“โอฬาร”ทีมนโยบายพท. แจงจำนำข้าวไม่ส่งผลให้ค้างสต๊อก ช่วยชาวนาดีกว่าประกันราคา ศาลนัด 21 ต.ค.

7.10.16 | 16:53 น.

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 7 ตุลาคม ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถนนแจ้งวัฒนะ นายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวน พร้อมองค์คณะรวม 9 คน ได้ไต่สวนพยานจำเลยนัดที่ 4 คดีโครงการรับจำนำข้าว หมายเลขดำ อม.22/2558 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และความผิดตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท


โดยทนายความจำเลยได้นำนายวุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์ อดีตรองอัยการสูงสุด ซึ่งเคยเป็นหัวหน้าคณะทำงานร่วมอัยการ-ป.ป.ช.พิจารณา สำนวนจำนำข้าว ขึ้นเบิกความเป็นพยานปากแรกวันนี้ว่า ช่วงที่พยานดำรงตำแหน่งอธิบดีอัยการภาค 5 ที่จังหวัดเชียงใหม่ พยานไม่เคยพูดคุยกับ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ พี่สาวของจำเลย หรือนักการเมืองพรรคเพื่อไทย แต่ยอมรับว่าเคยเข้าอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาลัยตลาดทุน ( วตท.) รุ่น 12 ร่วมกับจำเลยจริง และช่วงระหว่างที่จำเลยเป็นนากยกรัฐมนตรี ตนได้รับเชิญเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการหลายคณะ แต่ไม่ได้เป็นการแต่งตั้งโดยรัฐบาล รวมทั้งยังได้รับการแต่งตั้งเป็นบอร์ดการประปานครหลวงและบอร์ดธนาคารออมสิน โดยระหว่างที่ดำรงตำแหน่งประธานบอร์ดออมสินได้มีส่วนร่วมอนุมติการปล่อยกู้ให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ เพื่อใช้แก้ปัญหาการขาดสภาพคล่อง แต่ไม่ทราบว่าธนาคารเพื่อการเกษตรฯ จะนำไปใช้ในโครงการจำนำข้าว

นายวุฒิพงศ์กล่าวว่า ส่วนการประชุมร่วมระหว่างคณะทำงานอัยการสูงสุดและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในการพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ของสำนวนคดีนี้ ในครั้งที่ 3 ผู้แทนทั้งสองฝ่ายมีความเห็นไม่ตรงกันในรายละเอียด ทางผู้แทนคณะกรรมการ ปปช. จึงได้รวบรวมความเห็นที่แตกต่างใน 5 ประเด็น ทางอัยการได้นำความเห็นเสนอต่ออัยการสูงสุด ซึ่งตนทราบภายหลังจากมีการเสนอความเห็นแล้วว่า อัยการสูงสุดได้เพิ่มข้อไม่สมบูรณ์รวมเป็น 6 ประเด็น ขณะที่ในการประชุมครั้งที่ 1, 4 และ 5 ตนไม่ได้เข้าร่วมเนื่องจากติดภารกิจ โดยเฉพาะการประชุมครั้งที่ 5 ตนไม่ได้รับแจ้งให้เข้าร่วมประชุม แต่มาทราบผลในวันถัดมาว่า ที่ประชุมครั้งที่ 5 มีมติรับทราบผลการประชุมครั้งที่ 4 ที่ให้ นายสุรศักดิ์ ตรีรัตตระกูล อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน เป็นหลักในการไต่สวนพยานในการแจ้งข้อไม่สมบูรณ์ 6 ข้อ และให้รวบรวมหลักฐานทั้งหมดส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณาสั่งคดี โดยไม่ทราบว่าในการประชุมครั้งนี้มีข้อกล่าวหาในความผิดฐานสมยอมให้มีการทุจริตหรือไม่ ตนจึงได้นัดประชุมคณะทำงานอัยการเพื่อสอบถามมติที่ประชุมร่วมในการประชุมครั้งที่ 5 แต่ปรากฏว่าได้มีการแถลงข่าวอัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งฟ้องสำนวนดังกล่าว จึงทำให้การประชุมยกเลิกไป ซึ่งหลังจากนั้นตนก็หมดหน้าที่ในคดี เพราะไม่มีรายชื่อร่วมร่างฟ้องในคดีนี้

