‘สุรชาติ บำรุงสุข’ วิเคราะห์การเมืองปี’65 ปีใหม่-เชื้อใหม่-รัฐบาลเก่า
หมายเหตุ – ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ “มติชน” วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองไทยและสถานการณ์ของประเทศในปี 2565
- ประเมินสถานการณ์ทางการเมืองในปี 2565 อย่างไร
ปัญหาลุ่มๆ ดอนๆ ที่เกิดจากปัญหาวิกฤตรอบด้าน ซึ่งสภาวะลุ่มๆ ดอนๆ มันตอบชัด คือมันเรียกร้องขีดความสามารถในการบริหารจัดการของภาครัฐอย่างมาก ผมคิดว่าวิกฤตโควิดมันเกิดโจทย์ต่างๆ แบบที่เราไม่เคยเห็น เพราะฉะนั้น โควิดระลอกที่สาม โดยโควิดเริ่มจากปี 2563 ต่อมาปี 2564 เจอโควิดสายพันธุ์เดลต้า และล่าสุดปี 2565 เรากำลังเจอกับโควิดสายพันธุ์โอมิครอน
ดังนั้น วิกฤตชุดนี้มันเริ่มตอบชัดว่าความสามารถในการบริหารจัดการภาครัฐ หรือโจทย์ของวิชาบริหารรัฐกิจเป็นโจทย์ที่สำคัญที่สุดแต่ว่าโอกาสของความลุ่มๆ ดอนๆ ทางการเมืองน่าจะยังเห็นต่อไป เว้นแต่ว่าสิ่งที่เราตอบไม่ได้ คือการเมืองในปี 2565 จะมีความเปลี่ยนแปลงอย่างไรหรือไม่ แต่ถ้าสมมุติปี 2565 กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถสิ้นสุดลงได้จริง ปี 2565 น่าจะถึงเวลายุบสภาและเกิดการเลือกตั้งใหม่ เพราะว่าประเทศที่ใช้รัฐธรรมนูญปกครอง เมื่อรัฐธรรมนูญแก้ไข เป็นกฎกติกาชุดใหม่ เท่ากับบังคับให้รัฐบาลเดิมจำเป็นต้องยุบสภาเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนและเปิดการเลือกตั้งใหม่
ผมไม่ได้พูดเพื่อไล่รัฐบาล แต่ผมพูดเพื่อให้เห็นว่าเมื่อกติกาใหม่ทางการเมืองเกิด รัฐบาลโดยมารยาทจำเป็นต้องยุบสภาและคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจ จึงหวังว่าปี 2565 เราจะเห็นสภาวะของการคืนอำนาจให้ประชาชน
- มองเสถียรภาพของรัฐบาลในปี 2565 อย่างไร
สำหรับเสถียรภาพเป็นปัญหา 2 ส่วน ส่วนแรก เสถียรภาพรัฐบาล และสอง เสถียรภาพบริบทของพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลเสถียรภาพใหญ่ที่สุดเกิดจากความสำเร็จ ถ้ารัฐบาลสามารถสร้างความสำเร็จในเชิงนโยบาย เช่น การควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนประชาชน การตอบสนองความต้องการของประชาชน ตรงนี้เป็นโจทย์เสถียรภาพชุดใหญ่ แต่เสถียรภาพอีกชุดหนึ่งที่เราเห็นอย่างต่อเนื่องคือ เสถียรภาพที่อยู่ภายในองค์กรของรัฐบาล โดยเฉพาะภายในพรรครัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาล จนกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญ เพราะปรากฏการณ์นี้สะท้อนผ่านคำตอบที่ชัดที่สุดคือการที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรล่ม สภาล่มช่วงปลายปี 2564 มันคือสัญญาณของอาการที่หนักขึ้น เพราะเหมือนแก้ไขปัญหาสภาล่มได้แล้ว สามารถสั่งให้ ส.