เดินหน้าชน : ฉายาสะท้อนผลงาน
สื่อมวลชนประจำรัฐสภาประชุมร่วมกันพร้อมกับตั้งฉายาของรัฐสภา สะท้อนภาพการทำงานประจำปี 2564 โดยฉายาของสภาผู้แทนราษฎร คือ “สภาอับปาง”
สื่อถึงสภาผู้แทนราษฎรเปรียบเสมือนเรือขนาดใหญ่ บรรทุกความรับผิดชอบชีวิตของประชาชนและงานบริหารราชการแผ่นดิน ด้วยวิธีการเห็นชอบร่างกฎหมายฉบับต่างๆ เพื่อให้หน่วยราชการได้มีอำนาจไปบำบัดทุกข์บำรุงสุขราษฎร แต่พบว่าเรือสภาลำนี้ในรอบปี 2564 กลับประสบปัญหาสภาล่มอับปาง
โดยเริ่มตั้งแต่ปลายสมัยประชุมสามัญของรัฐสภาสมัยแรก และหนักข้อขึ้นตลอดเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม ตามปกติปัญหาสภาล่มไม่ใช่เรื่องปกติ
แต่สภาชุดนี้กลับทำให้เห็นอยู่บ่อยครั้งจนกลายเป็นความซ้ำซาก และไม่คิดที่จะอุดรูรั่วของเรือเพื่อป้องกันปัญหา ทั้งที่ความจริงสภาล่มคือเรื่องใหญ่
เพราะนั่นหมายถึงงานราชการต่างๆ ที่รอให้สภาผ่านหยุดชะงักลง ทำให้ประเทศสูญเสียโอกาส เพียงเพราะ ส.ส.ฝั่งรัฐบาลไม่ตระหนักถึงหน้าที่ของ ส.ส.
ประกอบกับตายใจว่าเป็นเสียงข้างมากและพ้นจากภาวะเสียงปริ่มน้ำไปแล้ว จึงเข้าร่วมประชุมสภาน้อย
ขณะเดียวกัน ส.ส.ฝ่ายค้านมัวแต่จ้องจะเล่นเกมการเมือง เมื่อเห็นว่า ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลอยู่น้อย จะขอนับองค์ประชุมทันทีและพร้อมใจไม่แสดงตนเป็นองค์ประชุม
ฉะนั้น การที่สภาอับปางบ่อยกว่าเรือล่ม จึงเป็นการสะท้อนว่า ส.ส.ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ยึดถือประโยชน์ประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง
ขณะที่สื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาลประชุมร่วมกันและตั้งฉายา สะท้อนภาพการทำงานของรัฐบาล ซึ่งฉายารัฐบาล คือ “ยื้อยุทธ์”
สื่อถึงภาพของรัฐบาลที่ยื้อแย่งกันเองทั้งในส่วนของอำนาจและตำแหน่ง โดยไม่สนใจประชาชนและการเดินหน้าประเทศ
ถูกมองว่าเป็นเรื่องผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม และมองการดำรงอยู่ของ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผู้นำรัฐบาล จะเป็นประโยชน์มากกว่า
จึงต้องทำทุกอย่างเพื่อยื้อให้ พล.อ.ประยุทธ์อยู่ต่อไป ไม่ว่าจะมีการชุมนุมขับไล่ไสส่งอย่างไร ใครไม่อยู่ แต่ พล.อ.ประยุทธ์อยู่
ส่วนฉายา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม คือ “ชำรุดยุทธ์โทรม”
สื่อถึงการบริหารราชการแผ่นดินตลอดทั้งปีที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ถือได้ว่าเป็นผู้ที่รับบทหนักที่สุดแห่งปี
ถูกมองว่าล้มเหลว ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาโควิด-19 การกระตุ้นเศรษฐกิจ การบริหารราชการ
หรือแม้แต่เรื่องทางการเมือง ถูกโจมตีรอบด้าน แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะยังอยู่ในตำแหน่งได้ แต่ก็ทรุดโทรม เสื่อมสภาพ ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายหรือจิตใจ
จริงอยู่เสียงสะท้อนของสื่อผ่านฉายาทั้ง “รัฐสภา” และ “รัฐบาล” ด้วยถ้อยคำ และความหมาย อาจจะไม่ถูกใจผู้ที่ถูกกล่าวถึง
แต่ถ้ามองให้เปรียบเป็นเหมือนกระจกส่องการทำหน้าที่ของแต่ละฝ่าย ถ้ายอมรับว่าตัวเองมีภาพเหมือนกับฉายาที่สื่อสะท้อนออกมานั้น
แล้วปรับปรุงการทำหน้าที่ของแต่ละคน แต่ละฝ่ายให้ดียิ่งขึ้น ย่อมจะเป็นประโยชน์ทั้งกับตัวเองและประเทศชาติ
เพราะท่านๆ ทั้งหลายล้วนเกี่ยวข้องกับการดูแลทุกข์ สุข ของประชาชน ผ่านบทหน้าที่ที่แต่ละคนได้รับ
แต่ถ้าส่องกระจกแล้วยังเต็มไปด้วยอคติครอบงำ และคิดว่าทำทุกอย่างได้ดีแล้ว คงต้องให้ประชาชนตัดสินกันอีกครั้งผ่านการเลือกตั้ง
ว่าจะให้ใครไปต่อ หรือใครควรจะพอแค่นี้
จตุรงค์ ปทุมานนท์

