หมายเหตุ – ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. …. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่สำนักนายกรัฐมนตรี โดยกรมประชาสัมพันธ์เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอรัฐสภาต่อไปนั้น
ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. …ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 มกราคม ที่ผ่านมา มีรายละเอียดสาระสำคัญดังนี้
มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพ สื่อมวลชน พ.ศ. ….”
มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา 3 ในพระราชบัญญัตินี้
“สื่อมวลชน” หมายความว่า สื่อหรือช่องทางที่นำข่าวสาร สาร หรือเนื้อหาสาระทุกประเภท
ไปสู่ประชาชนเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ สื่อดิจิทัล
หรือในรูปอื่นใดที่สามารถสื่อความหมายให้ประชาชนทราบได้เป็นการทั่วไป ทั้งนี้ ไม่รวมถึงการจัดทำสื่อมวลชนที่ดำเนินการเพื่อใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของตนโดยมิได้มุ่งแสวงหากำไร
“สื่อดิจิทัล” หมายความว่า สื่อมวลชนที่อาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเผยแพร่สู่ ประชาชน
“จริยธรรมสื่อมวลชน” หมายความว่า การประพฤติปฏิบัติทางวิชาชีพสื่อมวลชนตาม จริยธรรมแห่งวิชาชีพ
“ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน” หมายความว่า บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพเป็นปกติธุระ ในการรวบรวม รายงาน วิเคราะห์ สร้างสรรค์วิธีการนำเสนอ หรือกำกับดูแลเนื้อหาของสื่อมวลชน
“องค์กรสื่อมวลชน” หมายความว่า บุคคลไม่ว่าจะเป็นนิติบุคคลหรือไม่ก็ตามที่ประกอบ กิจการสื่อมวลชน
“องค์กรวิชาชีพ” หมายความว่า คณะบุคคลไม่ว่าจะเป็นนิติบุคคลหรือไม่ก็ตามที่มี
วัตถุประสงค์และดำเนินงานเพื่อส่งเสริมจริยธรรมและวิชาชีพสื่อมวลชนที่ไม่ได้รับการจดแจ้งตามมาตรา 11
“องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน” หมายความว่า คณะบุคคลไม่ว่าจะเป็นนิติบุคคลหรือไม่ก็ตามที่มี
วัตถุประสงค์และดำเนินงานเพื่อส่งเสริมจริยธรรมและวิชาชีพสื่อมวลชนที่ได้รับการจดแจ้งตามมาตรา 11 แล้ว
“สภา” หมายความว่า สภาวิชาชีพสื่อมวลชน
“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชน
“ประธานกรรมการ” หมายความว่า ประธานกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชน
“กรรมการ” หมายความว่า กรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชน
“คณะกรรมการสรรหา” หมายความว่า คณะกรรมการสรรหากรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชน
“กรรมการสรรหา” หมายความว่า กรรมการสรรหากรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชน
“สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานสภาวิชาชีพสื่อมวลชน
มาตรา 4 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 5 ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสารหรือการแสดง ความคิดเห็นตามจริยธรรมสื่อมวลชน แต่การใช้เสรีภาพนั้นต้องไม่ขัดต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน โดยต้องเคารพและไม่ปิดกั้นความเห็นต่างของบุคคลอื่น
ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐมีสิทธิปฏิเสธการปฏิบัติตามคำสั่งใดที่จะมี ผลให้เป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมสื่อมวลชน โดยมิให้ถือว่าเป็นการขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา แต่การใช้สิทธิดังกล่าว ต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์และภารกิจของหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่ด้วย
มาตรา 6 ให้มีสภาวิชาชีพสื่อมวลชนมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการเสนอข่าวสาร หรือการแสดงความคิดเห็นของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน และกำกับดูแลผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน องค์กรสื่อมวลชน องค์กรวิชาชีพ และองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนในการปฏิบัติตามจริยธรรมสื่อมวลชนและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ตลอดจนส่งเสริมและพัฒนาจริยธรรมสื่อมวลชนและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ให้สภาประกอบด้วยองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน และมีฐานะเป็นนิติบุคคล
มาตรา 7 สภามีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้
(1) รับจดแจ้งองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน
(2) ส่งเสริมการคุ้มครองเสรีภาพในการเสนอข่าวสารหรือการแสดงความคิดเห็นของ ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนที่ปฏิบัติตามจริยธรรมสื่อมวลชน
(3) ติดตามดูแลการทำหน้าที่ของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน องค์กรสื่อมวลชน องค์กรวิชาชีพ และองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนให้เป็นไปตามจริยธรรมสื่อมวลชน
