โอกาสแก้‘ม.272’ ปิดสวิตช์ส.ว.โหวตนายกฯ

16.01.22 | 13:03 น.

โอกาสแก้‘ม.272’ ปิดสวิตช์ส.ว.โหวตนายกฯ

หมายเหตุความเห็นนักวิชาการกรณี สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. รณรงค์พรรคการเมืองเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยกเลิกมาตรา 272 เพื่อเลิกอำนาจ ส.ว.ต่อการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี มีโอกาสมากน้อยแค่ไหนที่จะแก้สำเร็จหรือไม่

ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค
ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวร

ในภาพใหญ่ การเคลื่อนไหวเพื่อปิดสวิตช์ ส.ว.นั้น มีกระบวนการและพรรคการเมืองที่เสนอเรื่องนี้หลายพรรคแล้ว ฝั่งที่เป็นประชาธิปไตย มีพรรคก้าวไกล หรือแม้ว่าจะเป็นฝั่งพรรคร่วมรัฐบาลก็เคยมีไอเดีย เช่น ประชาธิปัตย์ รวมถึงพรรคการเมืองอื่นๆ ที่มีลักษณะเป็นนักเลือกตั้ง รวมถึงบางส่วนของพรรคพลังประชารัฐด้วย ที่ไม่ชอบกับการมี ส.ว.แต่งตั้ง เพราะ ส.ว.แต่งตั้งคืออีกหนึ่งขั้วอำนาจที่เข้ามาเจรจา-ต่อรองกับฝ่ายนักการเมืองได้ เห็นได้ชัดจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ร่างของ พปชร.ไม่ผ่าน ก็เพราะมี ส.ว.ตรงนี้

Advertisement

ในมูฟเมนต์ของอาจารย์สมชัย ศรีสุทธิยากร ผมว่าเป้าหมายที่แท้จริง อาจารย์ก็ทราบว่าทำไม่ได้ ณ สถานการณ์จริง เป็นไปไม่ได้หรอก เพราะนี่คือใจกลางของรัฐธรรมนูญปี 2560 คือหนึ่งในคำถามพ่วงตามประชามติ ในเรื่องให้ ส.ว.เลือกนายกฯ และ ส.ว.ก็มาจากการแต่งตั้งตามบทเฉพาะกาล เมื่อเป็นใจกลางตรงนี้

ทำไมถึงมาเคลื่อนไหว ทั้งๆ ที่รู้แล้วว่าหลายครั้งไม่ประสบความสำเร็จ ทุกครั้งที่จะต้องมีการแก้รัฐธรรมนูญ ก็ต้องอาศัยเสียงของ ส.ว.ในการแก้ การจะไม่ให้มีอยู่ เขาก็ย่อมไม่ให้แก้อยู่แล้ว

ผมว่าประเด็นตรงนี้ เป้าหมายหลักอาจจะไม่ใช่การเสนออย่างจริงจังว่าจะให้แก้ ส.ว. แต่เป็นเกมการเมืองที่พยายามจะขับเคลื่อนเพื่อเตรียมพร้อมในการระดมเสียงหรือทำให้เกิดบทบาทในสื่อ เตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในอนาคตมากกว่า

กล่าวคือ แต่ละพรรคต้องหาตำแหน่งแห่งที่จะอยู่ตรงไหน เราเห็นการเลือกตั้งซ่อมรอบล่าสุด ที่ความจริง ส.ส.ถ้าชนะ จะได้อยู่อีกแค่ 1 ปี แต่ทำไมถึงแข่งกันมากขนาดนี้ ก็เพราะว่าการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ ทั้งสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. เลือกตั้งท้องถิ่น เป็นการปูทางไปสู่การเลือกตั้งทั่วไป ถ้ามีการยุบสภาก็ปลายปีนี้ หากว่ากฎหมายลูกแล้วเสร็จ หรือถ้านายกฯอยู่ครบทั้ง 4 ปี ก็จะเป็นปีหน้า ซึ่งไม่นาน ฉะนั้น ถ้าเป็นนักเลือกตั้งก็ต้องทำพื้นที่ ต้องลงหาเสียงแล้ว แต่ถ้าเป็นนักการเมืองที่เล่นกับกระแส อย่างพรรคก้าวไกลหรือรวมไปถึงตัว อ.สมชายเองในนามอิสระ แต่ก็คือการหาตำแหน่งแห่งที่ แน่นอนว่าการเลือกตั้งในอนาคต อ.สมชายก็ยังคงชอบที่จะลงแข่งขันทางการเมืองอยู่ แม้ว่าคราวที่แล้วอาจจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่ แต่นี่คือการชิงพื้นที่แล้วว่าตัวเองจะยืนตรงไหน

