รุมจวกไม่ใช่หน้าที่สภา ปมให้‘บิ๊กตู่’อยู่ยาว ถึงปี 70 ด้าน”หมอชลน่าน” ยันครบกำหนดนั่งเก้าอี้ครบ 8 ปียื่นศาลรธน.ตีความแน่
กรณีสภาผู้แทนราษฎรได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายไปพิจารณาว่าตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 258 วรรคสี่ ที่การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมีวาระไม่เกิน 8 ปี จะเริ่มนับเวลาตั้งแต่เมื่อใด โดยมีความเห็นว่าระยะเวลา 8 ปี ให้นับตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2562 ซึ่งเป็นวันที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับโปรดเกล้าเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่กำหนดเงื่อนไขดังกล่าวไว้ ทั้งนี้ ได้อ้างหลักกฎหมายไม่มีผลย้อนหลังในทางจำกัดสิทธิบุคคล และหากรัฐธรรมนูญต้องการให้นับระยะเวลาก่อนหน้านั้นรวมเข้าด้วยก็ควรกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญโดยชัดแจ้ง ผลจากการตีความดังกล่าวมีผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ สามารถอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้จนถึงปี 2570 นั้น
เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม นายชำนาญ จันทร์เรือง กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า ให้สัมภาษณ์ว่า การออกมาระบุเรื่องดังกล่าว เป็นหน้าที่อะไรของฝ่ายกฎหมาย สภาที่เป็นเหมือนกองนิติกร ในกระทรวง ทบวง กรม เท่านั้น ซึ่งในข่าวระบุว่า สภามอบให้ฝ่ายกฎหมายไปศึกษารายละเอียดการนับการดำรงตำแหน่งพล.อ.ประยุทธ์ หากจะทำแบบนั้น ต้องมีมติจากสภาเสียก่อน สภาเป็นฝ่ายนิติบัญญัติจะไปยุ่งอะไรกับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารและไม่ได้เป็น ส.ส. นี่เป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญที่จะเป็นผู้ตีความ
ขณะที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ทุกคนสนใจว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนของรัฐบาลหรือไม่ ทางพรรคร่วมฝ่ายค้านเราแถลงไปหลายครั้ง และยังยืนยันในความมุ่งมั่นของเราที่จะใช้เงื่อนไข และคุณสมบัติข้อนี้ว่าคนที่มาดำรงตำแหน่งนายกฯ จะดำรงตำแหน่งเกินกว่า 8 ปีไม่ได้ เรามั่นใจว่าการตีความตัวบทกฎหมายนี้มีความตรงไปตรงมา ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อถึงกำหนดเวลา หากนายกฯยังดำรงตำแหน่งนายกฯอยู่ เราจะทำการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติข้อนี้ให้เป็นที่ยุติ
เมื่อถามว่า หากมีการยื่นตีความจะยื่นผ่านประธานสภาหรือช่องทางใด นพ.ชลน่าน กล่าวว่า เรื่องวิธีการที่จะยื่นไม่น่าจะเป็นประเด็น เพราะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 1 ใน 10 สามารถเข้าชื่อกันเพื่อยื่นตรวจสอบคุณสมบัติของนายกฯ รัฐมนตรี และ ส.ส.ได้ แล้วประธานสภาทำหน้าที่ส่งเรื่องนี้ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ โดยที่ประธานสภาไม่มีอำนาจวินิจฉัยหรือตรวจสอบสาระในการยื่น

