คอลัมน์หน้า 3 : สถานการณ์ หมู ทดสอบ ชลน่าน ศรีแก้ว ทดสอบ ‘การนำ’
เด่นชัดอย่างยิ่งว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของอหิวาต์สายพันธุ์แอฟริกากำลังส่งผลสะเทือนต่อสถานะทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
เพราะสะท้อน “ศักย์” ทางด้าน “การบริหาร”
เนื่องจากกระบวนการทั้งหมดแสดงให้เห็นว่า ได้มีการ “ปกปิด” ข้อมูลอย่างเด่นชัดและต่อเนื่องด้วยเจตนา “เร้นลับ” บางประการ
ตั้งแต่ระดับ “กรม” ตั้งแต่ระดับ “กระทรวง”
และแม้จะมีการเสนอให้กรณีนี้เป็น “วาระแห่งชาติ” ตั้งแต่เมื่อปี 2562 แต่กระทั่งเดือนมกราคม 2565 ทุกอย่างก็ยังลึกลับ
เป็นความลึกลับในความรับผิดชอบของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ไม่ว่าอธิบดีกรมปศุสัตว์ ไม่ว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่ว่าคณะรัฐมนตรีทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้งเดือนมกราคม 2562 ล้วนต้องรับผิดชอบ
กลายเป็น “ความผิดพลาด” อย่างเด่นชัดภายใต้การ “ปกปิด”
ด้านหนึ่ง สถานการณ์การแพร่ระบาดของอหิวาต์สายพันธุ์แอฟริกาใน “หมู” จึงแสดงรูปธรรมอันอ่อนด้อยของรัฐบาล
แต่ด้านหนึ่งก็ท้าทายต่อ “ฝ่ายค้าน” อย่างยิ่ง
ต้องยอมรับว่า บทบาทของ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ จากพะเยาแห่งพรรคเพื่อไทยดำเนินไปในฐานะหัวหมู่ทะลวงฟัน
แต่ก็มิได้มีการรับลูกและขยายผล
ต้องยอมรับว่า ภายหลังเกิดสถานการณ์ “หมูราคาแพง” บทบาทของ “ศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต” ของพรรคก้าวไกลมีความโดดเด่น
เป็น “ฐานข้อมูล” ให้กับ ส.ส.พรรคก้าวไกล
ขณะเดียวกัน การออกโรงของ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ก็ดำรงจุดหมายอย่างมั่นแน่ว การออกโรงของ
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ก็กัดไม่ยอมปล่อย
คำถามอยู่ที่ 2 ส่วนนี้จะ “ประสาน” กันอย่างไร
สถานการณ์ “หมู” จึงมิได้เป็นสถานการณ์ที่เรียกร้องการตรวจสอบความรับผิดชอบต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างเข้มข้น
หากแต่ยังเป็นสถานการณ์ต่อ“ฝ่ายค้าน”
คำถามก็คือ พรรคเพื่อไทยในฐานะ “ผู้นำฝ่ายค้าน” จะแสดงบทบาทในการ “นำ” ต่อสถานการณ์นี้อย่างไรจึงจะเป็น “คุณ”
นั่นก็คือ ก่อผลสะเทือนในทางการเมือง
โดยจำนวนที่พรรคเพื่อไทยดำรงอยู่สามารถ”นำเดี่ยว”ได้อย่างเต็มที่เพื่อแสดงฝีมือก่อนเข้าสู่สนามเลือกตั้ง “ใหญ่”
แต่นั่นจะยืนยันความเป็น “ผู้นำ” ได้จริงละหรือ
การนำที่มีประสิทธิภาพจึงมิได้เป็นการนำเฉพาะแต่พรรคเพื่อไทยหากแต่จะต้องประสานและร่วมมือจากพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นด้วย
นั่นคือ พรรคก้าวไกล นั่นคือ พรรคเสรีรวมไทย
สถานการณ์นับจากนี้เป็นต้นไปจึงเป็นบททดสอบอันทรงความหมายยิ่งต่อกระบวนการนำของพรรคเพื่อไทย
ที่สุดแล้วคือ การนำของ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว
นั่นก็คือจะต้องการสำแดงหลังในลักษณะการนำ “รวมหมู่” หรือว่าจะเอาแต่ความโดดเด่นของพรรคเพื่อไทยลำพังเพียงพรรคเดียว
นั่นขึ้นอยู่กับ “หัวใจ” ของพรรคเพื่อไทยจะ “ใหญ่” เพียงใด

