การออกมาโวยของพรรคประชาธิปัตย์กรณีมี 100 ทหารเข้าไปพันพัวอยู่กับกระบวนการ”หาเสียง”เลือกตั้งซ่อม ชุมพร เขต 1 สะท้อน นัยยะอันลึกซึ้งอย่างยิ่งในทางการเมือง
หากดูจากความสัมพันธ์ของ “ผู้สมัคร”จากพรรคประชาธิปัตย์ ประสานกับการดำรงอยู่ของพรรคประชาธิปัตย์ ณ ปัจจุบัน
ยิ่งฉายชัดถึง”ความเป็นจริง”ของการเมืองไทยหลังรัฐประหาร
อย่าลืมเป็นอันขาดว่าผู้สมัครในนามพรรคประชาธิปัตย์มาจาก เครือข่ายของตระกูล”จุลใส ซึ่งไม่เพียงแต่ยึดครองพื้นที่ของชุมพรมา อย่างต่อเนื่องและยาวนาน
หากแต่ในห้วงก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ยังเข้าสู่กระบวนการ”สมคบคิด”กับกลุ่มทหารที่กุมอำนาจทางการเมือง อยู่ในปัจจุบันอย่างเด่นชัดและเป็นจริง
เมื่อการปูดเรื่องนี้มาจากคนที่เคยอยู่ในเครือข่าย”รัฐประหาร”
และมาจากพรรคประชาธิปัตย์อันเป็นส่วนสำคัญของรัฐบาล น้ำหนักและความน่าเชื่อถือจึงสูงเป็นอย่างยิ่ง
สายตาจึงพุ่งไปยังรัฐบาล ไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ถึงอย่างไรการตัดสินใจของพรรคประชาธิปัตย์ในการขานชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีในเดือนมิถุนายน 2562 คือ รูปธรรมแห่งการสยบยอมในทางการเมือง
เพราะการสยบยอมเช่นนี้มิใช่หรือก่อให้เกิดความขัดแย้งกลาย เป็นปัญหาเรื้อรังอยู่ภายในพรรคประชาธิปัตย์
เพราะการสยบยอมในลักษณะ “ต่างตอบแทน” ทางการเมืองนี้มิใช่หรือทำให้ นายชวน หลีกภัย ได้เป็นประธานรัฐสภา ทำให้ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ได้เป็นรองนายกรัฐมนตรี
คำถามก็คือการสยบยอมของพรรคประชาธิปัตย์เช่นนี้สมควรหรือที่จะได้รับการตอบแทนจาก 100 ทหารที่ส่งเข้าไปกดดัน
เพียงเพื่อจะเปิด “ชัยชนะ” ให้กับพรรคการเมืองบางพรรค
มีความไม่พอใจบังเกิดขึ้นอย่างแน่นอนจากพรรคประชาธิปัตย์ เป็น ความไม่พอใจอันเป้ามิได้อยู่ที่พรรคพลังประชารัฐอันมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรคเท่านั้น
หากแต่มีคำถามไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วย
คำถามนี้ไม่เพียงแต่จะเน้นอย่างหนักแน่นถึงการดำรงอยู่ของ ชายชาติทหารในระบบเกียรติศักดิ์
ที่สำคัญก็คือ มารยาทและความจริงใจในการร่วมรัฐบาล

