•ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานได้ครบ ไม่พึ่งเงินกู้ต่างประเทศ รัฐได้ผลตอบแทน 2 แสนล้านบาท
โครงการร่วมลงทุนรัฐ-เอกชน (PPP) ผลักดันเซ็นสัญญาครบทั้ง 4 โครงการ ได้แก่ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน สนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือมาบตาพุดและแหลมฉบัง มูลค่าลงทุนรวมสูงถึง 654,921 ล้านบาท เป็นการลงทุนจากภาคเอกชน 416,080 ล้านบาท (ร้อยละ 64) และการลงทุนภาครัฐ 238,841 ล้านบาท (ร้อยละ 36) โดยภาคเอกชนจะให้ผลตอบแทนภาครัฐ 440,193 ล้านบาท และรัฐได้ผลตอบแทนสุทธิ 210,352 ล้านบาท
ถือเป็นประวัติศาสตร์ความสำเร็จครั้งสำคัญของประเทศ ที่ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เกิดประโยชน์ต่อประเทศ และประชาชนคนไทยทั้งในปัจจุุบันและอนาคต โดยความสำเร็จนี้ ยังสะท้อนให้เห็นถึงประเทศไทยสามารถก้าวสู่การพึ่งพาตนเอง พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่โดยไม่ต้องพึ่งพิงเงินกู้ต่างประเทศเช่นในอดีต รัฐประหยัดงบประมาณ โดยร่วมมือกับเอกชนไทย ใช้เงินไทย และบริษัทไทยที่แข็งแกร่งเป็นแกนหลักนำพันธมิตรต่างชาติมาร่วมลงทุน สร้างงานให้คนไทย สร้างผลตอบแทนภาครัฐ ทำให้ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การสร้างอนาคตใหม่ร่วมกันทั้งรัฐ เอกชน และประชาชน
•ลงทุน 5 ปีแรกได้ตามเป้าหมาย มั่นใจแผนลงทุนใหม่สร้างเม็ดเงิน 2.2 ล้านล้านบาท
ปี 2564 ผลักดันการลงทุนในพื้นที่ ซึ่งได้อนุมัติการลงทุนแล้ว 1.6 ล้านล้านบาท จากมูลค่าเป้าหมายการลงทุนของอีอีซีในแผนแรก (2561-2565) ที่กำหนดเงินลงทุนไว้ 1.7 ล้านล้านบาท (ร้อยละ 94) พร้อมนี้ กำหนดแผนลงทุนอีอีซีระยะ 2 ในอีก 5 ปีข้างหน้า (2565-2569) เพื่อขับเคลื่อนต่อยอดและเร่งรัดการลงทุนด้วยการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และวิจัยพัฒนา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ การแข่งขันของประเทศ มีวงเงินลงทุนรวม 2.2 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่
1) ต่อยอดโครงสร้างพื้นฐาน 200,000 ล้านบาท จากเมืองการบินภาคตะวันออก การพัฒนาพื้นที่ 30 กม. รอบสนามบิน และพัฒนาพื้นที่รอบสถานีหลักรถไฟความเร็วสูง (TOD)
2) ดึงดูดอุตสาหกรรมเป้าหมาย ปีละ 400,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ (1) การลงทุนในระดับฐานปกติ ปีละ 250,000 ล้านบาท และ (2) การลงทุนส่วนเพิ่มที่เน้นอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (EV) ดิจิทัล การแพทย์สมัยใหม่ การขนส่งโลจิสติกส์ เกษตรสมัยใหม่และอาหาร ภายใต้บริบทเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (BCG) รวมปีละ 150,000 ล้านบาท
3) ยกระดับชุมชนและประชาชน เร่งพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนระดับหมู่บ้าน พัฒนาตลาดสด/e-commerce สร้างรายได้ให้ชุมชนเพิ่ม ยกเครื่องการศึกษา สาธารณสุขพื้นฐาน สิ่งแวดล้อมและสาธารณูปโภคที่สะดวกสบายให้ชุมชน