(4) ส่งเสริมการรวมกลุ่มและกำกับดูแลกันเองขององค์กรสื่อมวลชน องค์กรวิชาชีพและองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน และส่งเสริมให้องค์กรสื่อมวลชนจัดให้มีกลไกการกำกับดูแลจริยธรรมสื่อมวลชน ภายในองค์กร
(5) สนับสนุนองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนในการเสริมสร้างจริยธรรมสื่อมวลชนและยกระดับ มาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน
(6) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบสื่อมวลชน และการรอบรู้เรื่องสื่อ
(7) เป็นตัวแทนของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนและองค์กรสื่อมวลชนของประเทศไทย
(8) ให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนและองค์กร ในกรณีถูกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม หรือถูกดำเนินคดีเพราะเหตุปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ
(9) ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะแก่หน่วยงานหรือบุคคลใดเกี่ยวกับการพัฒนาและแก้ไข ปัญหาการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน
(10) หน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนด
มาตรา 13 ให้มีคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชน ประกอบด้วย
(1) กรรมการผู้แทนองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน จำนวนห้าคน
(2) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนห้าคน ซึ่งสรรหาจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญและ ประสบการณ์ด้านวิชาการสื่อสารมวลชน ด้านกฎหมาย ด้านสิทธิมนุษยชน ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ด้านละหนึ่งคน และจากผู้เคยประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนหรือผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนอิสระหนึ่งคน
(3) กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ตาม กฎหมายว่าด้วยกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งพนักงานของสำนักงานเป็นเลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการ
มาตรา 22 คณะกรรมการมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้
(1) บริหารกิจการและดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจของสภาให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์
(2) กำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมสื่อมวลชนของสภาซึ่งเป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานสากล
(3) พิจารณาการขอจดแจ้งและเพิกถอนการจดแจ้งขององค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน
(4) พิจารณาเรื่องร้องเรียนกรณีที่มีการละเมิดเสรีภาพของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนหรือ องค์กรสื่อมวลชน และพิจารณามาตรการในการแก้ไขหรือเยียวยา
(5) พิจารณาอุทธรณ์คัดค้านผลการพิจารณาของคณะกรรมการจริยธรรม
(6) พิจารณารับรองหลักสูตรหรือการฝึกอบรมในเรื่องที่เกี่ยวกับการคุ้มครองหรือส่งเสริม จริยธรรมสื่อมวลชน
(7) ควบคุมดูแลการบริหารงานของสำนักงานให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
(8) ออกข้อบังคับ ระเบียบ หรือประกาศของสภา
(9) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่น
มาตรา 23 คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อปฏิบัติ หน้าที่ในเรื่องใดตามที่ได้รับมอบหมาย การประชุมและการปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานให้เป็นไปตาม ระเบียบที่สภากำหนด
มาตรา 28 ภายใต้บังคับมาตรา 29 ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนและองค์กรสื่อมวลชนต้อง ปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อมวลชนตามที่องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนนั้นๆ กำหนด
ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนที่มิได้สังกัดองค์กรสื่อมวลชน หรือสังกัดองค์กรสื่อมวลชนแต่ องค์กรสื่อมวลชนนั้นมิได้เป็นสมาชิกขององค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมที่ สภากำหนด
มาตรา 29 จริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อมวลชนที่องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนกำหนดต้องไม่ต่ำกว่า มาตรฐานทางจริยธรรมสื่อมวลชนที่สภากำหนด
มาตรา 30 มาตรฐานทางจริยธรรมสื่อมวลชนที่สภากำหนดตามมาตรา 29 อย่างน้อยต้องมี รายละเอียดเกี่ยวกับจริยธรรมในเรื่อง ดังต่อไปนี้
(1) การเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ
(2) การเสนอข้อเท็จจริงด้วยความถูกต้อง ครบถ้วนรอบด้าน และเป็นธรรม
(3) การให้ความเป็นธรรมแก่บุคคลซึ่งได้รับผลกระทบจากการเสนอข่าวหรือการแสดงความคิดเห็น
(4) การเคารพสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวของผู้เกี่ยวข้องในข่าวหรือในการแสดงความคิดเห็น