ด้วยกระแสขาลงของรัฐบาล ทุกรัฐบาลยิ่งอยู่นานเกินไปก็จะเป็นกระแสขาลง ฉะนั้นการวางตำแหน่งแห่งที่
ของตัวเองว่า “ฉันอยู่ฝั่งตรงข้ามรัฐบาล” ขั้วอำนาจที่เป็นฝ่ายประชาธิปไตยก็จะสามารถช่วงชิงพื้นที่สื่อตรงนี้ได้ และสามารถใช้ตนเองเป็นส่วนหนึ่งของกระแสเตรียมพร้อมทำกิจกรรมทางการเมืองต่อไปมากกว่าการแก้ไข ส.ว.จริงๆ ประเด็นนี้เคยเคลื่อนไหวหลายกรณี ทั้งในสภา ทั้งพรรคการเมือง ทั้งบนท้องถนน สุดท้ายเราพบว่าการแก้ไขเรื่อง ส.ว.แต่งตั้ง แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

เรื่องแก้รัฐธรรมนูญจบไปแล้ว ดังนั้น มูฟเมนต์อะไรที่เกิดขึ้นตอนนี้เป็นเพียงการหยิบยกประเด็นเพื่อมาบอกตำแหน่งตัวเองว่าจะยืนตรงไหนมากกว่า

เราเอาอดีตมาคุยกันดีกว่า เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วด้วยเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ความจริงการปิดสวิตช์ ส.ว. หรือการแก้ไขสถาบันทางการเมือง โดยหลักการแล้วควรจะทำได้ ถ้าผ่านขั้นตอนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ใช้เสียงของประชาชน มีการทำประชามติ หรือมีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) แต่ด้วยเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ที่ทำให้รัฐธรรมนูญแก้ยากเหลือเกิน กลายเป็นเงื่อนไขที่ว่า สุดท้ายแล้วช่วง 5 ปีที่ ส.ว.ชุดนี้อยู่ คงยากที่จะตัดอำนาจของเขาออกไป

ถ้าทำได้จริง การเมืองไทยจะเปลี่ยนไปเป็นเกมการเลือกตั้งเป็นหลัก คราวนี้ก็จะต้องมาเถียงกันเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ แก้ระบบเลือกตั้งเหมือนเดิม กว่าจะไปถึงจุดนั้น เป็นเรื่องที่ค่อนข้างนานมากๆ เพราะถ้ามองจากสถานการณ์ สมมุติว่ารัฐบาลอยู่ครบเทอมในปีหน้า ส.ว.ชุดนี้ก็ยังสามารถโหวตเลือกนายกฯได้อยู่ ฉะนั้นตีเพิ่มไปอีก 3-4 ปีในอนาคต สำหรับรัฐบาลหลังการเลือกตั้งทั่วไป การพูดถึงปิดสวิตช์ ส.ว.เป็นเรื่องระยะยาวมาก และยิ่ง ส.ว.ในตัวบทปกติ ก็ยังมีความไม่ชัดเจนว่าจะมาจากไหน โดยปกติจะให้มีการเลือกกันจากกลุ่มต่างๆ ซึ่งเราก็อาจจะพบนายพลไปอยู่ตามกลุ่มสมาคมฟุตบอล เป็นตัวแทนกลุ่มอาชีพนักฟุตบอล นักลงทุนเหล่านี้จะเป็นอีกเงื่อนไขว่า ส.ว.ตามตัวบททั่วไปจะมีที่มาอย่างไร เป็นเรื่องในอนาคตอีกไกล

การที่ ส.ว.มาจากการแต่งตั้งแล้วให้เลือกนายกฯได้ เป็นหลักการที่มีปัญหากับประชาธิปไตยอยู่แล้ว แต่เราเห็นจากหลายครั้งที่มีการเคลื่อนไหว ก็ไม่ประสบความสำเร็จ มีอำนาจของ ส.ว.และอำนาจอื่นๆ ที่ทำให้ ส.ว.ชุดนี้ยังดำรงอยู่

อย่างไรก็ดี จุดร่วมที่น่าจะคุยกันได้มากที่สุดคือ รอให้ไปถึงการเลือกตั้งทั่วไปในปีหน้า หากเกิดแลนด์สไลด์ของฝั่งประชาธิปไตยขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็น เพื่อไทย, ก้าวไกล และเสรีรวมไทย รวมกันได้เกินครึ่งของจำนวน ส.ส. ฝ่ายที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลในปัจจุบัน อย่างภูมิใจไทย หรือประชาธิปัตย์ ก็จะขยับเข้ามาร่วมกันกับฝั่งที่เป็นประชาธิปไตยเอง อาจจะยังพอมีความหวังว่าจะได้ 375 เสียงของทั้งรัฐสภา แต่ก็อาจจะไม่ใช่อย่างนั้น

