อาลัย ชาร์ลส์ คายส์ นักมานุษยวิทยาชาวสหรัฐฯ ผู้มีคุณูปการต่อวงวิชาการไทยศึกษา เสียชีวิตแล้ว
เมื่อวันที่ 4 มกราคม มีรายงานว่า รศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โพสต์ข้อความเปิดเผยว่า ชาร์ลส์ เอฟ. คายส์ นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน ได้เสียชีวิตแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับชาร์ลส์ เอฟ. คายส์ อายุ 84 ปี ศาสตราจารย์ด้านมานุษยวิทยาผู้มีคุณูปการอย่างมากต่อการศึกษาสังคมวัฒนธรรมไทยและอีสานศึกษา จบการศึกษาระดับปริญญาเอกจาก มหาวิทยาลัยคอร์เนล ดำรงตำแหน่งเป็น ศาสตราจารย์ด้านการศึกษาระหว่างประเทศ ประจำมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา
ชาร์ลส์ เอฟ. คายส์ ลงพื้นที่วิจัยภาคสนามส่วนใหญ่ ในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2505 เพื่อศึกษาด้าน วัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ การพัฒนา ความสัมพันธ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ ศาสนา และความทันสมัย การเมืองในอดีต รวมถึงยังเคยลงภาคสนามในประเทศลาวในปี 1989 เพื่อศึกษาเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์สัมพันธ์และการเมืองวัฒนธรรมความสัมพันธ์ไทย-ลาว ในเวียดนามปี 1996 เกี่ยวกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม
มีหนังสือสำคัญที่วางรากฐานข้อถกเถียงในการศึกษาสังคมวัฒนธรรมไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่าง Thailand: Buddhist Kingdom as Modern Nation-State. ปี 1987 Finding Their Voice: Northeastern Villagers and the Thai State ในปี 2014 และ The Golden Peninsula: Culture and Adaptation in Mainland Southeast Asia ในปี 1977) เป็นต้น
ชาร์ลส์ เอฟ. คายส์ เคยได้รับทุนฟูลไบรท์ มาเป็นอาจารย์แลกเปลี่ยนที่ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ลงพื้นที่ในไทยจนได้ชื่อว่า มิตรสนิทของชาวไทย ซึ่งนอกจากจะทำการศึกษาวิจัยเรื่องราวต่างๆ ของชนชาวไทยแล้ว ยังได้บันทึกภาพประวัติศาสตร์ในอดีตของประเทศไทยไว้มากมาย มีอิทธิพลทางความคิดและการศึกษา นักวิชาการด้านสังคมศาสตร์ ไทยศึกษา นักมนุษยวิทยา นักสังคมวิทยา ในรุ่นต่อมา
วสันต์ ปัญญาแก้ว (อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) เคยเขียนถึง ชาร์ลส์ เอฟ คายส์ ในงานเขียนเรื่อง ชาร์ลส์ เอฟ คายส์กับทิศทางใหม่ในไทศึกษา (Charles F. Keyes and the New Direction in Tai Studies) ตีพิมพ์ในวารสารสังคมศาสตร์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 / 2550 ระบุว่า