ส.ฝั่งรัฐบาลอยู่ในเวทีได้ตลอด แต่เอาเข้าจริงก็เห็นปัญหา คำถามที่น่าคิดต่อไปว่าตกลงปี 2565 สภาจะล่มต่ออีกหรือไม่ แม้ว่ารัฐบาลจะกล่าวโทษว่าที่สภาล่มเป็นเพราะฝ่ายค้าน แต่คำถามที่รัฐบาลต้องตอบใหญ่กว่าคือการคุมเสียงของพรรครัฐบาลยังมีประสิทธิภาพได้มากพอเพียงใด และการจัดความสัมพันธ์ระหว่างพรรครัฐบาลกับพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะการแข่งขันทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้น
- พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ประกาศลงแข่งขันเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ทั้งชุมพรและสงขลา จะทำให้เกิดปัญหากับพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่
ผมว่าสิ่งนี้คือตัวอย่างที่น่าสนใจ เพราะปกติเวลาเลือกตั้งซ่อมเรามักจะเห็นฝ่ายหนึ่งคือพรรครัฐบาล ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งคือพรรคฝ่ายค้านลงแข่งขันกัน แต่รอบนี้เราเริ่มเห็นปรากฏการณ์ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะบริบทของภาคใต้ ตัดพรรคฝ่ายค้านทิ้งได้เลย ผมคิดว่าโจทย์ใหญ่ของการแข่งขันทางภาคใต้กลายเป็นการแข่งขันของพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง ยิ่งสะท้อนถึงปัญหาเสถียรภาพและปัญหาภายในของภาครัฐเอง เพราะฉะนั้น สิ่งที่น่าจะตามดูตั้งแต่การเลือกตั้งซ่อมครั้งก่อนจนมาถึงการเลือกตั้งซ่อมที่จะเกิดขึ้นรอบนี้ ผมว่าเป็นความท้าทายสำคัญของตัวรัฐบาลเอง เพราะว่าตอนนี้สิ่งที่น่าสนใจคือฝ่ายค้านเหมือนนั่งอยู่บนภูดูพรรครัฐบาลกัดกัน
- การส่งผู้สมัครลงแข่งขันเลือกตั้งกันเองจะส่งผลต่อเสียงของ ส.ส.ในการพิจารณากฎหมายหรือเรื่องต่างๆ หรือไม่
ผมคิดว่ามันเริ่มส่งสัญญาณมาสักระยะหนึ่งแล้ว คือความกังวลว่ารัฐบาลจะอยู่ในสถานะที่จะเป็นเจ้าภาพผลักดันร่างกฎหมายเข้าสู่สภาหรือไม่ เพราะเกิดความกังวลว่า ถ้ารัฐบาลเป็นเจ้าภาพและร่างกฎหมายนั้นเกิดแพ้จะเกิดความรับผิดชอบทางการเมืองขึ้นหรือไม่ เพราะฉะนั้น อาการแบบนี้จะเกิดในปี 2565 แน่นอน ทั้งนี้ สิ่งที่น่าสนใจคือ การแข่งขันทางการเมืองรอบนี้จะตอบอะไรเรากับการเมืองในปีใหม่ ซึ่งคงต้องรอดูผลของการแข่งขันในภาคใต้ 2 จังหวัดใหญ่ วันนี้ยังตอบไม่ได้ทันทีว่าตกลงใครเป็นผู้ชนะและชัยชนะที่เกิดขึ้นจะมีผลกระทบต่อปัญหาภายในเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างไร
- ขณะนี้ร่างกฎหมายลูกที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ทั้งจากฝ่ายคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และฝ่ายพรรคการเมือง ทยอยส่งให้ประธานรัฐสภา ถือเป็นสัญญาณการเลือกตั้งได้หรือไม่
