ความเห็น-ข้อเสนอ เก็บ‘ค่าเหยียบแผ่นดิน’

15.01.22 | 12:43 น.

หมายเหตุ ความเห็นภาคเอกชนกลุ่มท่องเที่ยว ต่อกรณีรัฐบาลจะจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว หรือ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” กับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้าประเทศไทย คนละ 300 บาท คาดเริ่มในวันที่ 1 เม.ย.2565 เงินจำนวนนี้จะนำเข้า “กองทุนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งชาติ” ตาม พ.ร.บ.นโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ พ.ศ.2562 ฉบับปรับปรุง นำไปพัฒนาภารกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว และจะดึงเงินส่วนหนึ่ง 50 บาท ทำประกันภัยให้กับนักท่องเที่ยว หากประสบอุบัติเหตุหรือเสียชีวิต

ชำนาญ ศรีสวัสดิ์
ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.)

ค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว ในการเดินทางเข้าประเทศไทย หรือ ค่าเหยียบแผ่นดิน เป็นการจัดเก็บเฉพาะจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาประเทศไทยเท่านั้น ความจริงมองว่าไม่ควรเรียกว่าค่าเหยียบแผ่นดิน เพราะเป็นค่าธรรมเนียมในการเข้าประเทศ ที่มีวัตถุประสงค์ในการแบ่งใช้หลายส่วน ถามว่าดีและเหมาะสมหรือไม่นั้น ต้องบอกว่ารัฐบาลควรชี้แจงให้ชัดเจนว่าการเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวนั้น เก็บเพื่ออะไร และนำไปใช้กับอะไรบ้าง อาทิ ในจำนวนเงิน 300 บาทนี้ แบ่งส่วนหนึ่งใช้ซื้อประกันภัย หมายความว่า ต้องเป็นประกันที่ครอบคลุมแล้ว ลดความซ้ำซ้อนในการซื้อประกันเพิ่มเติม

ตัวอย่างคือ เมื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามา ทำประกันภัยไปแล้ว 1 ฉบับ เมื่อเดินทางไปเที่ยวต้องการทำกิจกรรมทางน้ำ ต้องซื้อประกันภัยเพิ่มอีก 1 ฉบับ และหากเดินทางกับทัวร์ ต้องซื้อประกันภัยอีก 1 ฉบับ เท่ากับการท่องเที่ยว 1 ทริป ต้องซื้อประกันภัยอย่างน้อย 3-4 ฉบับ ทำให้หากเก็บค่าธรรมเนียม 300 บาท แล้วใช้ส่วนหนึ่งในการซื้อประกันภัย 1 ครั้ง จากกันเดินทางเข้ามา และครอบคลุมการดูแลได้ตลอดทั้งทริป ลดความซ้ำซ้อนลง แบบนี้จะเป็นประโยชน์กับตัวนักท่องเที่ยวต่างชาติเองโดยตรง เนื่องจากค่าใช้จ่ายจะทยอยลดลง

จึงเสนอแนะให้รัฐบาลชี้แจงรายละเอียดออกมาแบบชัดเจนว่า วัตถุประสงค์ในการใช้จ่ายงบประมาณที่ได้จากการเก็บค่าธรรมเนียม 300 บาทนี้ จะนำไปใช้กับอะไรบ้าง แบ่งรายละเอียดออกมาเลยว่า ข้อที่หนึ่งคืออะไร ข้อที่สอง ข้อที่สามเป็นอย่างไร และจะดำเนินการอย่างไรต่อ เหมือนที่บอกว่าจะแบ่งเงินบางส่วนเป็นรายได้ของกองทุนเพื่อพัฒนาและฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว

Advertisement

ส่วนวัตถุประสงค์ของกองทุนคือ จะนำเงินในกองทุนมาพัฒนาและปรับปรุงภาคการท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวทั้งแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและแหล่งท่องเที่ยวทั่วไป เพราะส่วนนี้รัฐบาลอาจไม่มีงบประมาณที่มากมายเพียงพอ ทำให้การนำงบที่แบ่งมาจากการเก็บค่าธรรมเนียมใช้ในการดูแลหรือปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวเหล่านั้น ตรงนี้ถือว่ายอมรับได้ และยินดีที่จะให้ทำมากเพราะในช่วงสองปีที่ผ่านมา ถามว่ารัฐบาลได้ปรับปรุงหรือพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ บ้างหรือไม่ คำตอบคือน้อยมาก เหมือนเราเสียเวลาสองปีที่ควรจะพัฒนาฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวไปฟรีๆ โดยมองว่าภาคการท่องเที่ยวจะต้องยกขึ้นเป็นวาระแห่งชาติแล้ว ไม่ใช่พูดแค่แผนระยะสั้นระยะยาวแบ่งเป็นทีละภาพแล้วเอามาต่อกัน แบบนี้มองว่าไม่ได้ผลในการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก

รวมถึงในกรณีที่เกิดวิกฤตต่างๆ ขึ้นอีก เหมือนการระบาดโควิด-19 แบบนี้ เราสามารถที่จะนำเงินในกองทุนที่ได้จากการเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวนั้น มาใช้ช่วยเหลือผู้ประกอบการเอกชนอย่างไรได้บ้าง ซึ่งหากนำออกมาใช้เป็นแหล่งเงินทุนได้ มองว่าการเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวก็มีความน่าสนใจมากเพียงพอที่จะทำ นอกจากนี้ ในส่วนของการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวต่างชาติเอง เงินจำนวนที่มีอยู่สามารถนำมาช่วยเหลือได้อย่างไรบ้าง รัฐบาลจะต้องกำหนดแบบชัดเจนออกมา อาทิ นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย เกิดติดโควิด-19 ขึ้น แต่ไม่แสดงอาการ ทำให้ประกันที่ทำอยู่อาจไม่จ่ายสินไหมชดเชยให้ แต่ความจริงเมื่อติดแล้วก็ควรได้รับการชดเชย หากเกิดกรณีแบบนี้ สามารถนำเงินส่วนนี้มาใช้ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างไรได้บ้าง หากสามารถตอบคำถามทุกอย่างออกมาได้อย่างชัดเจน เชื่อว่าการเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวก็ถือว่าดี

เน้นย้ำว่าการเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวไม่ใช่การเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน เนื่องจากพอตั้งชื่อมาว่า ค่าเหยียบแผ่นดิน ก็ทำให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลและแบ่งความคิดเห็นที่แยกออกไปเป็นคนละทาง โดยถามว่า สมาคมสนับสนุนหรือไม่ ความจริงเราสนับสนุนทุกนโยบายที่ออกมาแล้วดูดี แต่ต้องชี้แจงรายละเอียดออกมาอย่างชัดเจนว่า จะทำอะไรบ้างแบบเป็นขั้นเป็นตอน ส่วนความกังวลเรื่องความโปร่งใสของการดำเนินงานของรัฐนั้น เชื่อมั่นว่าหากรัฐบาลสามารถชี้แจงวัตถุประสงค์ และขั้นตอนในการดำเนินงานอย่างชัดเจนได้ ความโปร่งใสจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะทุกอย่างอยู่ภายใต้กฎหมายอยู่แล้ว