ปัจจัยในอนาคตที่จะกำหนดว่า ส.ว.จะมีบทบาทอย่างไรต่อ ต้องรอดูเลือกตั้งทั่วไปในปี 2566 ฉะนั้น ทุกเกมของทุกนักแสดงทางการเมืองในปัจจุบัน มองไปที่การเลือกตั้งในอนาคตแล้ว เราจะเห็นว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. คือสนามซ้อมระหว่างรอไปรบ

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์
คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

กล่าวถึงรัฐธรรมนูญ ปี 2560 เกี่ยวกับมาตรา 272 เป็นเรื่องเกี่ยวกับนายกรัฐมนตรีโดยตรง หากจะมีการแก้ไข จะส่งผลกระทบตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 159 และมาตรา 88 ต้องมีการแก้ไข เพื่อให้รองรับกับรัฐธรรมนูญที่แก้ไขใหม่ จะสร้างความวุ่นวายอย่างมากมายหากมองเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2560 ต้องแยกฝ่ายบริหารออกจากสภาผู้แทนราษฎร เพราะต้องการให้นายกฯ เป็นผู้นำฝ่ายบริหารที่สง่างามในการบริหารประเทศ ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง ส่วนสภาผู้แทนฯทำหน้าที่เป็น
ผู้ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายรัฐบาล

การเสนอให้มีการแก้ไขมาตรา 272 มองว่าเจตนาจะเปลี่ยนนายกฯ หรือเปล่า รัฐธรรมนูญหลายฉบับที่ผ่านมาจะมีที่มาของนายกฯแตกต่างกันออกไป หากมีการเปลี่ยนแปลงมาตรา 272 และที่มาของนายกฯ จะมาอย่างไร ตามรัฐธรรมนูญที่แก้ไขใหม่นั้น เป็นเรื่องที่จะต้องขบคิด เพราะจะต้องมีการเสนอที่มาของนายกฯในรูปแบบใหม่ และต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญกันใหม่ เป็นเรื่องวุ่นวายไปหมด
เมื่อแนวความคิดอยากจะให้มีการเปลี่ยนตัวนายกฯด้วยเหตุใดก็ตาม หลายคนมองไปที่การเอื้อของ ส.ว. ที่มีทั้งการแต่งตั้งโดยตรง และสรรหามาจากตัวแทนกลุ่มอาชีพต่างๆ 250 คน หากไม่ต้องการนายกฯ คนปัจจุบัน อาจจะให้มีการร้องขอไม่ต้องลงคะแนนเสียงทั้ง 250 คน และให้ ส.ส. 500 คนลงคะแนนเสียงกันเอง ทำให้นายกฯเปลี่ยนคนไปแล้ว

หรืออีกแนวทางหนึ่งรัฐธรรมนูญเขียนไว้นายกฯดำรงตำแหน่งครบวาระ 8 ปี มาบังคับใช้ก็ได้ เพราะว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้ว่าจะดำรงตำแหน่งช่วงไหนถึงช่วงไหนเวลาใด หากนับได้ครบวาระ 8 ปี ไม่สามารถที่จะดำรงตำแหน่งต่อไปได้

สาเหตุที่การเมืองวุ่นวายในขณะนี้ เนื่องมาจากไม่มีการแยกฝ่ายบริหาร และฝ่ายสภาที่ตรวจสอบการทำงานฝ่ายบริหารให้ชัดเจน เห็นได้จากการนำ ส.ส.เขตเลือกตั้งไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ทั้งที่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญต้องการให้ ส.ส.เขตเลือกตั้งดูแลประชาชนในพื้นที่ ที่สำคัญฝ่ายสภาเป็นฝ่ายตรวจสอบการทำงานฝ่ายบริหารกลับเป็นฝ่ายบริหารด้วย ทำให้การบริหารประเทศไม่ราบรื่น เพราะแยกฝ่ายไม่ชัดเจน เกิดปัญหาในการบริหารประเทศอยู่ในขณะนี้

ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.272 มองว่าไม่ควรแก้ไข เพราะจะเกิดความวุ่นวายไปหมด ส่งผลกระทบต่อหลายมาตราในรัฐธรรมนูญ จะต้องมีการแก้ไข หากต้องการเปลี่ยนนายกฯยังมีอีกหลายวิธีที่ดำเนินการได้ ไม่ว่าจะเป็นให้ ส.ว.งดออกเสียงทั้ง 250 คน หรือบังคับใช้วาระ 8 ปีกับนายกฯ ก็สามารถทำให้เปลี่ยนนายกฯได้แล้ว ดีกว่าจะต้องไปแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดความยุ่งยาก