ความคิดของศาสตาจารย์ ชาร์ลส์ เอฟ. คายส์ (Professor Charles F. Keyes) ที่ปรากฏในงานเขียนเกี่ยวกับการศึกษา การเปลี่ยนแปลงของสังคมชาวนาในหมู่บ้านชนบทภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ ภาคอีสาน เชื่อมโยงกับสังคมระดับชาติโดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความ มั่นคงเป็นปึกแผ่นของชาติไทยในทางการเมืองการปกครองและการพัฒนาสังคมไทย โดยรวมไปสู่ความทันสมัยในรอบ 4 ทศวรรษที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 งานเขียนของอาจารย์คายส์สะท้อนความสนใจหลักของอาจารย์ใน 3 ประเด็น ใหญ่ๆ คือ ชาติพันธ์ุ ศาสนา และความทันสมัย โดยเน้นศึกษาในแนวทาง มานุษยวิทยาการตีความที่ได้รับอิทธิพลจากสำ นักคิดเวเบอร์เรี่ยนค่อนข้างมาก ผสมผสานกับการวิเคราะห์ชุมชนชาวนาในระดับจุลภาคเชื่อมโยงกับพัฒนาการทาง ประวัติศาสตร์และการเมืองในระดับชาติซึ่งเป็นแนวทางการศึกษาที่ริเริ่มโดยสำนักคอร์แนลในช่วงทศวรรษที่ 1950 งานเขียนในระยะต้นๆ ในช่วง 2 ทศวรรษแรกเกี่ยวกับสังคมชาวนาในภาค อีสานและรัฐไทย อาจารย์คายส์ได้เสนอภาพแนวโน้มของปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับ กลุ่มชาติพันธ์ุที่รัฐไทยอาจต้องเผชิญในช่วงของการพัฒนาสังคมไทยไปสู่ความ ทันสมัย
อาจารย์คายส์เสนอให้พิจารณาปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคอีสานจาก ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองระหว่างรัฐไทยกับประชาชนใน ภูมิภาคอีสานตลอดช่วงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ความขัดแย้งนี้ยังมีส่วนช่วยสร้างอัตลักษณ์ทางเลือกที่หลากหลายของคนอีสาน บางครั้ง พวกเขาเลือกที่จะแสดงตัวกับชุมชนและภูมิภาคในท้องถิ่น บางครั้งก็แสดงอัตลักษณ์ เชื่อมโยงกับชาวลาวในประเทศลาว และบางครั้งก็แสดงตัวตนผูกพันกับวิถีความ เป็นไทยที่มีฐานมาจากวัฒนธรรมไทยภาคกลาง การแสดงออกในเรื่องความเป็น ภูมิภาคนิยมของชาวอีสานไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะแบ่งแยกดินแดนทางการเมือง การปกครองให้เป็นของกลุ่มตนเอง แต่ต้องการให้รัฐไทยเกิดการตระหนักรู้ ความ เข้าใจ และให้การยอมรับสถานภาพความแตกต่างทางวัฒนธรรมของพวกเขาในการ ดำรงอยู่ร่วมกันภายใต้รัฐไทย อาจารย์คายส์ยังให้ข้อคิดในเรื่องพุทธศาสนาว่ามีิทธิพลต่อความคิดและวิถีปฏิบัติของผู้คนในสังคมไทยอย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะ ในสังคมชาวนาในภาคอีสานมีลักษณะความเป็นชุมชนศีลธรรม งานเขียนในระยะหลังของอาจารย์คายส์ได้สะท้อนภาพผลการเปลี่ยนแปลง สังคมชาวนาไปสู่ความทันสมัยในรอบ 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากการผนึก ผสานสังคมเศรษฐกิจชาวนาเข้ากับระบบเศรษฐกิจโลก การศึกษาแห่งชาติ การ ปฏิวัติทางเทคโนโลยี และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ชาวนาได้เรียนรู้แนวคิด และมีประสบการณ์เกี่ยวกับความทันสมัยจากชีวิตประจำ วันของพวกเขา