ยังเชื่อมั่นว่าไม่มีภาคอุตสาหกรรมใดสามารถทำเงินเข้าประเทศไทยได้มากเท่าภาคการท่องเที่ยวอีกแล้ว หากสามารถฟื้นตัวกลับมาได้ ภาพรวมเศรษฐกิจจะฟื้นตัวตามได้อย่างแน่นอน หากการเก็บค่าธรรมเนียมเข้าประเทศไทยจำนวน 300 บาทนี้ จะทำให้ทิศทางการท่องเที่ยวเราดีขึ้น ก็ควรที่จะดำเนินการ ซึ่งทิศทางการท่องเที่ยว จะเดินหน้าอย่างไรต่อนั้น วิเคราะห์ไว้คือ ภาคการท่องเที่ยวไทยจะต้องพัฒนาให้ได้มาตรฐานทุกด้าน โดยเฉพาะการสร้างสินค้าและบริการในภาคการท่องเที่ยวให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวต่างชาติได้ถูกระดับชั้น หากสามารถทำได้แบบนี้เชื่อว่านักท่องเที่ยวต่างชาติทั่วโลกจะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยเหมือนภาวะปกติอย่างแน่นอน โดยจะต้องตอบโจทย์ทั้งนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเพื่อจับจ่ายใช้สอย เข้ามาเพื่อท่องเที่ยวตามธรรมชาติ เข้ามาเพื่อท่องเที่ยวและทำงานด้วย และเข้ามาเพื่อหาประสบการณ์ใหม่ๆ ซึ่งหากเราสามารถตอบโจทย์ทุกอย่างได้ทั้งหมด เชื่อว่าการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวได้และเศรษฐกิจจะฟื้นตัวตามแน่นอน
แม้เก็บค่าธรรมเนียมเข้าประเทศ ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มก็ตาม

สำหรับการทำการตลาดและการแข่งขันระหว่างประเทศ จะสามารถสู้ประเทศท่องเที่ยวที่เป็นคู่แข่งได้หรือไม่นั้น มองว่า หากประเทศไทยสามารถพัฒนาและปรับปรุงมาตรฐาน ทั้งสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวต่างชาติทุกระดับทุกประเทศทั่วโลกได้ อย่างไรนักท่องเที่ยวต่างชาติก็จะต้องมาเที่ยวไทยแน่นอน แต่หากไม่มีการพัฒนาทุกอย่างยังเป็นเหมือนเดิม เรายังคงมีข่าวอาชญากรรมที่เกี่ยวกับนักท่องเที่ยวต่างชาติเกิดขึ้นบ่อยครั้ง หมายถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติถูกทำร้ายร่างกาย ถูกคดโกง ฉกชิงวิ่งราว โดยเฉพาะกรณีการข่มขืนผู้หญิงต่างชาติ หากเป็นแบบนี้แม้ไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมก็เชื่อว่านักท่องเที่ยวต่างชาติคงไม่มาแน่นอน เพราะไม่มีความปลอดภัยเกิดขึ้น

ทำให้ตอนนี้อยากสร้างความเข้าใจให้ตรงกันว่า อนาคตภาคการท่องเที่ยวไทยจะเปลี่ยนแปลงไป และไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เราจะต้องพัฒนาทั้งระบบพร้อมกัน สินค้า บริการ แหล่งท่องเที่ยว และคนด้วย

นางละเอียด บุ้งศรีทอง
นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ (ตอนบน)

มันไม่ใช่เวลาหรือไม่ ขณะนี้อยู่ในช่วงที่นักท่องเที่ยวน้อยลง สถานการณ์ไม่ดี ทำไมเราจึงไปเพิ่มภาระให้นักท่องเที่ยวอีก รวมไปถึงการตั้งกองทุนขึ้นมารองรับ บอกเลยว่า ไม่เห็นด้วยมาตั้งแต่ต้น คำถามคือ ใครจะมาบริหารจัดการ จะพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างไร ใครจะมีอำนาจสูงสุดในการจัดการ และเมื่อเงินเข้าหลวงเข้ารัฐไปแล้ว เอาออกมาใช้ไม่ได้ ยกเว้นว่าปี 2565 หรือ ปี 2566 สถานการณ์ดีแล้วจะทำก็ว่าไปอีกที แต่มาทำตอนนี้ยิ่งไม่เห็นด้วยเลย