เมื่อกติกาการเลือกตั้งหรือรัฐธรรมนูญได้รับการแก้ไขและกระบวนการที่เกี่ยวข้องทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย เงื่อนไขทางการเมืองควรจะต้องยุบสภา แต่มันจะเกิดอาการใช้ค่ายกลทางการเมืองด้วยการไปสร้างบทเฉพาะกาลว่าถึงจะแก้ไข แต่จะขอใช้รัฐธรรมนูญนี้ไปจนกว่าจะครบวาระ เพราะหากสังเกตท่านผู้นำจะพูดเสมอว่าจะอยู่จนครบวาระ เหมือนกับคำพูดของผู้นำส่งสัญญาณว่าจะไปแก้อะไรก็ไปแก้เถอะ แต่ฉันจะขออยู่ ถ้าเป็นแบบนี้ก็อาจจะเหมือนเกมทางการเมือง ทำให้สิ่งที่แก้ไขก็คาอยู่ จนกว่าจะครบวาระแล้วรอการเลือกตั้งตามวาระ
- หากดูจากเนื้อหาของร่างกฎหมายการเลือกตั้งและร่างกฎหมายพรรคการเมืองที่เสนอมีความเห็นอย่างไร
สมมุติกติกาเป็นเงื่อนไขสำหรับพรรคการเมืองขนาดใหญ่มันอาจจะมีคำตอบอย่างหนึ่ง คือมันอาจจะเป็นโอกาสของการสร้างเสถียรภาพภายใต้เงื่อนไขของการสร้างพรรคขนาดใหญ่ แต่ขณะเดียวกันถ้าเรากลัวบริบทว่าถ้าพรรคใหญ่มีขนาดใหญ่เกินไปก็อาจจะทำให้เกิดการรวมอำนาจไว้กับพรรคใหญ่ ก็อยากให้พรรคขนาดกลางและพรรคเล็กเป็นตัวถ่วงดุล พูดง่ายๆ โจทย์ชุดนี้เป็นโจทย์ที่นักเรียนรัฐศาสตร์ตั้งแต่รุ่นผมเรียนกันมาและเป็นข้อถกเถียงที่แทบไม่ยุติ เป็นโจทย์ที่ค้างคาไม่จบ
เว้นแต่เราเชื่อแบบทางวิชาการว่าโจทย์แบบนี้สุดท้ายมันคือพัฒนาการทางการเมืองที่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม สุดท้ายคนที่จะเป็นผู้ชี้ขาดคือสังคมว่ารูปแบบการเมืองไทยจะอยู่ในรูปแบบใด ต้องปล่อยให้การเมืองไทยมีพัฒนาการของตัวเองและต้องไม่สะดุดลงด้วยการรัฐประหาร สุดท้ายสังคมและภาคประชาสังคมที่มีฐานรองรับจากประชาชนจะเป็นคำตอบเองว่าระบบการเมืองของประเทศที่ลงตัวจะออกมาเป็นแบบใด
- โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง เกิดการยุบสภาก่อนที่กฎหมายลูกจะพิจารณาเสร็จหรือรัฐบาลอยู่ครบวาระ 4 ปี มีความเป็นไปได้หรือไม่
ผมคิดว่าถ้าดูจากท่าทีและคำพูดต่างๆ ในปี 2564 เชื่อว่ารัฐบาลจะนำพาสถานการณ์จนถึงจุดสุดทางแน่นอน แต่ถ้าเราไม่พูดถึงอุบัติเหตุที่จะมาก่อน ไม่อยากพูดถึงอุบัติเหตุในความหมายรัฐประหาร ผมว่ารัฐประหารในการเมืองไทย ขอฝากเลยว่าเลิกคิดเถอะ
ใครที่ได้ดูข้อเขียนและบทเรียนกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเมียนมาหลังวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ผมว่าต้องเลิกคิดว่าอยากพาประเทศไทยเข้าสู่วงจรรัฐประหาร ทำให้สถานการณ์เหมือนในเมียนมาเกิดขึ้นในไทย และอุบัติเหตุที่แบกสถานการณ์การเมืองไม่ไหวแล้วตัดสินใจยุบสภาก่อน ถามว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ ก็มีความเป็นไปได้