แผนอีอีซีใน 5 ปีข้างหน้า จะทำให้มูลค่าการลงทุนในอีอีซี เพิ่มขึ้นประมาณ 500,000 ล้านบาท/ปี (จากเดิม 300,000 ล้านบาท/ปี) ถือเป็นกลไกหลักช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเต็มศักยภาพ 4.5-5% ต่อปี และยังช่วยบรรเทาผลกระทบจากโควิด-19 ส่งผลให้ไทยพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ก้าวสู่ประเทศพัฒนาได้ในปี 2572
•ยกระดับแกนนำลงทุนมิติใหม่ รับลงทุนนวัตกรรมขั้นสูงควบคู่ดูแลสิ่งแวดล้อมยั่งยืน
สร้างแนวทางส่งเสริมการลงทุนใหม่ โดยจัดกลุ่มอุตสาหกรรมแกนนำการลงทุนใหม่ แบ่งเป็น 1) อุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์
2) อุตสาหกรรมดิจิทัล 3) อุตสาหกรรมการขนส่งและโลจิสติกส์ และ 4) อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่
การขับเคลื่อนทั้ง 4 อุตสาหกรรม อยู่ภายใต้บริบทของเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มุ่งมั่นที่จะให้พื้นที่อีอีซี เป็นพื้นที่การลงทุนอุตสาหกรรมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่เป็นเทรนด์สำคัญของโลก
พร้อมกันนี้ ผลักดันการลงทุนสำคัญหลายโครงการ เช่น โครงการเปิดสวนน้ำโคลัมเบีย พิคเจอร์ แห่งแรกของโลกในพื้นที่อีอีซี โครงการลงทุนและผลิตแบตเตอรี่เก็บไฟฟ้า ซึ่งได้ร่วมกับผู้ประกอบการรายใหญ่ของโลก EVLOMO จะมีขนาดกำลังผลิตแบตเตอรี่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน โครงการพัฒนา EV city บ้านฉาง ดำเนินการโครงสร้างพื้นฐานสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) ในที่พักอาศัย สถานีบริการ และร้านสะดวกซื้อ ตลอดจนโครงการการผลักดันการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะ (ระยองโมเดล) เมื่อแล้วเสร็จ จะรองรับขยะได้สูงถึง 500 ตัน/วัน และผลิตไฟฟ้าได้ 10 เมกะวัตต์ เป็นต้น
•วางกรอบสิทธิประโยชน์ เน้นความต้องการผู้ประกอบการ จูงใจนักลงทุน ใช้นวัตกรรมเคียงคู่สิ่งแวดล้อม
ดำเนินงานด้านสิทธิประโยชน์ โดยขยายมาตรการสนับสนุนการลงทุนจากโครงการที่เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล สู่การให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกอบการกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ โดยนำร่องที่เขตส่งเสริม เมืองการบินภาคตะวันออก (EECa) ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบ (Sandbox) “การปฏิรูปและยกระดับประเทศไทย ก้าวสู่ 10 อันดับของประเทศที่ประกอบธุรกิจง่ายที่สุด”
พร้อมจัดทำ (ร่าง) ประกาศสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ประกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ที่ครอบคลุม สิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากรและที่มิใช่ภาษีอากร เพื่อสนับสนุนการลงทุนในพื้นที่อีอีซี โดยมุ่งเน้นกลุ่มนักลงทุนที่มีศักยภาพ ใช้นวัตกรรมขั้นสูงและเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม ภายใต้การออกแบบสิทธิประโยชน์ที่ตรงตามความต้องการของผู้ประกอบการ (Demand Driven Customization) เป็นต้นแบบการปฏิรูประบบราชการที่ใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ลดอุปสรรคในการลงทุน และเน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน
•เดินหน้าแผนพัฒนาเกษตร เร่งรัดโครงการ EFC ช่วยเกษตรกรมีเงินเก็บเพิ่ม
อีอีซี ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนาการเกษตรในอีอีซี (พ.ศ.2566-2570) และแผนงานโครงการ แนวคิด เน้นตลาดนำการผลิต ใช้เทคโนโลยีสร้างรายได้ สร้างโอกาสการตลาดให้กับสินค้าเกษตรคุณภาพดี พร้อมเป็นต้นแบบการพัฒนาภาคเกษตรเข้าถึงตลาดสินค้ามูลค่าสูง จาก 5 คลัสเตอร์ ได้แก่ ผลไม้ (ทุเรียน มังคุด มะม่วง) ประมงเพาะเลี้ยง สัตว์น้ำทดแทนนำเข้า พืชอุตสาหกรรมชีวภาพ มันสำปะหลัง พืชสมุนไพร ฟ้าทะลายโจร และเกษตรมูลค่าสูง โคเนื้อพรีเมียม ตั้งเป้าหมายยกระดับรายได้ให้ชุมชนเกษตรกรในพื้นที่อีอีซี เทียบเท่ากลุ่มอุตสาหกรรม-บริการ พร้อมให้
จีดีพีภาคเกษตรในอีอีซีเพิ่มขึ้น
รวมทั้ง เร่งขับเคลื่อน โครงการระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก (EFC) ร่วมทุนกับเอกชน ท้องถิ่น เน้นสร้างรายได้ยั่งยืนให้เกษตรกรด้วยการแบ่งปันผลประโยชน์ที่ได้รับจากผลประกอบการ ด้วยแนวคิด การตลาดนำการผลิต วางระบบการค้าสมัยใหม่ E-commerce และ E-auction พัฒนาระบบห้องเย็น-โลจิสติกส์ทันสมัย อีอีซีจะเร่งสร้างโรงงานห้องเย็นให้ทันช่วงหน้าทุเรียนปี 2565 และจัดระบบสมาชิกชาวสวนผลไม้ที่มีคุณภาพและมาตรฐาน
โครงการ EFC จะสร้างรายได้ 20-30% มูลค่าประมาณ 10,000-15,000 ล้าน/ปี คืนสู่เกษตรกรชาวสวนผลไม้ ระบบห้องเย็นช่วยคงคุณภาพผลผลิต ลดปัญหาขาดแคลนและล้นตลาด ขายได้ราคาเป็นธรรมไม่ถูกกดราคา ส่งออกได้มูลค่าสูง ได้รับเงินจากการขายทันที ให้เกษตรกรไทยมีรายได้ดีมั่นคงอย่างสมดุล
•ยกระดับสาธารณสุข คนไทยเข้าถึงรักษาโรคแม่นยำ หายป่วย สุขภาพดีทั่วหน้า
ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำ (ร่าง) แผนการยกระดับระบบสาธารณสุขในอีอีซี แบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ 1) ยกระดับให้ทัดเทียมกับพื้นที่อื่น 2) ยกระดับให้เหนือกว่า เป็น Sandbox ของประเทศ 3) ยกระดับบริการรองรับเมืองการบิน/สนามบิน และ 4) ด้านสุขภาวะของประชาชน เพื่อกำหนดทิศทาง และบทบาท การบริการสาธารณสุขของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายใต้หลักการข้อมูลชุดเดียวกัน และเครือข่ายเดียวระบบเดียว รวมทั้งปรับแก้กฎระเบียบให้มีความคล่องตัว เพื่อเป็น Sandbox ของประเทศ
ยกระดับโรงพยาบาลปลวกแดง 2 ให้เป็น Sandbox ในการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุข ภายใต้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) เป็นหนึ่งในโครงการ EEC Project List มีกระทรวงสาธารณสุข และ สกพอ. ร่วมกันดำเนินการเพื่อให้ประชาชนที่อยู่อาศัยและทำงานในพื้นที่ ได้รับบริการสาธารณสุขอย่างทันการ สะดวก ปลอดภัยและมีคุณภาพ ลดการเดินทางไปรักษาพยาบาลนอกพื้นที่ รวมทั้งทำให้สถานประกอบการมั่นใจว่าพนักงานได้รับบริการอย่างทันท่วงทีจากโรงพยาบาลที่มีมาตรฐาน
