เหมือนกับว่า สีหน้าเคร่งเครียด อารมณ์หงุดหงิด เมื่อเช้าวันที่ 4 ตุลาคม
กระทั่งเปรยระหว่างชิมขนมปั้นสิบว่า
“มีอะไรกินแล้วไม่โมโหบ้าง ผมโมโห อะไรก็จะถาม ไอ้พวกนี้”
พลางชี้ไปทาง “ผู้สื่อข่าว”
1 จะมาจากการเสนอ “คำถาม” อันทำให้ไม่สบอารมณ์ และ 1 ต่อกรณี “แม่หญิง”นุ่งกระโจมอกอาบน้ำกลางถนน อ.แม่ระมาด จ. ตาก
ถึงขนาดลั่นวาจา
“ผมไม่ได้เล่นงานสื่อ แต่จะเล่นงานผู้รับผิดชอบข้างล่างให้มันเดือดร้อนทั้งหมด ตั้งแต่ท้องถิ่นขึ้นมา”
เป็นความหงุดหงิดเช่นเดียวกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา
เป็นความหงุดหงิดและเครียดเช่นเดียวกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
เป็นอย่างนั้นหรือ
ยิ่งรับฟังการอธิบายโดย พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ในฐานะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ยิ่งมากด้วยความงุนงง
“นายกฯเครียดและคาดหวังกับการปฏิรูปประเทศให้เดินในทิศทางที่ดีขึ้น ถ้าทุกคนไม่ช่วยส่งเสริมและสนับสนุนจะไปไม่ถึงจุดนั้น
“และหวังว่าสื่อจะขับเคลื่อนประเทศในทิศทางที่นายกฯปรารถนาและตามที่ทุกคนต้องการ
แต่ที่ผ่านมา นายกฯรู้สึกว่าสื่อเข้าใจ แต่ไม่มีส่วนสนับสนุนตามที่นายกฯคาดหวัง อย่างที่ทราบ คนกลุ่มนั้นไม่ได้หวังดีและนำคำถามจากคนฝั่งนั้นมาถามนายกฯซึ่งมองคนละมุม
“นายกฯไม่ต้องการให้สื่อทำเพียงเสนอข้อมูล
“แต่อยากให้มีส่วนสำคัญผลักดันประเทศไปข้างหน้า เพราะการเมืองบางกลุ่มมีนัยทางการเมืองและกลัวจะตกเป็นแนวร่วมมุมกลับ
“หรือตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มผู้ไม่หวังดีโดยที่ไม่รู้ตัวเพราะ คิดว่าทำตามหน้าที่”
“งุนงง” ว่าไม่น่าจะเพราะ”แม่หญิง”นุ่งกะโจมอก
“งุนงง” ว่าไม่น่าจะเพราะ”สื่อ”อย่างโดด-โดด
พิจารณาจาก “ถ้อยคำ” จากการเรียบเรียงและแถลงของ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด
น่าสนใจ น่าศึกษา
ไม่ว่าจะเป็น “คนกลุ่มนั้น” ไม่ว่าจะเป็น”คนฝั่งนั้น” ไม่ว่าจะเป็น “การเมืองบางกลุ่ม”
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำว่า “แนวร่วมมุมกลับ”
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำว่า “กลุ่มผู้ไม่หวังดี”
จึงยิ่ง”งุนงง” จึงยิ่ง “ละเอียดอ่อน”และ”อ่อนไหว”

