หน้าแรก การเมือง วงเสวนาสื่อชี...

วงเสวนาสื่อชี้ สื่อมวลชนปัจจุบันไม่ได้เรียนรู้อะไรจาก’6 ตุลา’

7.10.16 | 16:40 น.

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่หอประชุมศรีบูรพา ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คณะกรรมการ 40 ปี 6 ตุลา ร่วมกับกลุ่มมีเดีย อินไซด์ เอาท์ จัดเสวนา “สื่อมวลชนกับความรุนแรงทางการเมือง” วิทยากรโดย นางยุวดี ธัญญสิริ นักข่าวอาวุโสหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ประจำทำเนียบรัฐบาล, น.ส.รุ่งมณี เมฆโสภณ อดีตนักข่าวสายการเมืองและสายทหารจากผู้จัดการ, นางนิธินันท์ ยอแสงรัตน์ สื่อมวลชนอาวุโสและที่ปรึกษามติชนทีวี, นายจักร์กฤษ เพิ่มพูล อดีตประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และนายอธึกกิต แสวงสุข คอลัมนิสต์นามปากกา “ใบตองแห้ง”

นางยุวดีกล่าวว่า เดี๋ยวนี้ผู้ใหญ่ชอบพูดว่าสื่อไม่ระมัดระวัง แต่สื่อในโซเชียลเน็ตเวิร์กไม่ใช่สื่อหนังสือพิมพ์ ไม่ได้กลั่นกรอง คุณก็ไปดูสื่อหนังสือพิมพ์สิ ตอนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา เราไม่ใช่นักข่าวสายม็อบแต่รู้สึกหดหู่ใจ หลังเหตุการณ์นักศึกษาเข้าป่า ถามผู้ใหญ่ ท่านก็บอกว่าจะขอนิรโทษ ไม่อย่างนั้นชาติจะขาดกำลังคน

“ประเทศไทยองค์กรสำคัญคือทหาร เราให้ความนับถือในฐานะการดูแลความปลอดภัยของประเทศ เราเป็นสื่อทำหน้าที่ตรงไปตรงมา ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง ยืนอยู่บนผลประโยชน์ของประเทศชาติ เดี๋ยวนี้มีสื่อยุให้รำตำให้รั่วตั้งแต่มีไซเบอร์เข้ามา ฉบับใดเอาสื่อมาเป็นผลประโยชน์ของตัวเอง คุณไม่ต้องไปอ่านหรอก ไร้สาระ สื่ออยู่ได้ด้วยโฆษณาจริงอยู่ แต่ต้องมีลิมิต

“เวลามียึดอำนาจเขาจะขอความร่วมมือในการตรวจข่าว ภาพแขวนคอและการแสดงที่ลานโพธิ์ บางกอกโพสต์เองก็โดนเข้าไปตรวจว่าแต่งภาพหรือไม่ แต่ช่างภาพเอพีที่ถ่ายภาพได้รางวัล แต่ก่อนคนให้ความเชื่อถือกองทัพมาก เพราะเป็นหลักให้ความคุ้มครอง ประชาชนเองฟังอะไรต้องดูถึงเนื้อแท้ ช่วงบ้านเมืองสับสนฝ่ายการเมืองเองก็ใช้เด็กเป็นเครื่องมือ เราเป็นคนทำข่าวก็ต้องดูว่าอะไรเป็นอะไร” นางยุวดีกล่าว

