“บิ๊กตู่” ยึดธรรมเนียมทหาร ปรับใช้ประชุมครม.- จัดระบบเวร ให้รองนายกฯแถลงข่าว

9.02.16 | 17:51 น.

“บิ๊กตู่” เปลี่ยนแผน พูดน้อย สั่งรองนายกฯ- รมต.แถลง หลังประชุม ครม.แทน “วอนสื่อ”ถามในเรื่องสร้างสรรค์ สังคมควรรับรู้ “ยัน” ไม่เคยโกรธใคร “วิษณุ” นัด รมต.ส่งการบ้านข้อเสนอร่างรธน. 10 ก.พ. วันสุดท้ายพรุ่งนี้ พร้อมถกปมประชามติ เผย นายกฯ โชว์กราฟการทำงานแม่น้ำ 5 สายในที่ประชุม พร้อมสั่งแปลเป็นภาษาอังกฤษเผยแพร่

เมื่อเวลา 14.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล หลังเป็นประธานการประชุม ครม. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ โดยพูดเพียงสั้นๆด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “สวัสดีวันอังคารนะจ๊ะ การประชุม ครม.วันนี้ก็มีหลายเรื่องที่เป็นสาระสำคัญ ผมเองก็มีความจำเป็นต้องไปทำงานเร่งด่วนเพื่อประเทศชาติต่อ และผมมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี และโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ชี้แจง และขอความกรุณาว่าให้ถามในเรื่องที่สร้างสรรค์ ในเรื่องที่จะต้องรับรู้ทั่วกัน เพราะช่วงนี้เป็นช่วงสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปต่างๆ อย่าให้ทุกอย่างขัดแย้งกันตอนนี้มันจะลำบาก บ้านเมืองจะไปไม่ได้ ผมไม่เคยโกรธใครอยู่แล้ว โอเคนะครับ สวัสดีครับ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ พูดจบก็ได้เดินผละออกจากโพเดี้ยมการแถลงข่าวทันที โดยเมื่อผู้สื่อข่าวพยายามที่จะสอบถามในประเด็นข่าวต่างๆ โดยเฉพาะการปฏิรูปตำรวจยุบพนักงานสอบสวน พล.อ.ประยุทธ์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามโดยทำสัญลักษณ์โบกมือ พร้อมกล่าวย้ำว่า “ไม่รู้ๆ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุม ครม.ได้มีการแจกจ่ายกราฟ แผนภูมิ ขนาดประมาณ A3 เพื่ออธิบายกรอบการทำงานของแม่น้ำทั้ง 5 สาย ให้รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงทำความเข้าใจในกรอบการทำงาน ปัญหา อุปสรรค์ รวมถึงสิ่งที่จะต้องแก้ไขในอนาคต เพื่อให้งานสามารถเดินหน้าลุล่วงไปได้

จากนั้น นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แถลงต่อทันทีว่า นายกรัฐมนตรีจัดเวรใหม่ในการแถลงข่าวหลังการประชุม ครม.โดยเมื่อนายกรัฐมนตรีแถลงข่าวระยะหนึ่งแล้ว ก็จะมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแถลงหรือชี้แจง หรือให้สัมภาษณ์ โดยวันเดียวกันนี้ (9 ก.พ.) เป็นหน้าที่ของตนเวรแรก

Advertisement

ผู้สื่อข่าวถามว่านายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงเหตุผลหรือไม่ว่าทำไมต่อจากนี้จึงมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมาแถลงภายหลังการประชุม ครม. นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ได้มีการบอกถึงเหตุผลแต่เดาได้ว่าส่วนหนึ่งเรื่องใดที่จะต้องลงในรายละเอียดและให้ได้ประโยชน์เต็มที่แก่ผู้ชม ผู้ฟังและผู้อ่าน บางเรื่องจึงจำเป็นต้องให้เจ้าของเรื่องมาพูด เพราะนายกรัฐมนตรีจะพูดได้ก็เฉพาะเรื่องกว้างๆทั่วไป เชื่อว่าเป็นความในใจของนายกรัฐมนตรีและไม่ใช่มอบแค่เฉพาะรองนายกรัฐมนตรี เท่านั้น รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง อาทิ รมว.คลัง เกษตรฯ ยุติธรรม ก็ต้องมาทำหน้าที่ถ้าวันหนึ่งน้ำหนัก บรรยากาศของสังคมเวลานั้นอยากฟังเรื่องอะไร