ส่วนการรณรงค์เกี่ยวกับพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ก็อยู่กับผู้นำของพรรคการเมืองนั้นๆ จะมีความเห็นอย่างไรมากกว่า

ปิยณัฐ สร้อยคำ
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

กรณีนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ขอแรงพรรคการเมืองเพื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ตัดอำนาจ ส.ว.ในการเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น ส่วนตัวเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเพราะการที่รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 กำหนดให้ ส.ว.ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เป็นผู้ให้ความเห็นชอบบุคคลสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกฯนั้น ขัดต่อหลักการประชาธิปไตย แต่ในขณะเดียวกันส่วนตัวก็คิดว่าเป็นไปได้ยากที่พรรคการเมืองส่วนใหญ่จะโน้มเอียงไปกับแนวคิดนายสมชัย เมื่อดูจากเครือข่ายพรรคการเมืองที่สนับสนุนและได้รับผลประโยชน์จากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในรัฐสภาแล้วมีกว่า 20 พรรคการเมือง ขณะที่เครือข่ายฝ่ายค้านมีเพียง 7 พรรคการเมืองเท่านั้น

ด้วยธรรมชาติของพรรคการเมืองในฐานะกลุ่มผลประโยชน์ในสังคมการเมือง เป็นที่คาดเดาได้ไม่ยากว่าพรรคการเมืองฝ่ายค้านจะมีท่าทีสนับสนุนแนวคิดดังกล่าวของนายสมชัย สอดคล้องกับแนวทางของฝ่ายค้านส่วนใหญ่ที่ต่อสู้เรื่องการปิดสวิตช์ ส.ว.มาโดยตลอด ต่างจากพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล ส่วนตัวเชื่อว่าจะยังคงไม่เคลื่อนไหวในประเด็นดังกล่าว จนกว่าการเลือกตั้งครั้งใหม่จะแล้วเสร็จ

เมื่อมองว่าจะมีโอกาสแก้ไขรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จก่อนการยุบสภาเพื่อเปิดทางให้มีการเลือกตั้งหรือไม่ ไม่คิดว่าโอกาสดังกล่าวจะเกิดขึ้น เพราะมาตรา 272 ที่ระบุว่าอำนาจหน้าที่ของ ส.ว.ในการเห็นชอบนายกฯมีผลในระหว่าง 5 ปีแรกนับตั้งแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญ ในขณะนี้ก็เดินทางมาถึงครึ่งทางแล้วและจะสิ้นผลเมื่อครบกำหนดตามบทเฉพาะกาลในอีก 2 ปีข้างหน้า และหากมีอุบัติเหตุทางการเมืองและมีการจัดการเลือกตั้งในช่วงที่มาตรา 272 ยังมีผลบังคับอยู่ จะทำให้รัฐบาลและพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลได้ประโยชน์อยู่

ส่วนตัวสนับสนุนแนวคิดดังกล่าวของนายสมชัย และมีความหวังว่าพรรคการเมืองทั้งหลายจะเห็นแก่เสียงของประชาชน เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราดังกล่าวให้เร็วที่สุด ถือเป็นการคืนอำนาจอธิปไตยให้แก่ประชาชน เป็นการคืนอำนาจให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพรรคการเมือง ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย ให้เป็นกลไกหลักในการลงมติแต่งตั้งบุคคลให้เป็นนายกรัฐมนตรี แนวทางดังกล่าวจะเป็นผลดีต่อการสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในฐานะประเทศประชาธิปไตยจากมุมมองของประชาคมระหว่างประเทศ และในขณะเดียวกันจะเป็นหลักประกันว่าเสียงและความต้องการของประชาชนจะได้รับการเคารพและถูกนำมาใช้ในการเลือกผู้นำของประเทศอย่างแท้จริง

ท้ายที่สุดคำถามสำคัญของวันนี้คือ พรรคการเมืองทุกพรรคต้องตอบคำถามให้ได้ว่า การเกิดขึ้นของพรรคการเมืองคือการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนในสังคม หรือการประสานประโยชน์เพื่อตำแหน่งและอำนาจของพรรคการเมืองของตนเอง และคำถามต่อมาคือ การให้อำนาจแก่ ส.ว.ในการเลือกนายกรัฐมนตรี เป็นประโยชน์ต่อสังคม หรือเป็นประโยชน์ต่อพรรคการเมืองของตนกันแน่ หากเป็นอย่างหลังอนาคตของการเมืองไทยคงไปได้ไม่ไกลกว่าที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้