(5) ความซื่อสัตย์สุจริตต่อวิชาชีพสื่อมวลชนและการขัดกันแห่งผลประโยชน์
(6) การปกป้องและปฏิบัติต่อแหล่งข่าวอย่างเป็นธรรม
(7) มาตรการที่จะดำเนินการในกรณีที่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนหรือองค์กรสื่อมวลชนเสนอข่าวหรือแสดงความคิดเห็นโดยฝ่าฝืนหรือไม่เป็นไปตามจริยธรรมสื่อมวลชน
การจัดทำและการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรฐานทางจริยธรรมสื่อมวลชน ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสภา
มาตรฐานทางจริยธรรมสื่อมวลชนเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้
มาตรา 31 การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามจริยธรรมสื่อมวลชน มีโทษดังต่อไปนี้
(1) ตักเตือน
(2) ภาคทัณฑ์
(3) ตำหนิโดยเปิดเผยต่อสาธารณชน
มาตรา 32 เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบและพิจารณาเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามจริยธรรมสื่อมวลชน ให้มีคณะกรรมการจริยธรรมคณะหนึ่งประกอบด้วยกรรมการจริยธรรม จำนวนเจ็ดคนซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งจากผู้ซึ่งมีความเที่ยงธรรมและซื่อสัตย์สุจริต และเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 14 จากบุคคล ดังต่อไปนี้
(1) กรรมการผู้แทนองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนตามมาตรา 13 (1) จำนวนหนึ่งคน
(2) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 13 (2) จำนวนหนึ่งคน
(3) ผู้แทนนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน จำนวนหนึ่งคน
(4) ผู้แทนองค์กรคุ้มครองผู้บริโภค จำนวนหนึ่งคน
(5) ผู้แทนสภาทนายความ จำนวนหนึ่งคน
(6) ผู้แทนองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน จำนวนสองคน
มาตรา 33 กรรมการจริยธรรมมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปีนับแต่วันที่ได้รับ การแต่งตั้ง และอาจได้รับการแต่งตั้งอีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้
ให้กรรมการจริยธรรมซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อนจนกว่ากรรมการ จริยธรรมใหม่จะได้รับการแต่งตั้ง
มาตรา 36 คณะกรรมการจริยธรรมมีหน้าที่และอำนาจในการตรวจสอบและพิจารณา เกี่ยวกับการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามจริยธรรมสื่อมวลชน และสั่งลงโทษผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนหรือ องค์กรสื่อมวลชนที่กระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามจริยธรรมสื่อมวลชนตามที่กาหนดไว้ในมาตรา 31
มติในการลงโทษผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนหรือองค์กรสื่อมวลชนที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม
จริยธรรมสื่อมวลชน ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการจริยธรรมเท่าที่มีอยู่
มาตรา 37 คณะกรรมการจริยธรรมอาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการจริยธรรมเพื่อช่วยในการ
ตรวจสอบและพิจารณาเบื้องต้นได้
มาตรา 38 ผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนหรือองค์กรสื่อมวลชน อันเนื่องมาจากการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามจริยธรรมสื่อมวลชน และผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน หรือองค์กรสื่อมวลชนดังกล่าวเป็นสมาชิกองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ให้มีสิทธิร้องเรียนต่อองค์กรวิชาชีพ สื่อมวลชน เพื่อพิจารณาดำเนินการตามข้อบังคับขององค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนนั้น
มาตรา 41 เมื่อคณะกรรมการจริยธรรมพิจารณาสอบสวนแล้ววินิจฉัยมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามจริยธรรมสื่อมวลชน ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
(1) แจ้งให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนหรือองค์กรสื่อมวลชนดำเนินการแก้ไข หรือ
(2) มีคำสั่งลงโทษตามที่กำหนดในมาตรา 31
มาตรา 45 ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน หรือองค์กรสื่อมวลชนที่เป็นสมาชิกของ องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ผู้ใดถูกละเมิดเสรีภาพหรือได้รับความเดือดร้อนอันเนื่องจากการปฏิบัติตามจริยธรรม สื่อมวลชน ผู้นั้นมีสิทธิร้องเรียนต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัย
ในกรณีที่คณะกรรมการวินิจฉัยว่าผู้ร้องถูกละเมิดเสรีภาพหรือได้รับความเดือดร้อนอันเนื่องจากการปฏิบัติตามจริยธรรมสื่อมวลชน ให้กำหนดวิธีการแก้ไขหรือเยียวยาด้วย และให้ผู้ละเมิด หรือผู้ก่อให้เกิดความเสียหายปฏิบัติตามคำวินิจฉัยนั้น
เมื่อคณะกรรมการพิจารณาได้ผลเป็นประการใดให้จัดทำเป็นรายงานและเปิดเผยให้ ประชาชนทราบ ในรายงานดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีข้อเท็จจริงและข้อวินิจฉัยของคณะกรรมการด้วย