“ถ้าสังเกตให้ดี จะเห็นว่านายกรัฐมนตรีพยายามเพิ่มบทบาทของรองนายกฯและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีมากขึ้น เช่นในคำสั่ง คสช.ที่เกี่ยวกับการประเมินข้าราชการก็เป็นครั้งแรกที่เขียนว่าให้รองนายกฯ ที่คุมเขต และกระทรวงมีโอกาสลงมาประเมินอธิบดีและผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งปกติควรเป็นผู้บังคับบัญชาตรง เนื่องจากรองนายกฯและ รมต.ประจำสำนักนายกฯ คุมเขตก็จะบอกละเอียดว่ารองนายกฯและรัฐมนตรีคนไหนคุมกระทรวงและจังหวัดใด เป็นสายความรับผิดชอบและเป็นผู้ประเมินให้คะแนน ส่วนผู้ว่าฯ อธิบดีจะอยู่หรือไปนั้น ส่วนหนึ่งก็มาจากการประเมินตามสายงานปกติ อีกส่วนก็จะมาจากการประเมินของรองนายกฯที่ไปสัมผัสกับงานนั้นๆแต่อาจจะไม่มากเท่าไหร่ อีกส่วนหนึ่งก็จะมาจากประชาชนที่รับบริการ การที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้มาแถลงหรือชี้แจงเรื่องต่างๆนั้นเป็นการเพิ่มบทบาทให้” นายวิษณุ กล่าว

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตั้งแต่ปีใหม่เป็นต้นมา ในที่ประชุม ครม.ได้มีการเปลี่ยนวิธีการใหม่อีกอย่างคือ การประชุม ครม.จะเริ่มด้วยวาระการฉายวิดีโอของกระทรวงต่างๆที่ได้ไปทำงานมา จากนั้นก็เป็นวาระเพื่อทราบ ต่อด้วยวาระพิจารณา และหากเป็นการประชุม ครม.ในสมัยรัฐบาลอื่นก็จบแล้วปิดประชุมกลับบ้าน แต่ ครม.ปัจจุบัน นายกรัฐมนตรีได้ใช้ธรรมเนียมใหม่สมัยที่เป็นทหาร โดยเมื่อจบจากวาระการพิจารณาแล้วก็จะต่อด้วยวาระข้อสั่งการ คือสิ่งที่นายกรัฐมนตรีเตรียมมาและต้องการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไปตามในเรื่องอะไร เมื่อจบวาระข้อสั่งการแล้วซึ่งบางครั้งมีมากว่าวาระในแฟ้ม ครม.และเป็นเรื่องใหญ่เป็นมติ ครม.เกือบทั้งสิ้น หลังจากปีใหม่เป็นต้นมาหลังวาระข้อสังการแล้ว ก็มีการเพิ่มอีกวาระหนึ่งคือมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีแต่ละคนรายงานความคืบหน้างานในหน้าที่ของตัวเองให้ทราบ ถ้าเรื่องใดเป็นเรื่องสำคัญนายกรัฐมนตรีก็จะสั่งเป็นมติ ครม. ซึ่งวาระท้ายๆส่วนใหญ่จะไม่มีเอกสารหลักฐานผู้สื่อข่าวจะไม่มีวันรู้ว่าใครพูดอะไร อย่างไร ยกเว้นเมื่อมีการสั่งการให้เป็นมติ ครม.เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมวันนี้ก็ได้มีแจกแผนความเชื่อมโยงแม่น้ำ 5 สาย ซึ่งเป็นการดำเนินการจากปัจจุบันไปจนถึงปี 2560 ด้วย