ต่อมาทนายจำเลยได้เบิกตัว นายโอฬาร ไชยประวัติ อดีตประธานผู้แทนการค้าไทย เป็นพยานเบิกความสรุปว่า ตนเป็น 1 ในคณะกรรมการร่างนโยบายเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย และเป็นผู้ร่วมคิดทำนโยบายรับจำนำข้าว โดยเปรียบเทียบปรับปรุงนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรในรัฐบาลก่อนๆ ซึ่งวัตถุประสงค์ของโครงการรับจำนำข้าว เพื่อให้ชาวนามีรายได้สุทธิสูงขึ้น ตรงข้ามกับนโยบายประกันรายได้ที่ทำให้ชาวนามีเงินลดลง แต่ผลประโยชน์ตกที่พ่อค้าข้าวรายใหญ่ ซึ่งเงินที่ใช้ในโครงการทั้งหมดเป็นเงินกู้ แต่ได้วางแผนความเสี่ยงเรื่องเงินกู้และดอกเบี้ยไว้แล้ว เพื่อใช้ในการกำหนดราคาจำนำข้าวรายละ 1.5 -2 หมื่นบาท โดยระหว่างดำเนินโครงการไทยผลิตข้าวเปลือกได้ประมาณ 35 ล้านตันต่อปี และสีแปรเป็นข้าวสารประมาณ 21 ล้านตัน โดยมีการส่งออกจากภาคเอกชนและแบบรัฐต่อรัฐ(จีทูจี)ประมาณ 6-7 ล้านตัน แต่ไม่ทราบรายละเอียดในเรื่องการขายแบบจีทูจี

Advertisement

ส่วนการระบายข้าว เมื่อรัฐบาลได้รับข้าวแล้วขั้นตอนทั้งหมดกว่าข้าวเม็ดแรกจะถูกระบายออกตลาดจะใช้เวลา 6 เดือน แต่การระบายข้าวยังจะต้องขึ้นอยู่กับภาวะความต้องการของตลาดด้วย ซึ่งชาวนาสามารถใช้สิทธิมาไถ่ถอนข้าวได้ตามที่ราคาตลาดและสภาวะเอื้ออำนวย แต่หากไม่มีชาวนามาไถ่ถอนข้าวก็ไม่เป็นผลให้ข้าวค้างสต๊อก เพราะข้าวจะไหลออกไปตามการระบายอยู่แล้ว แต่ยอมรับว่าในสต๊อกจะต้องมีข่าวเหลืออยู่ เพื่อความมั่นคงด้านอาหารเมื่อเกิดภัยแล้ง

“ยืนยันว่าโครงการรับจำนำข้าวไม่ได้เน้นผลิตโดยไม่สนใจคุณภาพข้าว ตรงกันข้ามเราให้ความสำคัญกับชาวนา ให้มีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น โดยการนำข้าวที่มีสเปกตามที่รัฐบาลกำหนดมาจำนำจึงจะได้รายละ 1.5 หมื่น ซึ่งการทำนาถ้าไม่ขยัน ไม่ดูแลใส่ปุ๋ย และไม่ใช่เจ้าของที่นาก็จะไม่ได้สเปกตามที่รัฐบาลกำหนด “ นายโอฬาร กล่าว

ต่อมาเวลา 15.00 น.ภายหลังศาลไต่สวนพยานเสร็จสิ้น 2 ปาก ได้นัดไต่สวนพยานจำเลยปากต่อไปวันที่ 21 ตุลาคมนี้ เวลา 9.30 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการเลิกพิจารณาในวันนี้ ศาลได้อ่านคำสั่งที่ทนายจำเลยได้ยื่นขอให้ตรวจสอบสื่อมวลชน 2 ช่องมีการนำคำเบิกความของนายสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหารบริษัทซีพีอินเตอร์เทรด จำกัด ไปวิเคราะห์ออกรายการอันจะเป็นการผิดเงื่อนไข ที่ศาลเคยมีคำสั่ง ห้ามคู่ความ เสนอข่าวทำนองชี้นำให้สังคมเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน อาจทำให้เกิดอิทธิพลต่อการพิจารณาคดีของศาล และเป็นการชี้นำให้ประชาชนเข้าใจผิด ที่จะเป็นการกระทำละเมิดอำนาจศาล พร้อมขอให้เรียก บก.ข่าวของทั้ง 2 ช่องดังกล่าวมาเพื่อไต่สวนและมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ศาลเห็นสมควร องค์คณะผู้พิพากษาพิจารณาแล้วเห็นควรให้มีคำสั่งให้เลขานุการศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตรวจสอบถ้อยคำข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวและให้นำเสนอต่อองค์คณะเพื่อพิจารณาและมีคำสั่งดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไป