เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เป็นช่วงระยะเวลาสำคัญของชายไทยที่อายุ 21 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปถึง 30 ปีบริบูรณ์ ต้องเข้ารับการคัดเลือกเพื่อเป็นทหารกองประจำการในกองทัพตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497 และในช่วงเวลาดังกล่าวเช่นเดียวกันมีข่าวแพร่ทางสื่อมวลชนทุกแขนงว่าการทำร้ายร่างกายพลทหารเก่า 2 นาย ที่รับราชการอยู่ที่กองพันทหาร ค่ายพยัคฆ์ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ทำให้เสียชีวิต 1 นาย และบาดเจ็บสาหัสอีก 1 นาย โดยผู้กระทำคือนายทหาร 1 นาย และนายสิบอีก 5 นาย ในเวลากลางคืนของหน่วยนั้น ทำให้เดือดร้อนกันไปทั้งหมดที่อาจทำให้ภาพลักษณ์ของกองทัพบกเสียชื่อเสียง และผู้บังคับบัญชาระดับสูง ตั้งแต่ รมว.กห.และ ผบ.ทบ.ให้สัมภาษณ์ว่าจะลงโทษผู้กระทำความผิดตามกฎหมายต่อไป
ผู้เขียนในฐานะเป็นทหารเก่าเคยผ่านหลักสูตรนักเรียนทหารทุกระดับเคยเป็นผู้ฝึกทหารใหม่และเคยปกครองผู้ใต้บังคับบัญชาที่เป็นทั้งนายทหารสัญญาบัตร นายทหารประทาน นักเรียนทหาร ลูกจ้างประจำ พนักงานราชการและพลทหารกองประจำการมาด้วย ก็อยากจะทำความเข้าใจกับบรรดาผู้ปกครองและสังคมพร้อมกับนายทหารรุ่นหลังๆ ที่ทำการปกครองบังคับบัญชาให้เห็นความสำคัญของน้องๆ พลทหารทุกคนที่เข้ามารับราชการในกองทัพว่า ต้องเอาใจใส่ที่ต้องดูแลเหมือนลูก ทำไมจึงกล่าวเช่นนั้น ไม่เกินกว่าความเป็นจริงหรือยกย่องเกินไปหรือ ก็ลองมาดูเหตุผลหลักๆ กัน 3 ประการดังนี้
1.น้องๆ พลทหารเป็นกำลังพลที่เข้ามารับราชการทหารด้วยกฎหมายบังคับตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497 มีทั้งที่สมัครใจขอเข้าเป็นในวันตรวจเลือกและจับสลากได้ใบแดง (ในผลัด 1 ต้องเข้ากองประจำการใน เดือนพฤษภาคม และในผลัด 2 ต้องเข้ากองประจำการในเดือนพฤศจิกายนของปีนั้น) ไม่ได้สมัครใจเข้ามาทั้งหมดเหมือนนักเรียนทหารที่ต้องสอบแข่งขันเพื่อเข้ามารับราชการเป็นทหาร ทั้งสัญญาบัตรและประทวน เพราะฉะนั้นการปฏิบัติต่อน้องๆ พลทหารดังกล่าวตลอดระยะเวลา 2 ปี หรือน้อยกว่า (ตามสิทธิลดระยะเวลาของกฎหมาย) เราจะปฏิบัติด้วยความเข้มงวดตึงเป๊ะ ไม่มีผ่อนสั้นผ่อนยาวเหมือนกับกำลังพลที่เต็มใจเข้ามาสู่กองทัพอย่างนั้นหรือ น้องๆ พลทหารทุกคนมีพ่อแม่ญาติพี่น้องอยู่ข้างหลังอีก เฉลี่ยประมาณ 1:5 ถ้าได้รับการปฏิบัติที่ดี ชื่อเสียงขององค์การ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงกลาโหม หรือเหล่าทัพ ก็จะดีและเกิดศรัทธาและเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้นไปอีก