นายวิษณุ กล่าวถึงกรณีที่นายกฯแจกกราฟเกี่ยวกับการทำงาน ปัญหาอุปสรรค และสิ่งที่ต้องแก้ไขของแม่น้ำ 5 สายในที่ประชุมครม. ว่า ครม.ต้องดำเนินงานตามแนวทางนี้ ซึ่งกราฟที่นำมาแจกจ่ายเป็นเรื่องของความเชื่อมโยงในแม่น้ำ 5 สาย โดยที่ประชุมครม.ได้รับกราฟมาหลายหนแล้ว แต่ครั้งนี้เป็นการรวบรวมการทำงานในภาพใหญ่ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับแผนงานประชารัฐ และครม.ไม่มีแนวคิดที่จะเปลี่ยนแผนการทำงานให้ต่างๆไปจากนี้ โดยนายกฯ สั่งการให้นำกราฟดังกล่าวเผยแพร่ทางเว็บไซต์แปลเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อสร้างการรับรู้

นายวิษณุ กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการทำประชามติว่า ที่ประชุมครม.ได้สอบถามถึงงบประมาณในการจัดทำประชามติ ซึ่งสำนักงบประมาณเป็นผู้รับผิดชอบ เนื่องจากในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ รัฐบาลจะเสนอร่างพ.ร.บ.งบประมาณเพิ่มเติมประจำปี 2559 ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งการทำประชามติจะใช้งบอยู่ที่ประมาณ 3 พันล้านบาท โดยเรื่องดังกล่าวจะมีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ เวลา 15.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งจะพูดคุยในเรื่องธุรการ เช่น ความชัดเจนในการนับคะแนนเสียงประชามติ ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว หากมีความเข้าใจไม่ตรงกัน จะต้องหาความชัดเจนให้ได้ ด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น ส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความความ หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เกิดความชัดเจน เนื่องจากมีประเด็นอื่นที่ต้องแก้ไขด้วย นอกจากนี้ยังหารือเกี่ยวกับงบประมาณที่จะใช้ในการพิมพ์เอกสาร แจกประชาชน ให้ได้ 80 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนครัวเรือน จากนั้นจึงจะกำหนดวันลงประชามติได้ ทั้งนี้วันลงประชามติสามารถกำหนด ได้เพียงคร่าวๆ เพราะรัฐธรรมนูญชั่วคราวเขียนไว้ว่าจะกำหนดวันได้ก็ต่อเมื่อ แจกจ่ายร่างรัฐธรรมนูญจนครบ 80 เปอร์เซ็นต์ แต่วันลงประชามติจะต้องเป็นวันหยุดราชการ

นายวิษณุ กล่าวว่า ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ เป็นวันสุดท้าย ที่ครม. จะส่งความเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญมายังตน เพื่อรวบรวมให้นายกฯลงนาม เบื้องต้นมีกระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม ส่งมาแล้ว และรัฐมนตรีหลายกระทรวงระบุว่าได้ส่งความเห็นมาแล้ว แต่ตนยังไม่เห็น เนื่องจากอาจยังติดอยู่ในชั้นธุรการ โดยนายกฯกำชับ ให้ทุกกระทรวงส่งความเห็นมาในวันสุดท้าย เพราะต้องการเห็นก่อนเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 14-18 กุมภาพันธ์ ด้วยเหตุนี้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อาจทำหน้าที่ลงนามแทน ก่อนส่งไปยังกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)

เมื่อถามว่ากระทรวงที่ส่งมาแล้วมีความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร นายวิษณุ กล่าวว่า ได้เห็นแล้ว แต่ไม่อยากพูดตอนนี้ เพราะต้องมีการรวบรวมความเห็นก่อน เพราะบางกระทรวงเสนอความเห็นมาตามความเข้าใจ เพราะอยากเห็นความชัดเจน ซึ่งไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย แต่ต้องการให้เกิดความชัดเจน หากเมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญปี 2550 ทั้งนี้บางประเด็นที่จะส่งให้กรธ. ก็เพื่อให้กรธ.ตรวจสอบให้เกิดความชัดเจน