ตอนนี้ที่อยากให้ทำ คือ มาช่วยกันกระตุ้นให้ตลาดในประเทศเติบโตต่อเนื่องจะดีกว่า เพราะกำลังไปได้ดี อยากถามว่า หากคิดค่าเหยียบแผ่นดินคนละ 300 บาท นักท่องเที่ยวมา 1 แสนคน แล้วจะเอาเงินที่ได้ไปบริหารจัดการอย่างไร กรณีนักท่องเที่ยวมาเฉพาะกรุงเทพฯ 1 หมื่นคน และภูเก็ต 5 พันคน เราจะเอาเงินที่ได้มาใช้ทั้งประเทศ หรือจะใช้เฉพาะกรุงเทพฯ และภูเก็ต มีการทำสถิติหรือยัง หรือหากนักท่องเที่ยวมา จ.เชียงใหม่ แล้วไปจังหวัดอื่น คิดง่ายๆ ว่าจะเอาอย่างไรกัน นโยบายที่ออกกันวันนี้พอเปลี่ยนรัฐบาลหรือเปลี่ยนรัฐมนตรีใหม่จะเอาด้วยกับวิธีคิดนี้อยู่หรือไม่ เงินเก็บเข้ากองทุนไปแล้วจะกองอยู่เฉยๆ หรือไม่ ใครจะรับผิดชอบ

งบประมาณสำหรับการท่องเที่ยวมีอยู่แล้ว จ.เชียงใหม่เองก็มีงบประมาณเอามาบริหารจัดการได้ กองทุนที่ตั้งขึ้นจะต้องตั้งบอร์ดมาบริหาร กินเงินเดือน กินค่าเบี้ยประชุมอีกใช่หรือไม่ ดังนั้นไม่ต้องมาถามเลยว่า 300 บาท เหมาะสมหรือไม่ในการเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน เพราะไม่สมควรเก็บตั้งแต่ต้น บ้านเรายังอีกนานนะ เพราะค่าวีซ่าที่ทำอยู่ตอนนี้ เอามาบูรณาการตอนนี้เลยไปไหนหมด สายการบินต่างประเทศก็ออกมาแสดงความเห็นแล้วว่าไม่เห็นด้วย

ที่บอกว่าบางประเทศทำไปแล้ว แล้วทำไมต้องทำตามด้วย เรามีวิธีคิดที่แตกต่างหรือไม่ บอกตามตรงว่าไม่เข้าใจวิธีคิดลักษณะนี้ เพราะมันไปไม่สุด ทำไมเราไม่มีโมเดลบริหารจัดการ บูรณาการสิ่งที่มีอยู่ตอนนี้ให้มีประสิทธิภาพดีกว่า แล้วปีหน้าค่อยมาว่ากันใหม่ เพราะงบประมาณมีอยู่แล้ว อยากเห็นการทำอะไรที่ยั่งยืนกว่า ขยับขับเคลื่อนในสิ่งที่มีเหตุมีผลดีกว่า เท่าที่ฟังดูมีแต่คนไม่เห็นด้วย ส่วนเรื่องที่ควรทำ เช่น การควบคุมสินค้าอุปโภคบริโภคที่กำลังแพงขึ้น จะทำอย่างไรให้ประชาชนมีชีวิตอยู่กับวิถีใหม่อย่างปลอดภัย สร้างโอกาสสร้างงานให้คน 95% ที่เหลือ 5% ไปทำเทสต์แอนด์โก เพิ่มมาตรการคนต่างชาติเข้ามาให้เข้มข้นขึ้น ดูเทรนด์โลกว่าไปทางไหนอย่างไรกัน เพื่อมาประเมินสถานการณ์และนำมาบริหารจัดการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ไม่ใช่มั่วไปหมดแบบนี้ ใครสั่งใครไม่ได้ นโยบายไทยเที่ยวไทยขายได้ตามวิถีของเรา ไม่ต้องมาจัดอีเวนต์ คอนเสิร์ตอะไร แต่กระตุ้นให้ชุมชนค้าขายได้

รอให้ทุกอย่างคลี่คลายแล้วค่อยมาสอดแทรกความสมัยใหม่ตามเทรนด์ลงไป เพราะภาคเหนือนักท่องเที่ยวเขามาเพราะเขาอยากเห็นวิถีชีวิตชาวบ้าน เขาไม่ได้อยากมาเห็นโมโนเรล ตึกสูงใหญ่โตอะไร