จัดตั้งศูนย์ทดสอบทางการแพทย์จีโนมิกส์ โดย สกพอ.ร่วมกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) พัฒนาศูนย์บริการทดสอบทางการแพทย์จีโนมิกส์ในพื้นที่อีอีซี เพื่อให้บริการถอดรหัสพันธุกรรมจีโนม (Whole Genome Sequencing) จำนวน 50,000 ราย ในระยะเวลา 5 ปี งบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ในวงเงิน 750 ล้านบาท เพื่อให้คนไทยทุกคน ได้รับการวินิจฉัยโรคที่แม่นยำ รักษาได้ตรงอาการ และมีสุขภาพดีทั่วหน้า
•จับมือสถาบันการเงินชั้นนำ เสริมสภาพคล่องทั้งเกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการทุกระดับ
อีอีซี ร่วมลงนามความร่วมมือกับสถาบันการเงินชั้นนำ 7 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน เอ็กซิมแบงก์ บสย. ธนาคารกรุงไทย ธ.ก.ส. เอสเอ็มอีแบงก์ และทิพยประกันภัย ออกโปรแกรมทางการเงินบรรเทาผลกระทบจากโควิด-19 พัฒนานวัตกรรมใหม่ด้านการเงิน ช่วยเหลือผู้ประกอบการทุกระดับ ทั้งสินเชื่อให้พ่อค้าแม่ค้า หาบเร่แผงลอยสื่อเชื่อพิเศษให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในแต่ละกลุ่ม สินเชื่อยกระดับเกษตรกรไปสู่การทำธุรกิจการเกษตรให้กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี กลุ่มเกษตรกรและชุมชน ส่วนใหญ่ เป็นเงินกู้ประเภทดอกเบี้ยต่ำ และระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุด ครอบคลุมทุกกลุ่มอาชีพ เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคง
•ต่อยอดใช้ประโยชน์ 5G ครบมิติ สร้างชุมชนต้นแบบ ส่งเสริมโรงงานอัจฉริยะ พัฒนาทักษะบุคลากร
การผลักดันใช้ประโยชน์เทคโนโลยี 5G ถือเป็นความสำเร็จที่ทำให้พื้นที่อีอีซีเป็นที่ดึงดูดนักลงทุนทั่วโลก และไทยถือเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ขับเคลื่อนการใช้ 5G
การใช้ประโยชน์จาก 5G และการลงทุนพัฒนาระบบ 5G ในพื้นที่อีอีซี มีแนวทางที่สำคัญ ได้แก่ ด้านสัญญาณ ได้ติดตั้ง ท่อ เสา สาย และสัญญาณ รวม 100% แล้ว การใช้ประโยชน์จากสัญญาณ 5G เช่น เพิ่มผู้ใช้ 5G ในภาคการผลิต ผลักดันภาคธุรกิจ โรงงานในอีอีซี 10,000 แห่ง โรงแรม 300 แห่ง หน่วยราชการ สถานศึกษาโรงพยาบาล กลุ่มเอสเอ็มอีให้มาใช้ 5G พร้อมเริ่มนำร่องนำ 5G สร้างประโยชน์ชุมชน โดยผลักดันให้บ้างฉาง ก้าวสู่ต้นแบบชุมชนอนาคต (Smart city)
รวมทั้งนำ 5G มาใช้ประโยชน์ในแผนพัฒนาภาคเกษตร เกิดระบบเกษตรอัจฉริยะ และสนับสนุนการใช้ดิจิทัลเพื่อดูแลสุขภาพชุมชน รวมถึงการสร้างธุรกิจใหม่จาก 5G ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ในการพัฒนาหุ่นยนต์ และระบบออโตเมชั่น ส่งเสริมการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษด้านดิจิทัลและการใช้ข้อมูล และส่งเสริมสตาร์ทอัพ ทำแอพพลิเคชั่นด้านหุ่นยนต์และออโตเมชั่น
นอกจากนี้ ยังผลักดันร่วมกับภาคเอกชนชั้นนำ และสนับสนุนให้ทุกบริษัทที่จะมาลงทุนด้านดิจิทัล ให้เข้ามาร่วมลงทุนการพัฒนาทักษะบุคลากร โดยมีความร่วมมือกับหัวเว่ย อาเซียน อะคาเดมี พัฒนาทักษะบุคลากรด้านดิจิทัล ด้วยเทคโนโลยี 5G ผ่านการจัดสัมมนา อบรมบุคลากรร่วมกัน ถือเป็นก้าวแรกเพื่อขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งเป้าหมายพัฒนาทักษะบุคลากรด้านดิจิทัลให้ได้ 30,000 คนภายในเวลา 3 ปี รวมทั้งจัดทำข้อตกลงความร่วมมือที่สำคัญๆ เช่น ความร่วมมือมิตซูบิชิ อิเล็คทริค ผลักดัน EEC Automation Park เน้นการนำเทคโนโลยีไปปรับใช้ เป้าหมาย 8,000 โรงงานในอีอีซี รวมกับผู้นำนวัตกรรมระดับโลก CISCO-MAVENIR-5GCT-Planet Com ดำเนินการปรับทักษะ New-Up-Re skill บุคลากรดิจิทัล 40,000 คน ภายใน 3 ปี เป็นต้น