เมื่อถามว่าบางมาตราที่ยังไม่มีความชัดเจนเช่นเรื่องของสิทธิชุมชน สิทธิมนุษยชน จะมีการแก้ไขหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า กรธ.ชี้แจงแล้วว่ารัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้จะเขียนสิทธิต่างๆไว้อย่างชัดเจน แต่ก็ไม่ครอบคลุมในทุกด้าน ซึ่งคนก็จะมีความภาคภูมิใจว่ามีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ แต่ในฉบับนี้เขียนไว้เพียงบางเรื่อง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเรื่องอื่นจะไม่มีสิทธิ ซึ่งการเขียนแบบนี้จะครอบคลุมค่อนข้างกว้าง ยกตัวอย่างหากเขียนกฎหมายว่าห้ามลักขโมยวิทยุ ตู้เย็น แต่ไม่ได้บอกว่าห้ามขโมยปากกาและคอมพิวเตอร์ดังนั้นเมื่อเขียนว่าห้ามลักทรัพย์จึงครอบคลุมทุกอย่าง ซึ่งหากกรธ.เห็นว่าเทคนิคใหม่นี้คนไม่ยอมรับ จากเปลี่ยนเป็นแบบเก่าก็แล้วแต่

เมื่อถามว่านายกฯ เป็นกังวลหรือไม่หลังจากที่มีบางเว็บไซต์บิดเบือนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ นายวิษณุ กล่าวว่า นายกฯไม่ได้บ่น เปรย หรือปรารภ แต่จะกังวลหรือไม่ตนไม่ทราบ โดยนายกฯบอกว่าการทำความเข้าใจ คือสิ่งจำเป็น วันนี้เป็นเพียงร่างแรกซึ่งหากกรธ.ไม่ชี้แจงเองอาจจะเป็นเรื่องยากดังนั้นหากจะให้คนช่วยชี้แจง ก็คงต้องเป็นร่างสุดท้ายที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากนี้ นายกฯบอกว่าการแสดงความเห็นเป็นเรื่องดี หวังว่ากรธ.จะรับฟังและกรธ.เองก็บอกว่าจะรับฟัง

เมื่อถามว่า ในการประชุมเรื่องประชามติ จะหารือถึงกรณีหากประชามติไม่ผ่านด้วยหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า คงไม่ เพราะไม่ใช่สิ่งที่จะต้องหารือในเวทีดังกล่าว ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลเคยได้หารือเรื่องนี้บ้างแล้ว อย่างไม่เป็นทางการ แต่ยังหาสาระที่เป็นทางการและข้อยุติไม่ได้ เพราะมีทางเลือก จะบอกว่าไม่คุยก็เป็นการโกหก เพราะมีคนถามมามาก แค่ขณะนี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน และนายกฯยืนยันว่าปี 2560 ต้องมีการเลือกตั้งจนได้ เมื่อถามต่อว่า มีความเป็นไปได้ที่จะแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวมากกว่า 1 ครั้งใช่หรือไม่ นายวิษณุ ตอบว่าเป็นไปได้ ทั้งแก้ครั้งเดียวเลยและแก้คนละครั้ง เพราะการแก้เพื่อทำประชามติเป็นเรื่องด่วนมาก แต่การแก้ว่าจะทำอย่างไรถ้าประชามติไม่ผ่าน ยังไม่เวลาทั้งนี้ การแก้เร็ว แก้ช้า มีข้อดีข้อเสียอยู่ หากแก้เร็วเป็นการบอกให้รู้ว่า ถ้าไม่ผ่านจะเป็นอย่างไร เกิดการเดิมพันและเกิดการเทียบเคียงกันขึ้น เราไม่อยากให้สิ่งเหล่านี้เป็นตัวแปร แต่ถ้าคิดว่า ทำม้วนเดียวจบ ไม่ต้องเสียเวลาสภา ก็ทำม้วนจบ จะได้ไม่เสียเวลาสภาหลายครั้ง แก้เสียเลยก็ได้ มันมีทั้งจุดแข็ง และจุดอ่อน โดยมีการคำนวณแล้วว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวครั้งนี้ ใช้เวลา 1 เดือน และไม่ว่าจะแก้ก่อนหรือหลัง ก็ไม่น่าจะทำให้ใครเดือดร้อนอะไร และดีเสียอีก การทำประชามติจะได้เป็นการลงตามความเข้าใจ ความบริสุทธิ์ใจ

