จาก ‘ธรรมนัส’ ถึง ‘พลังประชารัฐ-ประยุทธ์’

24.01.22 | 12:55 น.

สถานีคิดเลขที่ 12 : จาก ‘ธรรมนัส’ ถึง ‘พลังประชารัฐ-ประยุทธ์’ โดย ปราปต์ บุนปาน

ไม่ว่าจะพิจารณาในแง่มุมไหน “ปรากฏการณ์ธรรมนัส” นั้นส่งผลกระเทือนต่อ “พรรคพลังประชารัฐ” และสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างมิต้องสงสัย

ตลอดช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา แม้ขั้วการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ และพรรคพลังประชารัฐ จะสามารถครองอำนาจได้อย่างค่อนข้างมั่นคง โดยมีองคาพยพของรัฐไทยช่วยประคับประคองอย่างเต็มกำลัง

ทว่า นักวิเคราะห์การเมืองก็ยังคงคลางแคลงใจต่อสถานภาพและอนาคตภายภาคหน้าของพรรคการเมืองชื่อ “พลังประชารัฐ”

เพราะด้านหนึ่ง พรรคการเมืองพรรคนี้ก็คล้ายจะมีศักยภาพในการพัฒนาขึ้นเป็น “สถาบันการเมือง” ของฝ่ายอนุรักษนิยม/ฝ่ายขวา ที่สามารถลงหลักปักฐานลงในสังคมการเมืองไทยได้อย่างยืนยาว แทนที่กลุ่มตัวแทนดั้งเดิม เช่น “พรรคประชาธิปัตย์”

แต่อีกด้าน หลายฝ่ายก็ประเมินว่า “พลังประชารัฐ” เป็นเพียงพรรคการเมืองชั่วคราวของทหาร/คณะรัฐประหาร ที่กวาดต้อนกลุ่ม/ก๊วน/ก๊กนักการเมืองร้อยพ่อพันแม่เข้ามาอยู่รวมกัน เพื่อเป้าประสงค์ในการสืบทอดอำนาจ ตรงระยะเปลี่ยนผ่านจากระบอบเผด็จการสู่ระบอบประชาธิปไตยจำแลง/ไม่เต็มใบ

Advertisement

โดยท้ายสุดแล้ว พรรคการเมืองแนวนี้จะต้องแตกสลายและไปต่อไม่ได้ในระยะยาว ทั้งเพราะความสามารถของอดีตผู้นำกองทัพที่ไม่เพียงพอจะนำพาประเทศไปสู่ทิศทางที่ดี และเพราะธรรมชาติของทหารกับนักการเมืองที่แตกต่างกันเกินไป

การแยกวงของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และ ส.ส. ในสังกัด ก็ดี การฮึดสู้จนได้รับชัยชนะในสนามเลือกตั้งซ่อมสงขลา-ชุมพรของพรรคประชาธิปัตย์ก็ดี การก่อตัวของพรรคกล้า
พรรคไทยภักดี และพรรคสร้างอนาคตไทย ที่อาจเรียกรวมๆ ได้ว่า “พรรคขวาใหม่” ก็ดี

ล้วนบ่งชี้ว่า “พรรคพลังประชารัฐ” กำลังเดินทางไปสู่แนวโน้ม-ชะตากรรมแบบที่สอง (โดยที่ผลการเลือกตั้งซ่อมในเขตหลักสี่และจตุจักร อาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยซึ่งนำมาใช้ทำนาย-คาดการณ์อนาคตของพรรคการเมืองพรรคนี้ได้เป็นอย่างดี)

ชะตากรรมอันพลิกผันของพรรคพลังประชารัฐ ตลอดจนพลวัต-ความเปลี่ยนแปลงภายในกลุ่มการเมืองฝ่ายขวา/ฝ่ายอนุรักษนิยม นั้นสัมพันธ์กับอนาคตทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ อย่างแยกไม่ออก

แม้เจ้าตัวจะพยายามสื่อสารว่าตนเองมุ่งทำงานในฐานะนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับกิจการของพรรคการเมือง หรือไม่ได้ข้องแวะกับภาวะสับสนวุ่นวายของแวดวงนักการเมืองก็ตาม

เพราะอย่างน้อยที่สุด การที่ “พรรคการเมืองของฝ่ายขวา” กำลังแตกกระจายออกเป็นหลายพรรค โดยยังมิได้มีฉันทมติใดๆ ร่วมกันเสียทีเดียว ก็อาจบ่งบอกว่าผู้นำอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ มิใช่ตัวเลือกหนึ่งเดียวของขั้วการเมืองฝ่ายนี้

เมื่อการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้าเดินทางมาถึง พรรคร่วมรัฐบาลอย่างภูมิใจไทยและประชาธิปัตย์ย่อมไม่ได้เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดตนายกฯ เช่นเดียวกับพรรคสร้างอนาคตไทยและพรรคกล้า

พรรคเศรษฐกิจไทยก็มีแนวโน้มที่จะตัดขาดตัวเองจาก พล.อ.ประยุทธ์ ขณะที่การตัดสินใจของพรรคพลังประชารัฐก็ดูจะพร่าเลือนคาดเดาได้ยากมากขึ้นตามลำดับ

ดีไม่ดีจึงอาจเหลือเพียงแค่พรรคไทยภักดีเท่านั้นที่ยังชู “บิ๊กตู่” เป็นผู้นำประเทศ

เห็นได้ชัดเจนว่าโจทย์ทางการเมืองของฝ่ายขวานับแต่ปี 2565 เป็นต้นไป ไม่ได้อยู่ที่เรื่อง “เลือกความสงบ จบที่ลุงตู่”

แต่โจทย์ที่ใหญ่กว่าคือท่ามกลางความไม่นิ่งทางการเมือง และความผันผวนทางสังคม-เศรษฐกิจ พรรคการเมืองต่างๆ รวมทั้งพรรคอนุรักษนิยม-ฝ่ายขวา จะสามารถนำเสนอ “ทางเลือกใหม่ๆ” ที่เท่าทันความเปลี่ยนแปลง ให้แก่ประชาชนได้หรือไม่?

ในสถานการณ์เช่นนี้ ท่ามกลางบริบทแบบนี้

สถานะของ “พรรคพลังประชารัฐ” และ “พล.อ.ประยุทธ์” จะยิ่งคลอนแคลนหนักมากขึ้นเรื่อยๆ