•พลิกโฉม NEO PATTAYA ยกเครื่องตลาดลานโพธิ์ สร้างรายได้ท่องเที่ยวสู่ชุมชน
อีอีซี ร่วมกับเมืองพัทยา ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาพื้นที่ตลาดลานโพธิ์นาเกลือเป็นโครงการนำร่อง ตามแนวทาง NEO PATTAYA ผ่านความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และท้องถิ่น เพื่อพัฒนาเป็นต้นแบบการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยรักษาความเป็นเมืองเก่าของนาเกลือ ควบคู่กับการเป็นตลาดอาหารทะเลชั้นนำ โดยออกแบบให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ และยังคงอัตลักษณ์ชุมชน พร้อมทั้งจัดทำรูปแบบการลงทุนร่วมกับภาคเอกชน วงเงินร่วมทุนไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท
พร้อมทั้งเตรียมปรับปรุงภูมิทัศน์รอบพื้นที่ตลาดลานโพธิ์นาเกลือ เช่น ปรับปรุงสวนสาธารณะ ก่อสร้างเส้นทางเดินชมธรรมชาติ ปรับปรุงจุดชมทัศนียภาพ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้กับชุมชน ฟื้นฟูเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชน ผลักดันสู่การเป็นต้นแบบการพัฒนาเชิงพื้นที่แบบบูรณาการระหว่างรัฐ เอกชน และท้องถิ่น
•สร้างต้นแบบ EEC model เยาวชนคนรุ่นใหม่ ได้งานดี รายได้สูง
อีอีซี ให้ความสำคัญการพัฒนาทักษะบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ตามแนวทาง EEC model ต้นแบบการศึกษายุคใหม่ ผลิตคนตรงตามความต้องการ เป้าหมาย คือ ให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ มีงานทำ รายได้ดี ที่ผ่านมาได้ผลิตบุคลากรร่วมกับภาคเอกชนด้วยกลไกที่ผู้ประกอบการภาคเอกชนมีส่วนร่วมออกแบบหลักสูตร และร่วมจ่าย เพื่อให้มั่นใจว่าได้คนตรงตามความต้องการจริง ซึ่งมีทั้งรูปแบบเอกชนจ่าย 100% จบมามีงานทำทันที ตั้งเป้าการพัฒนาบุคลากร ผลิตคนให้ได้ 120,000 คน ภายในปี 2566
สำหรับการขับเคลื่อนแผนการพัฒนาบุคลากรในระยะต่อไป เตรียมจัดอบรม (EEC Type B) อาทิ โครงการฝึกอบรมระยะสั้น 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เน้นพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานได้จริง โครงการฝึกอบรมระยะสั้นภาคยานยนต์ เพื่อรักษาการจ้างงานพร้อมกับพัฒนาทักษะใหม่ และโครงการฝึกอบรมระยะสั้น ภาคท่องเที่ยว ยกระดับบุคลากรท่องเที่ยวกับการปรับตัวเข้ากับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวใหม่ (EEC Local Wisdom Tourism)
เบื้องต้นกำหนดเป้าหมายการฝึกอบรมพัฒนาทักษะบุคลากรรวม 25,450 คน แบ่งเป็นการฝึกอบรมบุคลากรตามแผน 13,130 คน และการฝึกอบรมเพิ่มเติมเพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 จำนวน 12,320 คน และในปี 2565 วางเป้าหมายจะพัฒนาทักษะบุคลากรได้รวม 36,700 คน