2.น้องๆ พลทหารเป็นกำลังพลที่มีมากที่สุดในทุกเหล่าทัพมากกว่ากำลังพลประเภทใดๆ ตามตัวเลขที่ทางราชการได้แถลงผ่านสื่อมวลชน เมื่อ 9 เม.ย.59 ว่าในปีงบประมาณ 2559 นี้ มียอดพลทหารใหม่ที่ต้องการ 101,307 นาย สังกัด ทบ. 75,324 นาย สังกัด ทร. 16,000 นาย สังกัด ทอ. 8,099 นาย สังกัดกองทัพไทย 1,149 นาย และสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม 735 นาย จากยอดชายไทยที่อายุครบเกณฑ์ทั้งหมดที่ต้องเรียกเข้ารับการคัดเลือก 355,938 นาย มีชายไทยสมัครใจเข้าเป็นทหารโดยไม่ขอจับใบดำและแดงจำนวนที่ต้องการมากพอสมควร แสดงว่ากองทัพเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชนที่ต้องการเข้ามารับใช้ชาติบ้านเมืองโดยกองทัพดูแลให้มีรายได้เพียงพอแก่การดำรงชีพ เช่น เงินเดือน เบี้ยเลี้ยง สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ได้รับ พร้อมประสบการณ์ชีวิตที่ไม่อาจซื้อหาได้ด้วยเงินทอง มีคำกล่าวโบราณว่าถ้าเกิดเป็นชายไทยพุทธในชาตินี้ต้องทำ 2 อย่าง จึงจะเป็นลูกผู้ชายเต็มตัวคือ 1) เป็นทหารรับใช้ใชาติ และ 2) บวชในบวรพระพุทธศาสนา เพื่อทดแทนบุญคุณบิดามารดาที่เลี้ยงดูมา ในส่วนของกองทัพบกที่มียอดกำลังพลมากที่สุดกว่าเหล่าทัพอื่น กำลังพลที่มีมากที่สุดคือ พลทหารกองประจำการที่รับราชการอยู่ 2 ปี มียอดรวมกันประมาณ 120,000 นาย มากกว่านายทหารประทวนและนายทหารสัญญาบัตรรวมกัน และรัฐต้องจัดสรรงบประมาณเป็นเงินเดือนพลทหารกองประจำการปีละมากกว่า 6,000 ล้านบาท ถ้าไม่มีพลทหารให้ปกครองบังคับบัญชา ก็จะไม่มีนายทหารที่เป็นผู้บังคับบัญชาเช่นเดียวกัน
3.น้องๆ พลทหารเป็นกำลังพลที่ทำงานหนักในทุกภารกิจที่ได้รับมอบ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติราชการสนามชายแดน การรักษาความมั่นคงภายใน การป้องกันประเทศ การช่วยเหลือประชาชน และพัฒนาประเทศการพัฒนาหน่วยงานที่สังกัด ฯลฯ ถือเป็นมดงานตัวจริง บางครั้งเสี่ยงตาย เสี่ยงทุพลภาพ และลำบากตรากตรำทำงานแทนกำลังพลประเภทอื่นๆ อีก ถ้าขาดกำลังพลทหารทั้งเก่าและใหม่นี้งานต่างๆ ตามภารกิจจะไม่สำเร็จได้โดยสมบูรณ์เป็นแน่แท้
