‘เลขาฯ สมช.’ ชง ศบค.ชุดใหญ่ ปรับโซนสี-ต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพิ่มระบบติดตามนักท่องเที่ยว

‘เลขาฯ สมช.’ ชง ศบค.ชุดใหญ่ ปรับโซนสี-ต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพิ่มระบบติดตามนักท่องเที่ยว เล็งเพิ่มที่แซนด์บ็อกซ์-นำร่องท่องเที่ยว ชี้ ผู้ปกครองโวยเลิก เอทีเค-สวมหน้ากาก ตามสมัครใจ ต้องดูความเหมาะสม-ปลอดภัย ไม่กระทบระบบสาธารณสุข

เมื่อเวลา 09.15 น. วันที่ 19 มกราคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ผอ.ศปก.ศบค.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมการประชุม ศบค.ชุดใหญ่ในวันที่ 20 มกราคม ว่า ในการประชุม ศปก. วันนี้ประเด็นแรก จะเป็นการประชุมสรุปและประเมินสถานการณ์ หลังจากช่วงเทศกาลปีใหม่ ประเด็นที่สองจะพิจารณาผ่อนคลายมาตรการ เนื่องจากเลขตัวเลขผู้ติดเชื้อทรงตัว และระบบรักษาพยาบาลที่จะรองรับ ก็เข้าที่เข้าทางมากขึ้น จึงจะประเมินว่าจะผ่อนคลายปรับระดับพื้นที่สีของแต่ละจังหวัดอย่างไร เพื่อให้ประชาชนคล่องตัวขึ้น

โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะหัวหน้า ผอ.ศบค. สั่งการว่าตั้งแต่หลังปีใหม่ว่าให้เร่งประเมินข้อมูลเพื่อพิจารณาผ่อนคลายในส่วนที่สามารถทำได้ เพราะห่วงใยประชาชนที่จะประกอบอาชีพ และให้คนมีงานทำ พร้อมให้ระบบเศรษฐกิจได้ขับเคลื่อน รวมถึงภาคการท่องเที่ยวจะเป็นหลักในการนำเม็ดเงินเข้าประเทศ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ วันนี้จะดูในรายละเอียดเหล่านี้ว่ามีจุดอ่อนตรงไหนและจะต้องปรับในเรื่องของข้อมูลข่าวสารตรงไหนบ้าง รวมถึงระบบควบคุมผู้ที่จะเดินทางเข้าประเทศให้รัดกุมมากขึ้น

พล.อ.สุพจน์ กล่าวว่า สำหรับมาตรการต่างๆ ที่จะออกมา บางส่วนจะเริ่มเลย บางส่วนจะเริ่มในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ เนื่องจากจะต้องแจ้งเตือนและเตรียมความพร้อม เตรียมการเพื่อลงทะเบียน โดยในวันนี้จะพิจารณาไทม์ไลน์ของแต่ละมาตรการ อย่างที่นายกฯจะให้ผ่อนคลายเป็นอย่างไร แต่ว่าทั้งหมด ทาง ศบค.ศปก.จะคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อจะนำเข้าที่ประชุมใหญ่ในวันที่ 20 มกราคม

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเดินทางเข้าประเทศโดยระบบเทสต์แอนด์โก จะมีการปรับเงื่อนไขอย่างไร พล.อ.สุพจน์ กล่าวว่า เงื่อนไขที่สำคัญของระบบเทสต์แอนด์โก ในช่วงระยะ 7 วัน ต้องหาวิธีควบคุมผู้ที่จะเดินทางเข้าประเทศให้ได้ ต้องสามารถติดตามตัวได้ หลังเจ็ดวันจึงจะถือว่าปลอดภัย โดยสิ่งแรกที่จะต้องทำเมื่อเดินทางเข้ามาคือต้องตรวจคัดกรอง และจะต้องแจ้งว่าจะไปไหนในช่วง 7 วัน จากนั้นจะต้องคุมไว้สังเกตไปไหนจะต้องมีข้อมูลดูได้ว่าอยู่ที่ไหน ซึ่งวันนี้จะหารือถึงมาตรการเพิ่มเติมในส่วนนี้ และกำหนดว่าในวันที่ 5-7 วัน ของการอยู่ในประเทศต้องตรวจ RT-PCR ซ้ำเมื่อปลอดภัยสามารถเดินทางท่องเที่ยวทั่วประเทศไทยได้ โดยรูปแบบใหม่จะไม่มีการกักตัวใสระบบเทสต์แอนด์โก ยกเว้นแต่ระบบแซนด์บ็อกซ์ กับจองโรงแรม 7 วัน และกักตัว

