หน้าแรก การเมือง รองเลขาฯ กป.อ...

รองเลขาฯ กป.อพช. ต้านร่างพ.ร.บ.คุมเอ็นจีโอ หวั่นรัฐก้าวก่าย มุ่งคุมปชช.

6.01.22 | 10:44 น.

รองเลขาฯ กป.อพช. ต้านร่างพ.ร.บ.คุมเอ็นจีโอ หวั่นรัฐก้าวก่าย มุ่งคุมปชช. ลดความเข้มแข็งภาคสังคม

กรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแนวทางการยกร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การดำเนินกิจกรรมขององค์กรไม่แสวงหากำไร พ.ศ. … และมอบให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ไปรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบของร่างกฎหมายนั้น

เมื่อวันที่ 6 มกราคม นายณัฐวุฒิ อุปปะ รองเลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน กล่าวถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อองค์กรไม่แสวงหากำไร (เอ็นจีโอ) และองค์กรภาคประชาสังคมในแง่ของกระบวนการทำงานที่เพิ่มมากขึ้นและทำงานได้ยากเนื่องจากอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ

ผลที่ตามมาคือ หนึ่ง ที่มาของกฎหมายออกมาในช่วงของรัฐบาลที่ผ่านกฎหมายแบบไม่ฟังเสียงประชาชน ผลกระทบคือบรรทัดฐานของการออกกฎหมายก็ทำให้ไม่มีกระบวนการมีส่วนร่วม ซึ่งบรรยากาศนี้เกิดขึ้นมาโดยตลอดในช่วงของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผลเสียในเรื่องของที่ไปที่มาของกฎหมายแต่ละร่างที่ไม่ฟังเสียงประชาชน

สอง กฎหมายฉบับนี้มุ่งที่จะควบคุมการรวมกลุ่มของภาคประชาชนและภาคประชาสังคม มีเงื่อนไขต่างๆ เข้ามาที่เพิ่มภาระ เช่น เรื่องการตรวจสอบบัญชีหรือการเข้าไปตรวจสอบองค์กรใดๆ รวมถึงระบบคอมพิวเตอร์ ฐานข้อมูลต่างๆ นี่เป็นสิ่งที่จะส่งผลกระทบรวมถึงเงื่อนไขของการรวมกลุ่มภาคประชาชนที่ต้องมีระบบการตรวจสอบบัญชี เรื่องค่าใช้จ่ายเหล่านี้ก็จะเพิ่มขึ้น รวมถึงลักษณะของเนื้อหาต่างๆ เป็นลักษณะของการควบคุมการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน ผมคิดว่าหลักใหญ่ใจความที่กระทบที่สุดคือมุ่งสู่การควบคุมการเคลื่อนไหวภาคประชาชน

Advertisement

ส่วนเรื่องของรายละเอียดเนื้อหาก็มีหลายส่วนเข้าไปตรวจสอบข้อมูลในองค์กรได้ หรือองค์กรต้องทำระบบบัญชี ซึ่งเรื่องแบบนี้จะทำให้องค์กร หรือการรวมตัวของภาคประชาชนอยู่ภายใต้การควบคุมและทำได้ยากขึ้น หลายๆ องค์กรก็จะสลายตัวไปเนื่องจากอยู่ในระบบของการจัดการที่เพิ่มขึ้นและรับภาระแบบนี้ไม่ไหว” นายณัฐวุฒิกล่าว

นอกจากนี้นายณัฐวุฒิ ยังกล่าวถึงท่าทีของเอ็นจีโอและองค์กรภาคประชาสังคมต่อจากนี้ว่าจะมีการเคลื่อนไหวในการปรับแก้และหยุดร่างพ.ร.บ.นี้ และกล่าวว่าร่างกฎหมายนี้จะทำให้ลดความเข้มแข็งของภาคประชาสังคมและเพิ่มการก้าวก่ายของภาครัฐมากยิ่งขึ้น

“ต่อจากนี้แม้ครม.จะผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้แล้วทางภาคประชาสังคมก็จะมีกระบวนการเคลื่อนไหวในการปรับแก้หรือหยุดร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ก่อน และถ้ายังเป็นกระบวนตามกฎหมายนี้คิดว่าเอ็นจีโอ ก็อาจจะยังคงทำงานได้แบบเดิม แต่มีกระบวนการเยอะขึ้น ผลกระทบที่ได้รับมากที่สุดจะเป็นองค์กรภาคประชาสังคมหรือองค์กรภาคประชาชนอื่น ๆ คือเอ็นจีโอมีองค์กรค่อนข้างแข็งแรงและสามารถคัดง้างได้อยู่ตลอดในการทำงาน แต่การรวมกลุ่มขององค์กรภาคประชาสังคมที่เป็นองค์กรที่ไม่ได้มีรูปแบบที่ชัดเจน ถ้ามาเจอกฎหมายแบบนี้จะเกิดผลอยู่สองส่วนคือ หนึ่ง องค์กรใหม่จะเกิดขึ้นได้ยากมาก เพราะการรวมกลุ่มมีขั้นตอนเยอะ สอง องค์กรที่มีระบบการจัดการหรือไม่สามารถเข้าถึงระบบการตรวจสอบบัญชี ทำรายงานบัญชีได้ องค์กรแบบนี้ก็จะสลายตัวลงไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ก็เป็นข้อกังวลอยู่ว่าการออกกฎหมายบังคับแบบนี้จะทำให้ลดความเข้มแข็งของภาคประชาสังคมและเพิ่มการเข้ามาก้าวก่ายองค์กรเอ็นจีโอโดยรัฐมากยิ่งขึ้น” นายณัฐวุฒิกล่าว