น้องๆ พลทหารที่เข้ามารับราชการแล้วจะต้องได้รับการดูแลและเอาใจใส่อย่างดี โดจะแบ่งเป็น 2 จำพวกคือ 1) พลทหารใหม่ และ 2) พลทหารเก่า สำหรับพลทหารใหม่ของกองทัพบกทุกคนเมื่อรายงานตัวเข้ากองประจำการในหน่วยทหารทั่วประเทศแล้วก็จะดำเนินการฝึกทหารใหม่ โดยต้องยึดถือตามระเบียบและหลักสูตรการฝึกทหารใหม่เบื้องต้นทั่วไปที่กรมยุทธศึกษาทหารบกกำหนดไว้ สำหรับทหารทุกเหล่าของกองทัพบก (10 สัปดาห์) พ.ศ.2551 ใช้รูปแบบการฝึกด้วยวิธีการฝึกที่มุ่งเน้นผลการปฏิบัติเป็นวิธีหลัก สำหรับการฝึกในรูปแบบอื่นๆ ให้ดำเนินการเป็นการฝึกเสริมให้มีการอบรมส่งเสริมความรักชาติ ความสามัคคี การปลูกฝังอุดมการณ์ทางการเมือง และสถาบันพระมหากษัตริย์ ผู้รับผิดชอบการฝึกจะต้องสอดแทรกการอบรมตลอดห้วงการฝึก ให้ดูแลเรื่องสวัสดิการ ความเป็นอยู่ รวมทั้งขวัญกำลังใจ และให้พิจารณาลงทัณฑ์ โดยจะต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.วินัยทหาร ซึ่งได้กำหนดการลงทัณฑ์ไว้ 5 สถาน คือ ภาคทัณฑ์ ทัณฑ์กรรม กัก ขัง และ จำขัง เท่านั้น ห้ามใช้วิธีการลงทัณฑ์ที่นอกเหนือจากนี้ โดยเฉพาะการทำร้ายร่างกาย ให้มีมาตรการและการป้องกันในการรักษาความปลอดภัยระหว่างการฝึกทุกสถานี เพื่อป้องกันการสูญเสียจากการฝึก และให้ระมัดระวังเรื่องโรคลมร้อน ในการฝึกสัปดาห์ 1-3 ให้ปฏิบัติตามคู่มือการป้องกันโรคลมร้อน (Heat stroke) ที่กรมแพทย์ทหารบกออกไว้ให้
การใช้ชีวิตทหารใหม่ ซึ่งถือได้ว่าเป็นรอยต่อระหว่างชีวิตพลเรือนกับชีวิตทหาร ซึ่งทหารใหม่ทุกคนจะได้รับการฝึกและสอนอบรมตามระเบียบที่กองทัพบกกำหนด เช่น 1) การฝึกบุคคลท่าเบื้องต้น เช่น ท่ามือเปล่า, ท่าอาวุธ, ฝึกแถวชิด 2) การฝึกความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกาย ใช้ช่วงเวลา ตอนเช้า, ตอนเย็น เช่น การฝึกกายบริหารด้วยท่าทางต่างๆ การวิ่งออกกำลังกาย การฝึกการต่อสู้ป้องกันตัว ฯลฯ 3) การฝึกวิชาทหารทั่วไป เช่น การติดต่อสื่อสารการอ่านแผนที่และเข็มทิศ การปฐมพยาบาล และสุขอนามัย การข่าวเบื้องต้น การระเบิดทำลาย ทุ่นระเบิดกับระเบิดการป้องกันนิวเคลียร์ชีวะรังสี ฯลฯ 4) การฝึกใช้อาวุธ ลูกระเบิดขว้าง และดาบปลายปืน 5) การฝึกทางยุทธวิธี เช่น การกำบังและซ่อนพราง การฝึกบุคคลทำการรบในเวลากลางวัน/กลางคืน เครื่องกีดขวาง การยิงประกอบการเคลื่อนที่ การลาดตระเวน ระวังป้องกัน การเคลื่อนย้ายทางยุทธวิธี การพักแรมในสนาม ฯลฯ 6) การสอนอบรม เช่น คุณลักษณะทางทหาร แบบธรรมเนียมทหาร คุณธรรมของทหาร มารยาทและวินัยทหาร หน้าที่พลเมืองดี ความรักและการป้องกันประเทศ การปกครองระบอบประชาธิปไตย พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย การเสริมสร้างปลูกฝังอุดมการณ์ทางการเมืองในหน่วยทหาร รัฐธรรมนูญไทย ประวัติศาสตร์ ยาเสพติด เศรษฐกิจพอเพียง ฯลฯ ทั้งนี้จะอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ฝึก ผู้ช่วยครูฝึก ครูนายสิบและครูทหารใหม่ กองทัพบกมีหน่วยฝึกทหารใหม่มากถึง 300 กว่าหน่วยทุกค่ายทหารทั่วประเทศ โดยหนึ่งหน่วยฝึกมีทหารใหม่ 80-160 นาย มีผู้ฝึกหนึ่งนาย จัดจากบังคับหมวดอาวุโสที่มีประสบการณ์ในการฝึก โดยรับผิดชอบการฝึกและปกครองทหารใหม่พร้อมๆ กันด้วย ผู้ช่วยผู้ฝึกอีก 1 นาย จัดจากผู้บังคับหมวดที่อาวุโสต่ำกว่าผู้ฝึกหรือจ่าสิบเอกอาวุโส ครูนายสิบ จัดจากนายสิบที่มีความรู้ความสามารถ มีลักษณะท่าทางดี และดูแลทหารใหม่อย่างใกล้ชิด โดยจัดครูนายสิบ 1 นาย ต่อครูทหารใหม่ 1 นาย เช่น ครูทหารใหม่ 15 นาย ก็จัดครูนายสิบ 15 นาย ครูทหารใหม่จัดจากพลทหารที่สำเร็จการฝึกหลักสูตรทหารใหม่แล้ว เพื่อทำหน้าที่ช่วยเหลือครูนายสิบ โดยครูทหารใหม่ 1 นาย ต่อทหารใหม่ 8 นาย
คุณลักษณะพึงประสงค์ของผู้ฝึก ครูนายสิบ และครูทหารใหม่ต้องมี 1) ลักษณะทหารดี ความประพฤติเรียบร้อย อยู่ในระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด 2) แต่งกายสะอาดเรียบร้อยถูกต้องตามระเบียบ 3) มีความมุ่งมั่นกระตือรือร้น จริงใจ ตั้งใจ ในการฝึก 4) มีการควบคุมบังคับบัญชาครูฝึกอย่างแน่นแฟ้น คุ้นเคย และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน 5) อยู่ใกล้ชิดทหารใหม่ตลอดเวลา ดูแลทุกข์สุขของทหารอย่างทั่วถึง เอาใจใส่ต่อการเจ็บป่วยของทหารใหม่ 6) เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ครูฝึกและทหารใหม่ได้เป็นอย่างดีในทุกๆ เรื่อง เมื่อฝึกจบครบ 10 สัปดาห์แล้ว ก็มีพิธีสวมหมวกทรงอ่อนสีดำและเข้าร่วมพิธีกระทำสัตย์ปฏิยาณตนสวนสนามในวันสาบานธง หลังจากนั้นจึงเป็นพลทหารเก่าแยกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ตามหน่วยที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายต่อไป และผ่อนปรน กฎ ระเบียบต่างๆ ลงบ้างพอสมควร
การปรับปรุงวินัยและเสริมสร้างลักษณะผู้นำทางทหาร (MOLDING SYSTEM) หรือ ระบบ “ซ่อม” เป็นคำศัพท์ทางทหารและวัฒนธรรมองค์การของทหารตั้งแต่ยุคอดีตถึงปัจจุบันที่ใช้กันมาอย่างได้ผลที่กระทำเดี่ยวต่อตัวบุคคล และกระทำเป็นกลุ่มต่อทหารที่กระทำบกพร่องหรือผิดวินัยทหารเล็กๆ น้อยๆ อยู่ในอำนาจดุลพินิจของผู้บังคับบัญชา และผู้กระทำผิดวินัยบกพร่องที่ไม่ต้องการให้มีการบันทึกไว้ในประวัติรับราชการไม่ว่าจะเป็นกำลังพลประเภทใด (โดยเฉพาะนายทหารสัญญาบัตรถ้าทำผิดวินัยทหารและถูกลงทัณฑ์สถานเบา เช่น การทำทัณฑ์บนจะต้องรายงานถึง รมว.