Advertisement

ซึ่งต่างจากเดิมที่ตรวจครั้งแรกครั้งเดียวแล้วปล่อยตัวให้ท่องเที่ยวได้ และไม่ได้ควบคุมมาก แต่เมื่อมีเชื้อโอมิครอน เข้ามาจึงต้องยกระดับทั้งนี้จะอนุญาตให้ผู้ที่ลงทะเบียนระบบเทสต์แอนด์โกไว้แล้วยังเข้าประเทศได้ ส่วนที่เหลือระงับการลงทะเบียนไว้ ผู้ที่เข้ามาจึงต้องเพิ่มมาตรการให้ได้รับการตรวจ 2 ครั้ง ถือเป็นการควบคุมที่แน่นหนาขึ้น ส่วนจะนำมาตรการมาใช้หรือไม่ใช้นั้น นายกฯ ให้แนวทางว่าให้ประเมินตามสถานการณ์เป็นหลัก โดยมีปัจจัยดูจากตัวเลขผู้ติดเชื้อ ข้อมูลพื้นที่ การดำรงชีวิตของประชาชน และความร่วมมือของประชาชนและผู้ประกอบการ ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ติดตามสถานการณ์และพูดคุยกับนายกฯ อย่างใกล้ชิดก็น่าจะมีข่าวดีในเรื่องนี้

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีของผับบาร์ที่ขอปรับมาเป็นร้านอาหาร ทั้งกรุงเทพมหานคร และจังหวัด จะต้องเข้าไปสำรวจก่อนวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา ได้ปรับปรุงอะไรไปบ้างแล้ว พล.อ.สุพจน์ กล่าวว่า ก็จะมีการทยอยเปิดต่อเนื่อง ซึ่งได้มอบหมายให้กรุงเทพมหานครและจังหวัดไปดำเนินการ ดังนั้นผู้ประกอบการที่มีสถานประกอบการในลักษณะผับบาร์คาราโอเกะเต็มรูปแบบต้องเข้าใจว่ายังมีความเสี่ยงมาก หากจะปรับเป็นร้านอาหารต้องทำตามที่เราเปิดช่องให้ คือในรูปแบบร้านอาหาร และต้องแจ้งท้องที่ให้ไปตรวจประเมิน รวมถึงปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุขที่กำหนด

เมื่อถามว่า ในที่ประชุมจะพิจารณาเพิ่มพื้นที่แซนด์บ็อกซ์หรือไม่ พล.อ.สุพจน์ กล่าวว่า มีโอกาส และการเพิ่มจะต้องขึ้นอยู่กับความพร้อมของพื้นที่นั้นเป็นหลัก ต่อข้อถามถึงการเพิ่มพื้นที่นำร่องสีฟ้า ที่ชะลอไว้ก่อนหน้านี้ จะพิจารณาเพิ่มพื้นที่หรือไม่ พล.อ.สุพจน์ กล่าวว่า ศปก.ศบค. ก็จะพิจารณา โดยดูความพร้อมของพื้นที่ ทั้งเรื่องมาตรการสาธารณสุขที่จะรองรับ เนื่องจากบุคคลที่เข้ามาจะเป็นคนใหม่ที่เข้าประเทศเราต้องควบคุมในช่วงเวลา 7 วันเพื่อให้เกิดความปลอดภัย ดังนั้นทุกฝ่ายต้องพร้อม ทั้งคนในพื้นที่ และผู้ประกอบการ นอกจากนี้ จะประเมินตัวเลขผู้ติดเชื้อ ลักษณะการติดเชื้อเทียบกับอัตราส่วนประชากร ที่สำคัญคือสาธารณสุขจังหวัดและท่องเที่ยวจังหวัดต้องการันตีว่ามีความพร้อมที่จะเปิดเป็นแซนด์บ็อกซ์หรือพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว ขณะนี้เราอยู่ในระยะที่สองของการฟื้นฟูการท่องเที่ยวที่ระงับเอาไว้ ประมาณ 13 พื้นที่ ส่วนจะเปิดได้ครบพื้นที่หรือไม่ จะต้องพิจารณากันก่อน

