เส้นทางของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค
พร้อม ส.ส.ในกลุ่ม 20 คน ขอให้พรรคขับออกจากพรรคพลังประชารัฐ เพื่อย้ายไปสังกัดพรรคใหม่ที่เตรียมไว้ ยังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ แกนนำ พรรคร่วมรัฐบาลหลายคน แสดงความกังวลว่า เสียงสนับสนุนรัฐบาลเหลืออยู่เท่าไหร่ กันแน่ ขณะที่รัฐบาลยังมั่นใจว่า จะยังประคองสถานการณ์รัฐบาลไปได้อีกระยะ ด้วยการดึง ส.ส.ฝ่ายค้านมาสนับสนุน ซึ่งไม่ง่ายนัก เพราะเป็นปีสุดท้ายของรัฐบาล การเลือกตั้งใกล้เข้ามา ส.ส.ที่จะเข้ามาสนับสนุน อาจเกรงเกิดผลกระทบในการเลือกตั้ง
ขณะที่แกนนำฝ่ายค้านเห็นว่ารัฐบาลคงผ่านสมัยประชุมนี้ได้ เพราะเป็นสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ
ยังยื่นญัตติไม่ไว้วางใจไม่ได้ สภาจะล่มซ้ำซาก แต่สมัยประชุมหน้า จะเป็นห้วงเวลาที่อาจเกิดการเปลี่ยนแปลง ในเรื่องนี้ นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร แกนนำพรรคเพื่อไทย ชี้ว่า วันที่ 22 พฤษภาคม 2565 จะเปิดสมัยประชุมสภา ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดว่า เมื่อยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จะยุบสภาไม่ได้ ต้องอภิปรายและลงมติเสร็จสิ้นก่อน ถึงจะยุบสภาได้ ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จะเจอเหตุการณ์เหมือนเดือนกันยายน 2564 ที่เกือบเอาตัวไม่รอด ถ้าไปไม่รอด พล.อ.ประยุทธ์ต้องยุบสภาก่อนวันที่ 22 พฤษภาคม 2565 เพราะรัฐบาลมีเสียงเกินครึ่งอยู่ 4 เสียง พรรคเล็กประมาณ 30 เสียง ถ้าโดนเบี้ยว พล.อ.ประยุทธ์ต้องน็อกกลางสภา เพราะยุบสภาไม่ได้ ต้องออกอย่างเดียว เพราะได้เสียงไม่ไว้วางใจมากกว่ากึ่งหนึ่ง
ถือเป็นห้วงเวลาที่ยุ่งยากของเรือแป๊ะ รัฐบาลอาจแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปได้ แต่ถ้าไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง
ตามครรลองของประชาธิปไตย สถานการณ์จะยิ่งเลวร้าย รัฐบาลควรประเมินสถานการณ์อย่างตรงไป
ตรงมา ไม่เข้าข้างตัวเองมากเกินไป เพื่อพิจารณาว่า ขณะนี้ ประชาชนต้องการอะไร ต้องการความเปลี่ยนแปลงหรือไม่ พร้อมเลือกตั้งหรือไม่ แล้วดำเนินการไปตามความคิดเห็นของประชาชน จึงจะเป็นทางออกที่ถูกต้องและสันติ ยุติเงื่อนไขความขัดแย้ง และเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย

