พิจารณ์ ค้านเต็มที่ ทอ.ซื้อเครื่องบินรบ F-35 ชี้ รัฐบาลประยุทธ์กำลังเจอปัญหาจัดเก็บรายได้สาหัส ในสถานการณ์เช่นนี้ งบประมาณควรนำมาใช้ฟื้นฟูประเทศจากวิกฤตมากกว่า
เมื่อวันที่ 5 มกราคม นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เขียนข้อความทางเฟซบุ๊ก แสดงความเห็น คัดค้านแนวคิดการซื้อเครื่องบิน F-35 ของกองทัพอากาศ เพราะรัฐบาลกำลังประสบปัญหาทางการคลัง นโยบายสำคัญหลายอย่างใช้เงินอย่างตึงมือ จนต้องขยับเพดานกู้เงิน รัฐบาลยังประสบปัญหาการจัดเก็บรายได้อย่างสาหัส ในสถานการณ์เช่นนี้ งบประมาณควรนำมาใช้ฟื้นฟูประเทศจากวิกฤตมากกว่า
ต่อให้ซื้อราคาถูก ก็เหมือนแพง
จากประเด็นร้อนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาจากกองทัพอากาศ เรื่องการจัดหาเครื่องบิน F-35 ผมก็อดไม่ได้ที่จะต้องตั้งคำถามกลับไปยังกองทัพอากาศว่าได้คิดเรื่องนี้อย่างรอบคอบแล้วหรือไม่
เรื่องแรก คือการจัดหาเครื่องบิน F-35 ครั้งนี้เป็นโครงการเดียวกันกับโครงการจัดหาเครื่องบินทดแทน F-16 จำนวน 1 ฝูงบิน (12 ลำ) หรือไม่
ข้อดีอย่างหนึ่งของกองทัพอากาศคือมีสมุดปกขาวที่แสดงแผนการจัดซื้อในระยะยาว ซึ่งตามรายงานฉบับที่ว่าที่วางแผนมาตั้งแต่ปี 2562 กองทัพอากาศมีแผนจะจัดหาเครื่องบินทดแทน F-16 ทั้งหมด 12 ลำ และดูจะเป็นโครงการจัดซื้อเครื่องบินที่อยู่ในแผนเพียงโครงการเดียว โดยวางแผนจะผูกพันงบประมาณเป็น 2 ระยะ เริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2566 เป็นต้นไป จึงเกิดความสับสนว่าการจัดซื้อ F-35 จะเป็นการซื้อ “เพิ่มเติม” หรือซื้อ “ทดแทน” กันแน่ เพราะทั้ง 2 โครงการต้องใช้งบประมาณหลายหมื่นล้าน และเป็นภาระผูกพันในระยะยาวแทบทั้งสิ้น ผู้บัญชาการทหารอากาศป้ายแดงจึงควรตอบคำถามกับสังคมว่าเราจำเป็นต้องจัดซื้อทั้ง 2 โครงการหรือไม่ ถ้าไม่ได้พิจารณาให้ถี่ถ้วนแล้วหรือยังในการปรับแก้แผน
เรื่องที่สอง ด้วยสถานะทางการคลังของประเทศในเวลานี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต้องทบทวนแผนการจัดหายุทโธปกรณ์ทุกชนิด รัฐบาลกำลังประสบปัญหาในการจัดเก็บรายได้อย่างสาหัส เพราะตอนนี้แค่เงินเยียวยาเกษตรกรโครงการประกันรายได้ที่หยิบยืม ธกส. มานั้นก็ยังตึงมือ จนต้องเพิ่มเพดานหนี้ จาก 30% เป็น 35% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี สถานการณ์มีแนวโน้มว่าจะยังไม่ดีขึ้นจนส่งผลกระทบกับปีงบประมาณหน้า (2566) ซึ่งก็จะมีวงเงิน3.185 ล้านล้านบาท ที่น้อยกว่าปีงบ 2564 เสียอีก
เรื่องที่สาม เหตุผลที่อ้างว่าต้องจัดหาเครื่องบิน F35 ในปีงบประมาณ 2566 เพราะช่วงนี้ราคาถูกควรรีบตัดสินใจซื้อ ไม่ต่างจากความเห็นของเด็กๆ ที่อยากได้ของเล่นแล้วหาข้ออ้างให้ซื้อ ถ้าหากงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดไม่ถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่ของประเทศ ต่อให้ซื้อมาถูกก็เหมือนแพง แล้วยิ่งเป็นเรื่องตลกร้ายหากจะเอาแต่เรื่องราคาถูกมาอ้างว่าต้องรีบซื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากอ้างว่าต้องซื้อเครื่อง F-35 เพราะถูกกว่าเครื่อง Gripen … ของแบบนี้ดูแค่ราคาเห็นจะไม่ได้ การจัดซื้ออาวุธที่ราคาสูงขนาดนี้ สิ่งที่ต้องพิจารณานอกเหนือจากราคาคือ ผลประโยชน์อื่นๆ เช่น การถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) การสร้างฐานการผลิตในประเทศจากการร่วมทุน การใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) หรือ การอนุญาตให้กองทัพอากาศสามารถพัฒนาระบบต่างๆ ได้เองในอนาคต เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องอยู่ในกระบวนการพิจารณาจัดซื้อ เพื่อให้ประเทศได้รับประโยชน์มากกว่าแค่เครื่องบินที่อีก 40 – 50 ปี ต้องปลดระวาง และกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศผู้ผลิต แต่เราจำเป็นต้องมีเงื่อนไขเพื่อเพิ่มส่วนของการลงทุนในประเทศและได้เทคโนโลยีที่จะไปต่อยอดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย
เรื่องที่สี่ โครงการนี้มีแนวโน้มจะเข้าสู่การพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 และมีความเป็นไปได้อย่างมากว่าจะเป็นภาระผูกพันงบประมาณ ในแต่ละปี ประมาณ 4,000 – 8,000 ล้านบาท ตั้งแต่ 2566 ถึง 2571 หากเซ็นสัญญากันจริงๆ ก็จะเป็นการเบียดบังงบประมาณก้อนเดียวกันที่จะสามารถนำไปสร้างประโยชน์ให้กับการฟื้นฟูประเทศได้มากกว่า
ผมจึงยืนยันอีกครั้งว่าจะพยายามยับยั้งโครงการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ ในปีงบประมาณ 2566 ที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในกลางปีนี้ให้ถึงที่สุด