Advertisement

เมื่อถามว่า จังหวัดที่จะปรับพื้นที่โซนสีจะสามารถดื่มแอลกอฮอล์ได้หรือไม่ พล.อ.สุพจน์ กล่าวว่า ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา การกำหนดมาตรการในแต่ละพื้นที่ ได้กำหนดเป็นโซนสีไว้คือ สีแดงเข้ม สีส้ม สีเหลือง และสีเขียว แต่ละพื้นที่จะมีมาตรการ 4 แบบ ซึ่งระบุไว้แล้ว เช่น สีส้ม เมื่อดูตารางที่กำหนด สามารถรู้เลยว่าสามารถทำอะไรในแต่ละกิจกรรม ซึ่งในพื้นที่สีส้ม ระบุไม่ให้ดื่มสุราในร้านอาหาร หากเป็นสีเหลืองอนุญาตให้ดื่มสุราในร้านอาหารได้ ถ้าสถานการณ์มีความน่าเป็นห่วง อาจจะมีมาตรการเพิ่ม เช่น แต่ละจังหวัดอาจจะกำหนดเวลาในการดื่มสุราได้ถึง 21.00 น. หรือ 22.00 น. ซึ่งทางจังหวัดสามารถออกมาตรการเพิ่มเติมตามความจำเป็นได้

เมื่อถามว่า จะมีการพิจารณาขยายประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่จะครบกำหนดออกไปหรือไม่ พล.อ.สุพจน์ กล่าวว่า ต้องต่อ ทุกอย่างเป็นไปตามเงื่อนเวลาเพราะยังมีความจำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในหลายกิจการเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ทั้งเรื่องเดินทางเข้าประเทศ การห้ามคน ส่วนการประเมินตัวเลขผู้ติดเชื้อ ประมาณ 6,000 ราย ซึ่งลดมาจากเดิม 8,000 ราย จึงต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 2 เดือนในการลดระดับ เพื่อให้ตัวเลขอยู่ในระดับที่ปลอดภัยขึ้น

เมื่อถามถึงกรณีที่ผู้ปกครองบางส่วนเรียกร้องไม่ให้ตรวจ ATK ในเด็กนักเรียน และให้สวมหน้ากากได้ตามความสมัครใจ จะน่ากังวลหรือไม่หากเปิดเรียนเต็มรูปแบบ พล.อ.สุพจน์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ทั่วโลกมีตัวเลขติดเชื้อที่สูงในบางประเทศ แต่ตรงนี้ต้องดูศักยภาพ ชีวิตความเป็นอยู่ และลักษณะสังคม ซึ่งในประเทศไทย ถ้าไม่ช่วยกันใส่หน้ากากอนามัย ฉีดวัคซีน และไม่ช่วยกันตรวจ โอกาสแพร่เชื้อและติดเชื้อจะสูงมาก และจะกระทบระบบสาธารณสุข รัฐบาลใส่ใจ มีนโยบายดูแลสุขภาพ และระบบสาธารณสุขที่จะดูแลประชาชน ฉะนั้นจะเห็นว่าหากมีการติดเชื้อจะโกลาหล การจัดระบบสาธารณสุขเพื่อรองรับจึงมีความจำเป็น ถ้าไม่ทำตามมาตรการ ไม่สวมหน้ากากอนามัย หรือไม่ตรวจ ATK หรือไม่กำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อความปลอดภัย ก็จะกระทบระบบสาธารณสุข ทั้งผู้ติดเชื้อ โควิด-19 และคนปกติ

เมื่อถามย้ำว่า ข้อเสนอของผู้ปกครองอาจไม่สามารถดำเนินการได้ หรือจะให้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจในการตัดสินใจ พล.อ.สุพจน์ กล่าวว่า ทางกระทรวงศึกษาธิการได้รับมาตรการไปจากกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้พูดคุยกันหลายรอบ และทางสถานศึกษาและโรงเรียนในแต่ละพื้นที่ ได้พูดคุยกับผู้ปกครอง หากมีข้อเสนอหรือวิธีการ ทางกระทรวงศึกษาธิการสามารถแจ้งมาที่ ศปก.ศบค. เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณา เพื่อที่จะปรับหรือออกเป็นมาตรการ ทั้งนี้กระทรวงศึกษาธิการ สามารถคุมแนวทางและมาตรการในภาพรวมได้อยู่แล้ว

เมื่อถามถึง ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรคติดต่อ ฉบับแก้ไข มีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง พล.อ.สุพจน์ กล่าวว่า ทางกระทรวงสาธารณสุขกำลังเร่งดำเนินการ แต่ยังไม่ทราบระยะเวลาที่จะพิจารณา หากร่างกฎหมายฉบับนี้เสร็จ ก็สามารถนำมาใช้แทนพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แต่ทั้งนี้ก็ต้องดู จังหวะและเวลาที่เหมาะสม

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image