น.ส.รุ่งมณีกล่าวว่า ช่วง 6 ตุลา ตนเองเรียนอยู่ที่ ม.สงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มีการประเมินร่วมกันระหว่างภาคใต้กับส่วนกลาง ตอนนั้นไม่มีใครคาดคิดถึงความรุนแรงเช่นที่เกิดขึ้น ตนเองฝึกสอนอยู่ทางภาคใต้ ต้องหลบหนี ฉีกและเผาหนังสือในห้องสมุดการเมืองที่ริเริ่มไว้ หลบไปเกาะลันตา แม้อยู่ไกลปืนเที่ยงแแต่ก็ได้รับผลกระทบ หลังเหตุการณ์หนังสือพิมพ์การเมืองเกิดไม่ได้ แต่เราก็ต้องเล่นในบริบทที่เล่นได้ เป็นศาสตร์และศิลป์ ทำเรื่องเกี่ยวพันการเมืองที่แหลมคมมากไม่ได้ ขณะนั้นมีแนวคิดเรื่องการปรองดอง ทำให้บริบทเปิดกว้าง เล่นบทบาทสื่อมวลชนทางด้านการเมืองได้มากขึ้น

Advertisement

“เฮทสปีชมีการพูดถึงมากหลังปี 2549 แต่เกิดอย่างชัดเจนในสมัย 6 ตุลา บทบาทที่โดดเด่นเป็นของยานเกราะ เป็นเครือข่ายผลิตซ้ำสร้างภาพนักศึกษาให้เป็นคนญวน ความรู้สึกคนที่รับสารจากยานเกราะไม่ได้มองว่านักศึกษาเป็นคนไทย มองว่าไม่ใช่มนุษย์ ภาพความรุนแรงที่ออกมาจึงเกินกว่าจะรับได้ สิ่งที่เกิดขึ้นใน 6 ตุลา ไม่ได้เกิดขึ้นแบบไม่มีการเตรียมการ มีการปูพื้นมา ประกอบกับเงื่อนไขต่างประเทศ การโฆษณาชวนเชื่อเรื่องลัทธิคอมมิวนิสต์ ควรมีการศึกษาเรื่องนี้อย่างเป็นระบบในทุกเหตุการณ์ที่มีความรุนแรง โดยไม่เลือกว่าฝ่ายไหนถูกกระทำ คนทำข่าวต้องยึดความจริงเป็นสรณะ อย่าเอาความเกลียดชังมาเป็นตัวตั้งการทำงาน” น.ส.รุ่งมณีกล่าว

14485055_10154427651454892_6997754667659102907_n

นางนิธินันท์กล่าวว่า ตนเป็นนักศึกษาที่ไปร้องเพลงให้กำลังใจมวลชน เมื่อเกิดเหตุช่างไฟฟ้าที่นครปฐมถูกแขวนคอเกิดความสะเทือนใจ มาทำละครกันที่ธรรมศาสตร์ วิทยุยานเกราะเริ่มปลุกระดม วันที่ 6 ตุลา เตรียมรอขึ้นเวที แต่มีระเบิดเสียก่อน ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะมาเป็นสื่อ เกิด 6 ตุลา ไม่มีเงินเรียนต่อ เป็นนักจิตวิทยาพักหนึ่ง เนชั่นเปิดรับ จึงทำงานด้วยความรู้สึกว่าสื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมได้ จนย้ายไปมาระหว่างเนชั่นและมติชน

“หลัง 6 ตุลา ผ่านไปหนึ่งปีมีการเปิดสื่อ เราได้ไปตามนายกฯ มีการจิกกัดแต่ไม่ถึงกับปาเปลือกกล้วยหรือปาโพเดี้ยม ตอนนั้นในเมืองหนังสือที่ฮิตคือกำลังภายใน เพราะว่าด้วยการล้างแค้นฝ่ายดีกับฝ่ายเลว

“ปัจจุบันภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเดิมแล้ว การหาสปอนเซอร์การทำงานเป็นความเข้าใจว่าคุณซื้อพื้นที่เพื่อลงโฆษณาไม่เกี่ยวกับเนื้อหา ไม่ได้แปลว่าเรารับเงินใครมาเขียนเชียร์ แต่เราต้องรู้ว่าเราทำธุรกิจสื่อ ไม่ใช่คนดีวิเศษที่ทำสื่อเพื่อประเทศชาติและประชาชน คนทำสื่อหลายคนหลงตัวเองกับคำใหญ่โตผูกขาดว่าตัวเองเป็นคนดี ประตูข่าวสารไม่ได้มีแค่พวกเราที่ทำอาชีพสื่อ ประชาชนก็เป็นสื่อได้ แต่ไม่ใช่วิชาชีพสื่อสารมวลชน

