโร่ โควิด (Zero Covid) อยู่ เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงระบาดซ้ำ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีประชากรมากถึง 1.4 พันล้านคน จึงกังวลเรื่องอัตราการเสียชีวิตจากโควิด-19 ซึ่งอยู่ที่ 2% หากมีการระบาดซ้ำ อาจเสี่ยงเกิดอัตราการเสียชีวิตแตะระดับ 2-5% จากจำนวนประชากรในภาพรวมได้”

ชำนาญ ศรีสวัสดิ์
ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
แห่งประเทศไทย (สทท.)

ทิศทางภาพการท่องเที่ยวไทยในปี 2565 ขณะนี้ไม่สามารถประเมินภาพได้เป็นระยะยาวๆ เหมือนปกติแล้ว เนื่องจากตอนนี้เป็นช่วงที่มีปัจจัยเสี่ยงเข้ามาสร้างความไม่แน่นอน และส่งผลกระทบสูงอย่างต่อเนื่อง ทำให้การคาดการณ์แนวโน้ม หรือประเมินสถานการณ์ทำได้ยากมาก แต่หากให้ประเมินในระยะสั้น มองว่าในช่วงไตรมาส 1/2565 การท่องเที่ยวไทยคงไม่ได้ฟื้นตัวดีมากนัก หากเทียบกับภาพเดิมที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากมีการระบาดโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่โอมิครอนขึ้นมา ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนทั้งกับตลาดในประเทศ และตลาดต่างชาติ โดยเฉพาะการระบาดในหลายประเทศที่รุนแรงขึ้นและเริ่มเห็นการใช้มาตรการล็อกดาวน์ในหลายประเทศแล้ว

การระบาดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่โอมิครอนยอมรับว่าสร้างความกังวลให้กับผู้ประกอบการสูงมาก แม้มีการรายงานสถานการณ์ว่าโอมิครอนมีอาการไม่รุนแรงมากเท่าสายพันธุ์ที่ผ่านมา แต่เนื่องจากความชัดเจนยังไม่เพียงพอ ทำให้ความกังวลยังอยู่ และความเชื่อมั่นหายไปอีกครั้ง ผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการกลับมาเดินทางอีกครั้งจึงเกิดขึ้นแน่นอน เพราะการท่องเที่ยวเป็นเรื่องของความเชื่อมั่นเป็นหลัก การเดินทางจึงชะลอตัวลงบ้าง โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ เนื่องจากมีความเสี่ยงทั้งการมาเที่ยวไทย และความเสี่ยงในการเดินทางกลับประเทศต้นทางด้วย หากอยู่ดีๆ เกิดประกาศใช้ล็อกดาวน์ขึ้นมา ก็เท่ากับว่า ขากลับบ้านต้องถูกกักตัว แม้มาไทยจะไม่ต้องกักตัวก็ตาม

การระงับคำขออนุมัติไทยแลนด์ พาส เพื่อเข้ามาผ่านเทสต์ แอนด์ โก ให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งผลให้ปลายเดือนธันวาคมนี้ จนถึงเดือนมกราคม 2565 อาจทำให้นักท่องเที่ยวชะลอการเดินทางลง เพื่อรอประเมินสถานการณ์และความชัดเจนก่อนวางแผนเดินทางใหม่ ทำให้การขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวไทย ต้องหันมาเน้นกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวของตลาดในประเทศ เนื่องจากยังเห็นคนไทยส่วนใหญ่เดินทางท่องเที่ยวอยู่ ประกอบการเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ของการเที่ยวของคนไทยในประเทศและต่างประเทศเที่ยวไทยด้วย โดยหากประเมินสถานการณ์ในขณะนี้ การกระตุกและกระตุ้นตลาดต่างชาติ น่าจะทำได้ค่อนข้างยากมากกว่าที่คาดไว้