“ข้อเสนอที่จะให้เอารัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้มาใช้ จะเอาฉบับไหนมา ก็ต้องดูผลประชามติด้วยเช่นกัน หากคะแนนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญสูงกว่ารับร่างไม่ได้มาก แสดงว่ามีคนเห็นส่วนดีของมัน และจะเป็นตัวชี้วัดอยู่เหมือนกัน ว่าจะแก้ก่อน หรือแก้หลังประชามติ “นายวิษณุ กล่าว

เมื่อถามว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติจะทำอย่างไรต่อ นายวิษณุ กล่าวว่า ถ้าสมมุติใช้วิธีแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวทีหลังรู้ผลประชามติ จะต้องใช้เวลา 1 เดือนว่าจะเอาอย่างไร คราวนี้เอาอย่างไรก็อย่างนั้น แต่จะช้าอย่างไรนายกฯก็ให้เลือกตั้งในปี 60 ใกล้เคียงกับโรดแมป

ต่อข้อถามว่า หากหยิบรัฐธรรมนูญมาใช้ต้องทำประชามติอีกหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ถ้าหยิบรัฐธรรมนูญฉบับไหนมาแก้ไม่ต้องทำประชามติอีก ประกาศใช้เลย เพราะถ้าไม่อย่างนั้นจะไม่รู้จักจบ ตอนนี้มองว่าไม่เยิ่นเยอแล้ว เพราะทุกอย่างโดนบีบเข้ามาตามกระบวนการ อย่างไรก็ตาม จุดเดียวที่จะทำให้โรดแมปเร็วขึ้นคือ การร่นเวลาการทำกฎหมายลูก ดูไปดูมาการทำกฎหมายลูก อาจจะ 3 ฉบับก็พอ ซึ่งตอนนี้คิดแต่ยังไม่ได้เขียน โดยตัวเลขนี้เป็นเพียงการสมมุติ อย่าไปเอานิยาม อาจจะฉบับเดียวก็ได้อยู่ที่ว่าจะเอาอะไรมารวมกัน ถ้าเรานึกถึงกฎหมายเลือกตั้งส.ส. กฎหมายที่มาส.ว. กฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) จะมี 4 ฉบับ อีก 6 ฉบับประกาศเลือกตั้งแล้วก็ทำได้ กว่าจะหาเสียง กว่าจะอะไรกันอีกหลายเดือน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็ยังอยู่ เลือกแล้วกว่าจะมีรัฐบาลมาอีกเป็นเดือน ตอนนี้ตนคิดเองว่ามี 4 ฉบับ แต่หากเอากฎหมายเลือกตั้งส.ส. และกฎหมายที่มาสว. ไปรวมเป็นฉบับเดียวกัน จะเหลือแค่ 3 ฉบับ แต่หากเอากฎหมายกกต. ไปรวมกับกฎหมายพรรคการเมืองจะเหลือแค่ 2 ฉบับ แต่ถ้าเอาทั้งหมดยำรวมกันเป็นฉบับเดียวจะเหลือ 1 ฉบับ อันนี้เป็นเทคนิคของเขา แต่เรากำลังพูดว่าอะไรคือสาระที่ต้องการ

เมื่อถามว่า ตรงนี้เป็นความเห็นที่จะไปส่งกรธ. นายวิษณุ กล่าวว่า เป็นความคิดที่กำลังจะเขียน