“กับดักหนึ่งของสื่อสมัยเก่าคือการพูดว่าทำเพื่อประชาชน ฉันเป็นคนดี ทั้งที่ประชาชนก็มีหลายกลุ่ม เพราะการเมืองเป็นเรื่องการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ สื่อจะน่าเชื่อถือหรือไม่อยู่ที่ระบุตัวตนได้หรือเปล่า ไม่ใช่อย่างการไปอ้าง New Atlas ส่วนการใช้เฟซบุ๊ก ดิฉันพูดในนามของตนเอง การเป็นกลางคือการมองความเป็นจริง คุณมีสิทธิพูดว่าชอบหรือไม่ชอบอะไรแต่ไม่ใช่การบิดเบือน ประเทศไทยล้าหลังที่ไม่มีการพูดนโยบายทางการเมือง จึงไม่เคยแบ่งข้างได้ชัดว่าเป็นเสรีนิยมหรือเผด็จการ เพราะ 6 ตุลา ไม่เคยได้รับการศึกษาว่าคืออะไร เราจึงยังพูดเฮทสปีชกัน” นางนิธินันท์กล่าว

นายอธึกกิตกล่าวว่า ตนไม่รู้เรื่อง 14 ตุลา มาดูเฉยๆ จากนั้นสอบติดธรรมศาสตร์ เพื่อนชวนมาทำกิจกรรม จากนั้นจึงเข้าร่วมขบวนการนักศึกษา วันที่ 6 ตุลา ตนอยู่ปี 3 ขนของมานอนในธรรมศาสตร์ คืนนั้นบางส่วนถอนกำลังกลับบ้านไป ข้างหน้าจะมีการ์ดสายบู๊ หลังเหตุการณ์ผมติดคุก พ่อ-แม่มาประกันตัวออกไป จนได้มาเป็นสื่อภายหลัง

“ถ้าเรามองสื่อยุค 6 ตุลา ยังต่างจากปัจจุบันเยอะ ไม่ใช่รัฐบาลที่รบกับเราโดยตรง เพราะรัฐบาลคึกฤทธิ์-เสนีย์ไม่ใช่คนส่งกำลังเข้ามาทำร้ายโดยตรง รัฐบาลพยายามรักษาอำนาจของตัวเองกับฝั่งขวา ทั้งกองทัพตำรวจและกองกำลังจัดตั้ง เราจะเห็นการเปิดสื่อระดมโจมตีนักศึกษาเป็นการสร้างกระบวนการให้ร้าย ผสมกับการใช้มือปืน กำลังอันธพาล ผลักให้นักศึกษาต้องใช้อาวุธ ท้ายที่สุดจึงไปสู่ 6 ตุลา

“วันนี้ผมเป็นสื่อเลือกข้างไม่ว่าจะจงใจหรือไม่ เมื่อผมเชิญคนมาสัมภาษณ์ ผมอาจมีจุดยืน แต่ผมมีความเป็นมืออาชีพผมไม่ได้ไปตัดต่อปิดกั้นเขา เราใช้ความมีเหตุผลและใช้ถ้อยคำที่เคารพความเป็นมนุษย์ ปัญหาที่เกิดขึ้นในวงการสื่อ เพราะสื่อเดิมเป็นตัวแทนชนชั้นกลาง ปรากฏการณ์ใหม่ในยุคใหม่เมื่อเจอประชาธิปไตยทุนนิยม เกิดสื่อใหม่ๆ มาก รวมถึงเฟซบุ๊ก สื่อเกิดความขัดแย้ง การพูดเรื่องเฮทสปีชและความเป็นมืออาชีพอาจไม่พอ เราต้องพูดกันด้วยเหตุผล ผมไม่แคร์เรื่องเลือกข้างแล้ว พูดลำบากในการแยกแยะ เพราะผมพูดในฐานะนักวิจารณ์ หรือช่อง 11 ที่มีหน้าที่ทำงานให้รัฐบาล” นายอธึกกิตกล่าว

14572850_10154427651424892_1614732262389469548_n

นายจักร์กฤษกล่าวว่า ขณะนั้นตนเรียนที่รามคำแหง เป็นนักข่าวหลัง 6 ตุลา 3 ปี ผมฟังยานเกราะตลอด ติดตาม นสพ.ดาวสยาม ช่วงแรกอาชีพนักข่าวมีแนวคิดตรงข้ามกับนักศึกษา 6 ตุลา เป็นการเริ่มต้นยุคเผด็จการ ยุคลิดรอนเสรีภาพ สิบปีแรกในการทำหนังสือพิมพ์กลับโดนปิดหนังสือพิมพ์เอง ผมไปกระทรวงมหาดไทยเจรจาขอคืนหัวหนังสือพิมพ์ จนได้คืนแล้วมีโอกาสเคลื่อนไหวยกเลิก ปร.42

“สิ่งที่ผมเชื่อและชื่นชมยานเกราะและดาวสยาม ณ วันนี้ เห็นความโหดร้าย สื่อกลายเป็นคู่ขัดแย้งปลุกระดมสร้างเฮทสปีช เหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นเหตุการณ์แรกที่อธิบายเรื่องเฮทสปีชได้ชัดเจนที่สุด การพูดซ้ำจนคนเชื่อว่านักศึกษาเป็นคนเลว เสรีภาพคือหัวใจของสื่อมวลชน

“หลัง 6 ตุลามาสิบปี ข่าวการเมืองลดบทบาทลง มีแต่การรายงานข่าวที่ไม่กระทบผู้มีอำนาจ สื่อปัจจุบันแทบไม่ได้เรียนรู้อะไรจาก 6 ตุลาเลย คนน้อยมากที่มีประสบการณ์ต่อเนื่อง คนที่เข้ามาเป็นคนรุ่นใหม่ เลวร้ายกว่านั้น 6 ตุลา เรารู้ว่ามีพาดหัวหนังสือพิมพ์แบบเฮทสปีช แต่วันนี้คนทำสื่อกลายมาเป็นคู่ขัดแย้งทางสังคมเอง อคติส่วนตัวและความเกลียดชังมีอยู่ในทุกคน แต่วันนี้เราไม่สามารถแยกบทบาทสาธารณะกับบทบาทส่วนตัวได้ สื่อต้องตระหนักว่าตัวเองอยู่ในจุดไหน เราเหลือสื่อที่ให้สติกับสังคมน้อยมาก เราเคยคิดว่าสื่อจะเป็นสถาบันสุดท้ายที่พึ่งพิงได้ แต่วันนี้แทบไม่เหลือเลย” นายจักร์กฤษกล่าว

ต่อมาเวลา 16.00 น. ฉายภาพยนตร์เรื่อง “Democracy After Death” เวลา 17.30 น. สรุปบทเรียนอุดมการณ์ “อะไรหนอคือสังคมในอุดมคติของคนรุ่นใหม่?” จากนั้นเวลา 19.00 น. การแสดงจากสหายเขตงาน วงจู่โจม เขตงานตะนาวศรี, สหายช่องช้าง เขตงานสุราษฎร์ธานี และวงลูกทุ่งตะวันแดง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้สนใจเข้าร่วมฟังเสวนาเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีผู้สนใจเลือกซื้อหนังสือที่มาออกร้านบริเวณหน้าหอประชุม