นอกจาก นี้ การพัฒนายังก่อให้เกิดปรากฏการณ์ทางสังคมในภาคอีสานที่โดดเด่น 2 เรื่อง คือ ผู้ประท้วง และแรงงานอพยพ อย่างไรก็ตาม อาจารย์คายส์เห็นว่า ความเป็นชุมชน ท้องถิ่นในภูมิภาคอีสานจะยังคงดำ รงอยู่ ไม่ถูกกลืนหายไปในกระแสของการพัฒนา ภูมิภาคและชาติไทยไปสู่ความทันสมัย ผู้เขียนเห็นว่า งานเขียนจำ นวนมหาศาลของอาจารย์คายส์เกี่ยวกับการศึกษา สังคมชาวนาในภาคอีสานเชื่อมโยงกับรัฐไทยเป็นงานบุกเบิกทางวิชาการที่มี คุณูปการอย่างยิ่งยวดในการทำ ความเข้าใจและอธิบายให้เห็นโดยละเอียดถึงการ ดำ รงอยู่และการเปลี่ยนแปลงของชุมชนชาวนาในบริบทของพัฒนาการทางประวัติ- ศาสตร์และการเมืองชาติไทย งานศึกษาของอาจารย์คายส์ได้ช่วยวางรากฐานให้ แก่การศึกษาทางมานุษยวิทยาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสังคมและวัฒนธรรมไทยใน ระยะเวลาต่อมา แม้ว่าอาจารย์คายส์จะให้ความสำ คัญอย่างมากในประเด็นเรื่องความเป็นไป ได้ที่จะเกิดขัดแย้งระหว่างชาวนาอีสานกับรัฐไทย ผู้เขียนพบว่างานเขียนเหล่า นี้ยังขาดมิติที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งภายในสังคมอีสาน เช่น ความขัดแย้งเชิง โครงสร้างสังคมภายในชุมชนชาวนาด้วยกันเองและระหว่างชาวนากับกลุ่มทางสังค มอื่นๆ ในท้องถิ่นภูมิภาคอีสานที่สามารถพิจารณาผ่านระบบความสัมพันธ์แบบ ชนชั้น ระบบอุปถัมภ์ พรรคพวก การแย่งชิงอำ นาจการนำ ของคนในท้องถิ่นที่เชื่อม โยงกับเศรษฐกิจและการเมืองในระดับชาติ
เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2553 ชาร์ลส์ เอฟ. คายส์ บรรยายสาธารณะที่ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่อง “From Peasants to Cosmopolitan Villagers: the transformation of ‘rural’ northeastern Thailand”
(“จากชาวนาสู่คนงานโลก: ชีวิตทันสมัยของชาวชนบทอีสาน”) ชี้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงใน “ชนบท” และโดยเฉพาะ “คนชนบท” ในอีสาน ว่าไม่ได้เป็นเพียงตาสีตาสาอยู่แต่กับนาไร่ แต่เป็นผู้ที่ท่องไปในโลกกว้าง รับรู้ และมีประสบการณ์ต่างๆ แต่กลับไม่เป็นที่รับรู้และเข้าใจของคนชั้นกลางในเมืองส่วนใหญ่ เป็นเหตุสำคัญประการหนึ่งของวิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา
จากรายงานข่าวของมติชนออนไลน์เมื่อปี 2553 ในการบรรยายพิเศษครั้งนี้ ศาสตราจารย์คายส์ กล่าวว่า เมื่อปี 1960 ตนได้ลงพื้นที่ศึกษาภาคสนามในพื้นที่ที่บ้านหนองตื่น จังหวัดมหาสารคาม แต่เมื่อผ่านไปเกือบ 5 ศตวรรษ์มาถึงปี 2010 เราจะมองชาวอีสานในแบบเดิมๆ ที่เป็นชาวบ้านชาวนาไม่ได้แล้ว เพราะสังคมมีความเปลี่ยนแปลงไป สังคมมีพลวัตและคนก็มีพลวัต การที่มองสังคมอย่างเดิมๆ โดยไม่คำนึงถึงความเปลี่ยนแปลงอาจนำไปสู่ปัญหาที่ตามมาได้ เราควรต้องศึกษาถึงความเปลี่ยนแปลงเพื่อที่จะตอบโจทย์ ในการที่สังคมไทยจะก้าวไปข้างหน้าได้
