‘บัญญัติ’ ชี้ ‘รัฐบาลตู่’ อยู่ข้ามปี’65 ลำบาก สารพัดปัญหารุมเร้า ชี้สิงหาคมระอุแน่ ปมนายกฯ 8 ปี

2.01.22 | 21:01 น.

‘บัญญัติ’ ฟันธงรัฐบาล ‘บิ๊กตู่’ อยู่ข้ามปี’65 ลำบาก คาดการเมืองร้อนแรงสุด เจอสารพัดปัญหารุมเร้า เชื่อเกิดเลือกตั้งสกปรกย้อนรอยปี 2500 แนะ กกต.ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง พร้อมเสนอยุบหลักสูตร พตส. เหตุไร้ประโยชน์ ชี้สิงหาคมระอุแน่ ปมนายกฯ 8 ปี

เมื่อวันที่ 2 มกราคม นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.บัญชีรายชื่อและประธานสภาที่ปรึกษา พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองในปี 2565 ว่า จะเป็นปีของการเลือกตั้ง เพราะเริ่มต้นเดือน ม.ค.ก็มีการเลือกตั้งซ่อมถึง 3 ที่ ทั้ง จ.ชุมพร จ.สงขลา และ กทม.เขตหลักสี่ นอกจากนี้ ยังมีการเลือกตั้งท้องถิ่น เช่น การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) รวมถึงเมืองพัทยา ซึ่งคาดหมายว่าต้องเลือกในปี 65 รัฐบาลได้ขานรับแล้วว่าจะเป็นกลางปี แต่ไม่แน่อาจจะเป็นต้นปีก็ได้

นายบัญญัติกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ภายใต้การเมืองที่ร้อนแรงแบบสุดๆ การเลือกตั้งทั่วไปก็อาจจะต้องเลือกตั้งในปี 65 ด้วยเหมือนกัน แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่ได้อยากให้เป็นเช่นนั้น เพราะอย่างน้อยก็คงอยากอยู่เป็นประธานเอเปค หรืออยากจะอยู่ครบเทอม แต่ถ้าพิจารณาภายใต้สถานการณ์การเมืองที่ร้อนสุดๆ ในปี 65 เห็นทีจะข้ามปี 65 ลำบาก

นายบัญญัติกล่าวต่อว่า การเลือกตั้งหากดูกฎเกณฑ์ ตามระบบประชาธิปไตยก็ดูจะเป็นเรื่องธรรมดา แต่ที่จะมีผลทำให้การเมืองร้อนคือช่วงหลังเราปฏิเสธไม่ได้ว่าการเลือกตั้งออกนอกรูปนอกแบบกันมากขึ้น ใช้ทุน และอิทธิฤทธิ์มากขึ้น ที่ชัดที่สุดคือการเลือกนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นายกเทศมนตรี และล่าสุดเลือกนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และสมาชิก อบต.ทั่วประเทศ ทำให้คนโจษขานกันมากว่าใช้เงินใช้ทองกันอย่างโจ๋งครึ่ม มีการวิพากษ์วิจารณ์กันเช่นนี้ ก็น่าประหลาดว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งเป็นเจ้าของเรื่องไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรเลย กลับบอกว่าไม่มีปัญหาอะไร มีร้องเรียนมาบางซึ่งเป็นเรื่องปกติ

“ตรงนี้น่าวิตก เพราะถ้าเราปล่อยให้กระบวนการการเลือกตั้งใช้อิทธิฤทธิ์อิทธิพลกันมาก และบังเอิญชาวบ้านก็ลำบากด้วยจะทำให้กลายเป็นเหยื่ของระบบอุปถัมภ์ การเลือกตั้งในวันข้างหน้าที่จะเกิดขึ้นอาจถูกเรียกขาน หรืออาจกลายเป็นประเด็นที่นำไปสู่การคัดค้านว่าเป็นการเลือกตั้งสกปรกก็เป็นไปได้

“หากเป็นเช่นนั้นก็เหมือนประวัติศาสตร์การเมืองของเราย้อนถอยหลังไปปี 2500 การเลือกตั้งทั่วไปในรัฐบาลสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม มีการเดินขบวนของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนทำให้เกิดการยึดอำนาจ ฉะนั้น วันนี้สิ่งที่จำเป็นจะต้องเรียกร้องคือ กกต.ต้องหันกลับมาดูความเป็นจริงในบ้านเมือง และทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเข้มแข็ง” นายบัญญัติกล่าว

Advertisement

นายบัญญัติกล่าวต่อว่า โครงการที่เคยพูดจากันไว้ เช่น โครงการให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชนทั่วไปเพื่อสร้างพลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตย หรือโครงการสร้างจิตสำนึกให้ตระหนักรู้พิษภัยของการซื้อสิทธิขายเสียง กกต.ควรหันกลับมาทำอย่างจริงจังเสียที การอบรมหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) ควรยกเลิกได้แล้ว เพราะไม่ได้ก่อให้เกิดคุณประโยชน์อะไรมากไปกว่านำคนที่ได้เปรียบทางสังคมมาเจอกัน จึงอยากแนะนำ กกต.ให้ไปจับมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏที่มีอยู่ทั่วประเทศ ลงไปให้ความรู้ความเข้าใจกับคนในชนบทว่านี่คือวิถีทางประชาธิปไตยที่ถูกต้องและน่าทำเป็นที่สุด มิฉะนั้นแล้วโอกาสที่การเมืองจะถอยหลังไปสู่ปี 2500 ก็เกิดขึ้นได้ นี่คือความร้อนแรงที่น่ากังวลของปี 65

นายบัญญัติกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ การเมืองจะร้อนจากรัฐบาลด้วย โดยเฉพาะนายกฯ ซึ่งในสมัยเปิดประชุมสภาใหม่ ปี 65 คาดหมายได้ว่าการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยพรรคฝ่ายค้านจะต้องเริ่มขึ้น ความจริงการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็จะเป็นเพียงเรื่องธรรมดาๆ เพียงแต่เริ่มขึ้นในเวลาที่บ้านเมืองมีปัญหาค่อนข้างมาก ทั้งปัญหาโควิด-19 เศรษฐกิจ คนตกงาน ผู้ประกอบการ ขนาดเล็ก ขนาดย่อย มีปัญหามากมาย การท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ในการนำรายได้เข้าประเทศก็หายจนหมด

“ปัญหาเหล่านี้รัฐบาลจัดการได้เรียบร้อยมากน้อยเพียงใด หากรัฐบาลจัดการได้ไม่ดีเท่าที่ควร ประกอบกับการอยู่นานของนายกฯ ซึ่งต้องยอมรับว่าอยู่มานานมากแล้ว ถ้าเป็นนายกฯที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ 2 เทอมเข้าให้แล้ว ในทางการเมืองย่อมเข้าใจกันดีว่าผู้มีอำนาจบริหารบ้านเมืองที่อยู่นาน เป็นปัจจัยหนึ่งที่ยั่วยุให้เกิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างรุนแรงได้แน่นอน” นายบัญญัติกล่าว

นายบัญญัติกล่าวว่า สำหรับกระบวนการทางสภานอกเหนือจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะร้อนแรงมากแล้ว คิดว่าจะมีกระบวนการเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่นับเป็นความล้าหลังของรัฐธรรมนูญอยู่เป็นระยะๆ อาจจะมี ส.ส.เสนอเข้าชื่อกันเอง หรือการเข้าชื่อของประชาชนทั่วไป ซึ่งก็ทำกันอยู่แล้ว ก็น่าจะกระทำกันมากขึ้น รวมทั้งปัญหาของ ส.ว.ที่ถูกกล่าวหาว่าเกินอำนาจที่พึงมีของระบอบประชาธิปไตย ประเด็นเหล่านี้จะถูกหยิบยกขึ้นมาท้าทายความคิดของสมาชิกรัฐสภาอีกครั้ง

“ประเด็นที่ใหญ่ที่ร้อนมากที่สุด อาจจะก่อให้เกิดความร้อนแรงทั้งในสภาและบนท้องถนน รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญงานจะเข้าด้วย คือการดำรงตำแหน่ง 8 ปี ของนายกรัฐมนตรีจะสิ้นสุดลงตรงไหน ที่เป็นเช่นนี้เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไปเขียนบัญญัติไว้ว่า นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกิน 8 ปีไม่ได้ จะเป็นการดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ก็ได้

“นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติในบทเฉพาะกาลรับรองเอาไว้ว่าให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้เป็น ครม.ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งประเด็นนี้เคยมีนักวิชาการตีความไว้ด้วยว่า อย่างนี้ต้องนับตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา เข้ารับตำแหน่งเมื่อปี 2557 ว่าไม่ได้เป็นตามรัฐธรรมนูญนี้แต่เมื่อมีบทบัญญัติบอกว่าให้ถือเป็นการดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญนี้ อย่างนี้ก็น่าจะครบกำหนด 8 ปีในเดือนสิงหาคม ปี 2565

“เพราะฉะนั้นเมื่อใกล้เดือนสิงหาคม ปี 2565 ผมมั่นใจว่าคงจะมีคนหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาถามหาความถูกต้องอีกครั้ง ตรงนี้จึงบอกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะงานเข้า เพราะหนีไม่พ้นที่จะต้องวินิจฉัยว่าตกลงนับหนึ่งเมื่อไหร่” นายบัญญัติกล่าว

นายบัญญัติกล่าวต่อว่า ดังนั้น การที่คิดว่าจะอยู่ให้ครบเทอมครบวาระ ก็ไม่แน่ว่าจะพ้นปี 2565 ได้หรือไม่ ยิ่งประเด็นความขัดแย้งในแต่ละที่ การช่วงชิงความได้เปรียบเสียเปรียบในระหว่างกันเองที่มักจะปรากฏให้เห็นอยู่บ่อยๆ ก็จะเพิ่มความร้อนแรงได้เช่นกัน ถ้ารัฐบาลไม่สามารถลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโควิด-19 ให้ได้ด้วย ซึ่งที่ผ่านมาก็ถือว่าดีพอสมควรจากความเข้มแข็งของบุคลากรสาธารณสุข แต่เมื่อมีเชื้อโอมิครอนเข้ามา ถ้าเอาไม่อยู่ ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่มีอยู่แล้วก็จะแรงเข้าไปอีก คนตกงานมากกว่าเดิม คนลำบากมากขึ้น เหล่านี้จะมีส่วนเติมความเร่าร้อนให้การเมืองได้ทั้งหมด