แต่ผมคิดว่าสิ่งที่เป็นความหวังใหญ่ที่สุดสำหรับรัฐบาลคือ การลากการเมืองไปจนสุดทาง แต่สำหรับผมคำว่าสุดทางมันอาจจะไม่สุด เพราะโดยกติกา เมื่อรัฐธรรมนูญแก้ไขแล้วก็ควรพาการเมืองกลับเข้าสู่กติกาใหม่ ด้วยการยุบสภาและมีการเลือกตั้ง แต่โอกาสที่จะตอบคำถามนี้ในปี 2565 ยังเป็นเครื่องหมายคำถามใหญ่ๆ แล้วอาจจะต้องดูคำถามใหญ่ที่สุดว่าสถานการณ์ในปี 2565 จะมีสิ่งใดเป็นโจทย์ชุดใหญ่ที่รัฐบาลต้องเผชิญจนรัฐบาลอยู่ในสภาวะที่แบกต่อไม่ไหว
- โจทย์ใหญ่เรื่องการเคลื่อนไหวของประชาชนจะมีความเป็นไปได้แค่ไหน
เราเห็นการเคลื่อนไหวของปี 2564 ต้องยอมรับว่าเป็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนรุ่นใหม่ แต่สิ่งที่ผมนั่งเฝ้าดู คือการเคลื่อนไหวของประชาชน ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของภาครัฐ และมีความรู้สึกว่าภาครัฐไม่ตอบสนองต่อความต้องการของพวกเขา อาทิ ปัญหาความยากจน ปัญหาการตกงาน และปัญหาความมั่นคงในชีวิตของคน
สิ่งที่ผมเฝ้ามองในปี 2565 จะเกิดการรวมตัวและการประท้วงใหญ่ของประชาชนจริงๆ หรือไม่ เหมือนที่เราเห็นในหลายประเทศในเหตุการณ์โควิด ที่ประชาชนตัดสินใจลงถนนแล้วมาพร้อมกับข้อเรียกร้องที่ยื่นต่อฝ่ายรัฐ เราจะเห็นภาพแบบนี้ในปี 2565 หรือไม่ หรือปี 2565 เราจะยังเห็นความสำเร็จของนโยบายประชานิยมสุดขั้ว อาทิ โครงการคนละครึ่ง เที่ยวด้วยกัน ยิ่งใช้ยิ่งได้ ภาครัฐทำประชานิยมในรูปแบบต่างๆ เพราะเชื่อว่ารายการประชานิยมเหล่านี้จะรั้งกระแสการต่อต้านภาครัฐ ไม่ทำให้ม็อบของประชาชนลงถนนได้จริง
คำถามสำคัญของปี 2565 คือ ความรู้สึกของประชาชนจะตอบรับกับสถานการณ์ที่พวกเขาเผชิญและจะมีความรู้สึกหรือไม่ว่ารัฐบาล ไม่มีขีดความสามารถพอที่จะรองรับความเป็นไปของประเทศ และรองรับความเป็นไปในชีวิตของประชาชนในปี 2565
- ภาพลักษณ์และท่าทีของผู้นำประเทศและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่แสดงออกมีผลต่อความรู้สึกประชาชน
โจทย์การสื่อสารทางการเมืองเป็นโจทย์ใหญ่ของทุกรัฐบาล ขณะที่วันนี้คนส่วนหนึ่งอาจรู้สึกว่าการสื่อสารทางการเมืองกลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ทำให้ผู้นำรัฐบาลดูไม่ดี แต่อาจจะต้องยอมรับว่าการสื่อสารการเมืองแบบนี้ก็ยังมีกองเชียร์รัฐบาลอยู่ซึ่งอาจจะชอบ
ดังนั้น ต้องประเมินอีกมุมหนึ่งว่าการสื่อสารการเมืองที่คนฝ่ายประชาธิปไตยอาจรู้สึกขัดข้องใจแบบนี้อาจเป็นการสื่อสารที่อีกฝ่ายถูกใจที่นายกรัฐมนตรีพูดตรงๆ ตั้งแต่ปลูกมะนาว ปลูกผักชี จนมาถึงเลี้ยงไก่ คำถามคือ ปี 2565 สิ่งใดเป็นจุดขายของรัฐบาล ผมคิดว่าการเมืองปี 2565 เข้มข้นแน่นอน เพราะปีที่ 3 ของวิกฤต ปัญหาจะถาโถมและหนักขึ้น ซึ่งการเมืองที่หนักขึ้นมันขมวดปมเรื่องหนึ่งคือขีดความสามารถของภาครัฐในการบริหารจัดการวิกฤต กับอีกมุมหนึ่งรัฐบาลจะขายอะไรในเชิงนโยบายและวิสัยทัศน์
ซึ่งคำตอบที่เราเห็นจากการปลูกมะนาว ปลูกผักชี และเลี้ยงไก่ มันเริ่มท้าทายว่าปี 2565 รัฐบาลและผู้นำจะนำเสนออะไรในเชิงวิสัยทัศน์
- รัฐบาลควรทำสิ่งใดเพื่อเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนกลับคืนมา
สิ่งที่รัฐบาลจะทำให้ประชาชนได้คือ การยุบสภา ลาออก และคืนอำนาจให้ประชาชน เพื่อให้ประชาชนตัดสิน ถ้ารัฐบาลเชื่อว่านโยบายที่ผ่านมาดี ซื้อใจคนได้ แบบที่ผู้นำรัฐบาลเชื่อ แบบนี้ยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่เพื่อให้ประชาชนตัดสิน และถ้าเขายังเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้กับนโยบายประชานิยมสุดขั้วดีก็เป็นโอกาสให้ผู้นำรัฐบาลกลับมาอย่างภาคภูมิ เพราะกลับมาด้วยกระบวนการเลือกตั้งแบบเต็ม ไม่ใช่กระบวนการที่ผ่านรัฐธรรมนูญแบบครึ่งๆ กลางๆ
เพราะฉะนั้น โอกาสที่จะคลายวิกฤตทางการเมือง คำตอบมีอย่างเดียวคือ ยุบสภา ลาออก เลือกตั้งใหม่
- การยุบสภา ลาออก และเลือกตั้งใหม่ เหมือนเป็นสิ่งที่ประชาชนหลายคนรอคอย
ถ้าปี 2565 ไม่มีอะไรใหม่ ผมขอเสนอคำขวัญว่า “ปีใหม่ เชื้อใหม่ รัฐบาลเก่า วิสัยทัศน์เก่า” เราก็มีแค่นั้น ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็อยู่ภายใต้คำขวัญปีใหม่ของผม
⦁อยากฝากอะไรถึงประชาชนไทยในปี 2565
ผมคิดว่าปี 2563 และปี 2564 ทั้ง 2 ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ทำลายชีวิตและความหวังของประชาชนคนไทย พาชีวิตของหลายครอบครัวไปสู่วิกฤตขนาดใหญ่ ภาวะแบบนี้สิ่งที่เราเห็นชัด เรายังคาดหวังที่จะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แม้ว่าบางครั้งมองไปแล้ว แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ในปี 2565 มันอาจจะอยู่ไกลลิบๆ
แต่ผมเชื่อว่าวันนี้ถ้าเราเข้มแข็ง เดินไปข้างหน้าพร้อมกัน ประคับประคองชีวิตไปด้วยกัน อย่างน้อยแม้ว่าแสงสว่างที่จะอยู่ไกล เราอาจจะยังเดินได้ถึง ข่าวดีปลายปี 2564 คงหนีไม่พ้นนักกีฬาไทยขึ้นเวทีระดับโลกด้วยการชนะยกน้ำหนัก นักแบดมินตันไทยที่ไม่เคยชนะมานานก็ขึ้นสู่เวทีโลก ความหวัง ความดีใจเล็กๆ น้อยๆ ในปี 2564
อย่างน้อยเป็นไปได้หรือไม่ว่าในปี 2565 เราจะพาประเทศไทยเข้าสู่เวทีโลกอีกครั้ง แต่คงต้องทำคำขวัญที่ผมเสนอไม่ให้เป็นจริง ต้องทำให้ “ปีใหม่ เชื้อใหม่ รัฐบาลใหม่ วิสัยทัศน์ใหม่” เพื่อสร้างสังคมใหม่ในอนาคต ขอเป็นกำลังใจให้ประชาชนทุกคนเดินฝ่าวิกฤตของปี 2565 ไปด้วยกัน
หวังว่าปีเสือจะไม่เป็นเสือที่ดุและกัดพวกเราทั้งหมด ขอให้เป็นปีเสือที่พาเราเดินไปข้างหน้าได้