ศาสตราจารย์คายส์ กล่าวว่า เมื่อปี 1960 บ้านหนองตื่น ก็ยังมีสภาพเหมือนหมู่บ้านอีสานในจินตนาการของคนกรุงทั่วๆ ไป ชาวบ้านยังทำการเกษตรเป็นหลัก เป็นสังคมที่อาศัยเครือญาติพี่น้อง แต่การเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้น เมื่อรัฐได้เข้าไปในหมู่บ้าน ประกอบกับภาคเศรษฐกิจที่เป็นทุนนิยม บทบาทสำคัญของรัฐคือการตั้งระบบโรงเรียนแห่งชาติ เป็นครั้งแรกที่ทำให้คนอีสานต้องหันมาใช้ภาษาไทยแบบกรุงเทพมหานครเป็นภาษากลาง วัฒนธรรมจากภาคกลางก็จะลงไปสู่หมู่บ้านตามไปด้วย ขณะที่ด้านเศรษฐกิจจากเดิมที่ผลิตข้าวเป็นหลัก ก็หันมาผลิตพืชเกษตรชนิดอื่นๆ ด้วย จนถึงปี 1990 ก็หันกลับมาทำนาอย่างเดียวเช่นเดิม แต่ที่แตกต่างคือเป็นการทำนาเพื่อ Social Security คือเป็นการทำนาเพื่อเอาไว้กิน ไม่ใช่เพื่อทำไว้ขาย
“ส่วนรายได้หลักของชาวบ้านหนองตื่นก็เปลี่ยนเป็นรายได้ที่มาจากนอกภาคการเกษตร หมายความว่าคนที่อยู่ในวัยทำงานทั้งหญิงและชายได้ออกไปนอกหมู่บ้านและใช้ชีวิตอยู่ในโลกกว้าง ดังนั้น โลกของคนอีสานจึงไม่ได้ประกอบจากวัฒนธรรมชุมชนอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ประกอบด้วยวัฒนธรรมที่พวกเขาได้เคลื่อนย้ายพาตัวเองไปสู่วิถีใหม่ๆ หลายคนเดินทางไปทำงานต่างประเทศ โดยส่วนใหญ่จะทำงานอยู่ในภาคอุตสาหกรรมและภาคอุตสาหกรรมบริการ” ศาสตราจารย์คายส์ ระบุ
ศาสตราจารย์คายส์ กล่าวว่า เมื่อ 2 วันก่อนได้ถามชาวบ้านหนองตื่นว่า จะให้ลูกหลานทำนาไหม ชาวบ้านบอกว่าไม่ให้ทำนาแล้ว เพราะอยากให้ไปเรียนหนังสืออย่างเดียว เนื่องจากไม่อยากให้ลูกเป็นชาวนา พยายามผลักดันให้ลูกกลายเป็นคนชั้นกลาง ขณะที่คนที่ทำนาตอนนี้จึงมีแต่คนสูงอายุ ส่วนคนวัยทำงานก็ไปทำงานนอกหมู่บ้าน ดังนั้น คำถามที่ว่าต่อไปนี้ใครจะทำนา จึงเป็นคำถามใหญ่ที่น่าจะถูกยกขึ้นมาถกเถียงต่อไปในช่วงอีก 5 ปีที่ข้างหน้า
“เด็กในหมู่บ้านจึงรู้จักทั้งการใช้ e-mail และการใช้เว็บไซต์ facebook จะเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของหมู่บ้านได้ไปไกลแล้ว การรับรู้อยู่ในโลกกว้าง ชาวบ้านจึงอยู่ในระดับของ cosmopolitan villagers หรือคนงานโลก” ศาสตราจารย์คายส์ กล่าว
ศาสตราจารย์คายส์ กล่าวด้วยว่า แม้ว่าหลายอย่างในหมู่บ้านหนองตื่นจะเปลี่ยนแปลงไป แต่สิ่งสำคัญที่สามารถคงให้หมู่บ้านยังเป็นหมู่บ้านได้ ก็ยังมีอยู่ ความรู้สึกผูกพันกันเป็นชุมชนก็ยังมีอยู่ผ่านความเป็นพี่เป็นน้องกัน ความเป็นพี่เป็นน้องก็ยังเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนเสื้อแดงเดินทางมารวมตัวกันที่กรุงเทพฯ นอกจากนี้ ยังมีความมีส่วนร่วมในเชิงศีลธรรมผ่านทางวัด เช่น การกลับไปทอดกฐินหรือทอดผ้าป่าอีกด้วย