ทิศทางการกระตุ้นตลาดในประเทศ สิ่งที่อยากเสนอให้รัฐบาลจัดทำก็ยังเป็นมาตรการเดิมๆ ที่เชื่อว่าหากสามารถทำออกมาได้ จะกระตุ้นการเดินทางได้ดีมาก โดยขอเสนอให้รัฐบาลจัดทำแคมเปญเที่ยวคนละครึ่ง ผ่านการสมทบเงินให้ใช้ในการท่องเที่ยว 50% ในรูปแบบเดียวกับโครงการคนละครึ่ง ที่ตั้งวงเงินให้ และสามารถใช้จ่ายผ่านแอพพลิเคชั่นเป๋าตังได้เหมือนคนละครึ่ง ที่ใช้จ่ายกับร้านที่ร่วมโครงการ เพื่อให้ประโยชน์กระจายตัวไปในหลายธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในภาคการท่องเที่ยว ไม่ใช่เน้นเฉพาะธุรกิจโรงแรมที่ได้ประโยชน์เท่านั้น

รวมถึงการจัดรถบัสทัวร์ทั้ง 5 ภูมิภาค จำนวน 1,000 คันต่อเดือน รวม 5 ภาค 5,000 คัน ในการจัดเส้นทางท่องเที่ยวในทุกภาค ไม่ใช่เน้นเพียงจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งเท่านั้น เพราะขณะนี้ผลกระทบที่เกิดจากโควิดมาตลอด 2 ปีนั้น ส่งผลต่อทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วประเทศ โดยเชื่อว่าแคมเปญในรูปแบบนี้จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว และกระจายประโยชน์ไปให้ทั่วถึงทุกพื้นที่ เพราะย้ำว่าไม่อยากให้พูดถึงแค่จังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง หรือเมืองท่องเที่ยวหลักเท่านั้น เนื่องจากทุกคนเหนื่อยเหมือนกันหมดในตอนนี้ รวมถึงเพื่อให้ผู้ประกอบการในทุกสาขาอาชีพที่เกี่ยวกับท่องเที่ยว ได้ประโยชน์ไปด้วย ถือเป็นการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยทุกข์ร่วมกัน

โครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 3 ที่รัฐบาลออกมานั้น ถือว่าได้รับการตอบรับดีมาก และมีผู้ใช้สิทธิครบ 1 ล้านสิทธิ หรือห้องพักแล้ว โดยอยากเสนอให้ออกแคมเปญเที่ยวคนละครึ่งเพิ่มเติม ไม่ใช่เพิ่มสิทธิ หรือขยายเวลาดำเนินการเท่านั้น เพราะเราเที่ยวด้วยกัน เน้นไปทางโรงแรมที่ได้ประโยชน์สูงสุด และร้านอาหารที่ได้รับอานิสงส์บ้าง แต่ธุรกิจอื่นๆ ในภาคการท่องเที่ยวยังได้รับประโยชน์น้อย ส่วนโครงการทัวร์เที่ยวไทย เนื่องจากเงื่อนไขและข้อจำกัดที่มีค่อนข้างมาก ทำให้กระแสตอบรับมีค่อนข้างน้อย การเข้าร่วมมีประมาณ 10,000 รายเท่านั้น จากสิทธิที่มีกว่า 1 ล้านสิทธิ ซึ่งถือว่าน้อยมาก จึงอยากให้โยกงบประมาณที่เหลือจากทัวร์เที่ยวไทย มาจัดทำเที่ยวคนละครึ่ง เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง
ไม่ให้สะดุดลงไปมากกว่า

เมื่อภาพการท่องเที่ยวในประเทศเริ่มฟื้นตัว และสถานการณ์การระบาดในประเทศมีความปลอดภัยมากขึ้น ตอนนั้นจึงกลับมาทำตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกครั้ง เพราะเราไม่สามารถพึ่งพาตลาดในประเทศอย่างเดียวได้ สะท้อนได้จากเดิมเมื่อเปิดโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ 3 เดือน (กรกฎาคม-กันยายน) มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเฉลี่ยวันละ 500 คนต่อวัน ก่อนที่การเปิดประเทศแบบไม่กักตัวและไม่จำกัดพื้นที่ท่องเที่ยวเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมาเห็นจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามากว่า 1,500 คนต่อวัน เพิ่มขึ้นกว่า 300% และทยอยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บวกกับการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่มีมูลค่าสูงกว่าคนไทยใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวหลายเท่าด้วย จึงต้องบริหารให้ทั้ง 2 ตลาดเดินหน้าควบคู่กันไป