คอลัมน์หน้า 3 : สงคราม ตัวแทน ‘มวลมหา’ ประชาชน สงคราม ‘กปปส.’
สถานการณ์เลือกตั้ง “ซ่อม” ไม่ว่าจะเป็นที่เขต 1 ชุมพร ไม่ว่าจะเป็นที่เขต 6 สงขลา ไม่ว่าจะเป็นที่เขต 9 จตุจักร หลักสี่
ก่อให้เกิดการแยกและ “แตกตัว” ทางการเมือง
เห็นได้จากการปรับทัพภายในพรรคไทยภักดีดึง พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช มาเป็นหัวหน้าพรรคและการตั้ง นายทินกร ปลอดภัย เป็นผู้อำนวยการเลือกตั้ง
ชื่อ นายทินกร ปลอดภัย ย่อมโยงไปยัง นายถาวร เสนเนียม
เป็น นายถาวร เสนเนียม ที่ประกาศตัวเป็นกลางท่ามกลางการต่อสู้ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคพลังประชารัฐ ในเขต 6 สงขลา
เป็น นายถาวร เสนเนียม ที่เคยเป็น “แกน” แห่ง กปปส.
ยิ่งมองลึกลงไปภายในการต่อสู้เพื่อเอาชนะในการเลือกตั้งซ่อมที่เขต 1 ชุมพร ยิ่งคึกคักด้วยการส่งกำลังทหารกว่า 100 คนลงไป
นำไปสู่ข้อเรียกร้อง ให้คืนความเป็นธรรมแก่ “ลูกหมี”
ไม่ว่ามองผ่านไปยังภายในพรรคพลังประชารัฐ ไม่ว่ามองผ่านไปยังภายในพรรคไทยภักดี ไม่ว่ามองผ่านเข้าไปภายในพรรคกล้า
ล้วนมี “ประชาธิปัตย์” สอดแทรกอยู่
เป็นการสอดแทรกในลักษณะที่ไม่เพียงเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ หากแต่ยังเป็นพรรคประชาธิปัตย์ในบทของ “กปปส.”
อย่าถามว่า นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม มาจากไหน
อย่าถามว่า นายถาวร เสนเนียม มีบทบาทอยู่ในมวลมหาประชาชนเคียงบ่าเคียงไหล่อยู่กับ “ลูกหมี” ลึกซึ้ง
แนบแน่นเพียงใด
อย่าถามบทบาทของ นายกรณ์ จาติกวณิช
เพราะเมื่อถามบทบาทของ นายกรณ์ จาติกวณิช ก็จะสัมผัสได้ในการห้อยนกหวีดลงไปบนท้องถนนเหมือน นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี
รวมถึงสายสัมพันธ์ของ นายสกลธี ภัททิยกุล
ถึงแม้ว่าในการเลือกตั้งซ่อม เขต 1 ชุมพร เขต 6 สงขลา ตลอดจนเขต 9 จตุจักร หลักสี่ จะมีคนของพรรคก้าวไกลเสนอตัวเข้ามา
แต่ด้านหลักยังเป็นเรื่องของ “กปปส.”
เป็นเรื่องของ กปปส.ในเขต 1 ชุมพร ที่ต้องการทำสงครามสั่งสอนให้กับคนของตระกูล “จุลใส” เพื่อเรียกร้องคำมั่นสัญญา
จึงต้องมี นายศิริศักดิ์ อ่อนละมัย ร่วมอยู่ใน “ฉาก”
เป็นเรื่องของ กปปส.ในเขต 9 จตุจักร หลักสี่ ที่พรรคไทยภักดีและพรรคกล้าต้องการให้คนของตนเข้าไปอยู่ในตำแหน่งผู้ชนะ
ความหมายคือโค่นฐานกำแพง นายสิระ เจนจาคะ
ตั้งแต่สงขลา มาชุมพร ยันจตุจักร หลักสี่ จึงกลายเป็นการปะทะระหว่างคนของพรรคประชาธิปัตย์กับคนของพรรคพลังประชารัฐ
เป็นการสู้รบขนาด “ย่อย” ก่อนการสู้รบขนาด “ใหญ่”
ถึงแม้จะมีคำประกาศการอยู่จนครบเทอมหลังเดือนมีนาคม 2566 อย่างหนักแน่นและจริงจังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
แต่ก็มีน้อยคนที่จะเชื่อ
ยิ่งโหมดแห่ง “การเลือกตั้ง” ดาหน้าเข้ามาระลอกแล้วระลอกเล่าเพียงใด ความร้อนแรงของสถานการณ์ยิ่งฉายชัด
ฉายชัดว่าไม่น่าจะเกินปี 2565 แน่นอน