กห. และบันทึกลงในสมุดประวัติรับราชการ) ซึ่งกำลังพลที่กระทำบกพร่องก็ไม่ประสงค์ เช่นนั้น จึงเป็นไปด้วยความสมัครใจทั้งสองฝ่าย ถ้าผู้บังคับบัญชาจะเถรตรงก็ทำได้ แต่จะเป็นการตัดอนาคตรับราชการของผู้ใต้บังคับบัญชาทางอ้อม ผู้กระทำความผิดที่เป็นนายสิบและพลทหารจึงยอมให้มีการปรับปรุงวินัยด้วยวิธีต่างๆ มีประโยชน์ถึง 4 อย่างคือ 1) เป็นการลงโทษให้หลาบจำเมื่อกระทำผิด 2) ให้ความเข้มแข็งของร่างกาย 3) รักษาระเบียบวินัยของหน่วย และ 4) เสริมสร้างบุคลิกและลักษณะผู้นำ
ตามหลักฐานตัวอย่างของกรมนักเรียนนายร้อยที่ขอนำกลับมาทวนความจำอีกครั้ง ซึ่งเป็นต้นแบบของหน่วยที่มีวินัยที่เข้มแข็งสุดของกองทัพบกที่ผลิตนายทหารสัญญาบัตรออกมารับใช้ประเทศชาติมาเป็นเวลานานมาก สำหรับ นนร.ใหม่ใช้ 2 ระบบคู่กัน ได้แก่ 1) ระบบการปลูกฝัง และเสริมสร้างลักษณะผู้นำ ที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ปฏิบัติที่จะต้องให้ใช้การออกกำลังกาย ครั้งหนึ่งให้สั่งได้ไม่เกินอัตราสูงสุดที่กำหนดไว้คือ 1) ยึดพื้น 20 ครั้ง กระโดดทิ้งย่อ 20 ครั้ง 2) วิ่งไม่เกินระยะทาง 1,000 เมตร 3) พุ่งหลัง 1 นาที 4) ยืน-นั่ง-นอน-กลิ้งตัว 1 นาที 5) หมอบ-คลาน-คืบ 1 นาที ห้ามสั่งการปฏิบัติอื่นใดนอกเหนือไปจากรายการที่กำหนดไว้แล้ว เมื่อได้สั่งให้ปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดแล้วห้ามมิให้สั่งปฏิบัติการอื่นใดโดยต่อเนื่อง ต้องให้ได้พักในระหว่างการปฏิบัติในแต่ละเรื่อง หากการปฏิบัติได้ดำเนินไปเกินขอบเขตหรือเกิดการบาดเจ็บ ผู้บังคับบัญชามีสิทธิระงับการปฏิบัตินั้นได้ โดยมีข้อห้ามของการปรับปรุงลักษณะผู้นำต้องยึดถือหลักดังต่อไปนี้ 1) กระทำโดยเจตนาเพื่อที่จะให้บังเกิดผลตามความมุ่งหมาย 2) มีความพอดีเหมาะสมกับลมฟ้าอากาศและกาลเทศะ 3) ไม่ล่วงเกินบรรพบุรุษ ไม่ผิดศีลธรรมและมนุษยธรรม 4) ไม่ผิดสุขอนามัย ไม่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บทางร่างกาย 5) ไม่แกล้งหรือกระทำการด้วยอาการบันดาลโทศะ อาฆาต หรือแก้แค้น 6) การปฏิบัติใดๆ ต้องไม่ถูกต้องตัว 7) ห้ามทำการปลูกฝังและเสริมสร้างลักษณะผู้นำในบางเวลาและสถานที่ เช่น โรงพยาบาล ขณะฝึกฝนและศึกษา ขณะรับประทานอาหาร และหลังแตรนอน (เว้นเมื่อได้รับอนุญาต) และ 2) ระบบการสร้างเสริมลักษณะทหารของ นนร.ใหม่ คือการฝึกให้ นนร.ใหม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งอย่างถูกต้องและรวดเร็ว โดยมีท่าฝึกที่ต้องออกกำลังกายในการสร้างเสริมลักษณะทหารของ นนร.ใหม่ มีดังนี้ 1) ยุบข้อหรืออื่นๆ ทำนองยุบข้อสั่งได้ไม่เกินครั้งละ 20 ครั้ง 2) จักรยานลม 1 นาที 3) ยืน นั่ง นอน กลิ้งตัว 1 นาที 4) หมอบ คลาน คืบ 10 เมตร วิ่ง 400 เมตร ห้ามสั่งการปฏิบัติท่าอื่นนอกจากท่าที่กำหนดไว้นี้ การปฏิบัติใดๆ ต้องไม่เกิน 3 นาที เมื่อครบ 3 นาทีแล้วต้องหยุดพักผ่อน 5 นาทีก่อน จึงจะสามารถสั่งการปฏิบัติต่อไปได้ ทั้งนี้จะต้องไม่สั่งในท่าเดิมเกิน 2 ครั้ง
นอกจากนั้นมีระเบียบ รร.จปร.ว่าด้วยการตัดคะแนนความประพฤติและการลงทัณฑ์นักเรียนนายร้อย พ.ศ.2552 ให้ผู้บังคับบัญชา อาจารย์พิจารณาใช้มาตรการทางปกครองแก่นักเรียนนายร้อยที่ประพฤติบกพร่องอีกดังต่อไปนี้ 1) ว่ากล่าวตักเตือน คือการที่ผู้บังคับบัญชาได้ทำการอบรมสั่งสอนด้วยวาจาซ้ำอาจจะมีการบันทึกไว้เป็นหลักฐานก็ได้ 2) ตัดสิทธิ คือการตัดสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง เช่น ยืดเวลาปล่อยพักผ่อนออกนอกโรงเรียนให้ช้ากว่าปกติ ฯลฯ 3) การธำรงวินัย คือให้กระทำการว่ากล่าวตักเตือน หรืออบรมสั่งสอนควบคู่กับการออกกำลังกาย หรือให้ทำงานหรือกิจกรรมที่มีผลต่อการพัฒนาบุคลิกภาพ อุปนิสัย หรือจริยธรรมของนักเรียนตามที่กรมนักเรียนนายร้อยรักษาพระองค์กำหนด และยังมีระเบียบ รร.นายร้อย จปร.ว่าด้วยระเบียบปฏิบัติประจำสัปดาห์และประจำวันของนักเรียนนายร้อย พ.ศ.2557 ให้มีการจัดเวรเตรียมพร้อมและกักบริเวณ โดย นรร.ที่ถูกสั่งลงโทษให้เดินทัณฑ์โดยปฏิบัติดังนี้ 1) การแต่งกาย ชุดฝึก ประกอบเครื่องสนามหนัก 8.5 กิโลกรัม และปืนไม้ 2) วันเวลาเดิมในวันหยุดเสาร์และอาทิตย์ เวลา 08.00-15.00 น. เส้นทางเดินถนนหน้ากองร้อยของแต่ละกองพัน เป็นการทำโทษไม่ให้ นนร.คนอื่นกระทำความผิดตามด้วย
ระบบการซ่อมเพื่อปรับปรุงวินัยและเสริมสร้างคุณลักษณะผู้นำทางทหารของ รร.นายร้อย จปร.จึงเป็นแนวทางและได้มีการนำไปใช้ใน รร.ทหารทุกประเภทและหน่วยทหารทุกหน่วย แต่ต้องลดระดับความเข้มข้นลง ด้วยการใช้การออกกำลังกายแทนการถูกตัดคะแนนความประพฤติ (ที่ใช้ใน รร.ทหาร) การไม่บันทึกประวัติรับราชการและเป็นการทำโทษทางร่างกายและจบหรือเสร็จสิ้นไปในระยะเวลาสั้นๆ ไม่ต้องตั้งกรรมการสอบสวน ทำให้เสียเวลาทางด้านธุรการไปโดยไม่คุ้มค่า กองทัพในโลกนี้ไม่มีทหารคนใดที่ไม่มีข้อบกพร่องเล็กน้อยทางด้านวินัย ผู้บังคับบัญชาเมื่อพบข้อบกพร่องต้องลงโทษเพื่อให้หลาบจำ จะได้ไม่กระทำความผิดซ้ำหรือกระทำความผิดสำคัญขึ้นอีกในอนาคต เป็นการเตือนสติไปในตัว ซึ่งอาจจะผิดกับวัฒนธรรมองค์การของส่วนราชการอื่นๆ ที่อาจมองผ่านความผิดเรื่องเล็กน้อยไป การลงโทษด้วยการให้ทำโทษตัวเองแทนด้วยการออกกำลังกาย ก็มีบางหน่วยพลิกแพลงเพิ่มเติมอีก เช่น ควงสว่าง กระโดดกบ กระโดดตบ ปั่นจิ้งหรีด แทงปลาไหล สก๊อตจั๊มพ์ สะพานโค้ง และการแสดงท่าทางพิเรนทร์ต่างๆ ผิดธรรมชาติของมนุษย์ ที่ปรากฏทางสื่อออนไลน์ บางท่าทางอาจก่อให้เกิดอันตรายผิดหลักวิทยาศาสตร์การกีฬา ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นที่ต้องกวดขันกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด ถ้าฝ่าฝืนก็ต้องลงโทษตามความเหมาะสมต่อไป
ความผิดของกลุ่มทหารที่กล่าวมาตอนต้น ถือเป็นความผิดเฉพาะตัวและกระทำเกินสมควรแก่เหตุเข้าข่ายการซ้อมทรมาน ไม่ใช่การซ่อมเพื่อปรับปรุงวินัย ด้วยมีสาเหตุอาจโกรธเคืองเรื่องส่วนตัว เป็นการกระทำลุแก่อำนาจในเวลากลางคืน ถ้าการปฏิบัติหน้าที่ของนายทหารเวรและนายทหารเวรผู้ใหญ่ประจำวันของหน่วยได้ปฏิบัติหน้าที่โดยเคร่งครัดตรวจพบเสียก่อนก็คงจะระงับเหตุร้ายนี้ได้ จึงเป็นอุทาหรณ์สำคัญของนายทหารสัญญาบัตรและประทวนทุกท่านว่า ในทุกหน่วยทหารทุกคนคือเพื่อนร่วมตาย ต้องได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรมเสมอภาคกัน โดยเฉพาะน้องๆ พลทหารกองประจำการทั้งทหารใหม่และเก่า ผู้บังคับบัญชาทุกระดับต้องดูแลเอาใจใส่เหมือนญาติพี่น้องและลูกหลานตนเอง และทหารทุกคนต้องมีความรับผิดชอบในผลการกระทำของตนที่อาจเสื่อมเสียส่งผลมาถึงชื่อเสียงของกองทัพที่ตนเองสังกัดแลกระทรวงกลาโหมได้
อนึ่ง ผู้เขียนได้ทราบว่ามูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้ออกแถลงการณ์ว่าการกระทำของกลุ่มทหารดังกล่าว ขัดกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ และเรียกร้องให้ปฏิบัติตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานหรือการปฏิบัติอื่นที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยเรียกร้องให้กระทรวงยุติธรรมได้เสนอ พ.ร.บ.การป้องกันและปราบปรามการทหาร และการบังคับให้บุคคลสูญหาย ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้กับการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ และเจ้าหน้าที่ทหาร ฯลฯ โดย ครม.ได้เห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าวเมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 ไปแล้วและกฎหมายฉบับดังกล่าวเมื่อผ่านความเห็นชอบจากสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้ว คงออกมาบังคับใช้อีกไม่นาน

