‘พิธา’ ชี้จุดแข็ง ‘วิโรจน์’ อุดมการณ์มั่นคง-เข้ากับคนหนุ่มสาว มั่นใจชาว กทม.เลือก

‘วิโรจน์’ พร้อมลุยเต็มที่ มั่นใจ ชาว กทม.เลือก ด้าน ‘พิธา’ ชี้จุดแข็ง อุดมการณ์มั่นคง-เข้ากับคนหนุ่มสาวได้

เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 23 มกราคม ที่พรรคก้าวไกล (ก.ก.) นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และแคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) พรรค ก.ก. ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อม และการตัดสินใจในการลงรับสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ว่า ในฐานะที่ตนเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้ทำงานนโยบาย กทม.มาตลอด ในสนามผู้ว่า กทม.เราก็วางแนวทางก็พยายามค้นหาคนที่เหมาะสมที่พร้อมจะขับเคลื่อนนโยบายบนวิถีของก้าวไกล โดยไม่หวั่นเกรงกับอำนาจใด ไม่หวั่นเกรงกับผลประโยชน์ที่อยู่ตรงหน้า

ทั้งนี้ ตนอยู่ในทีมนี้มาตั้งแต่แรก จนในท้ายที่สุด กรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) พรรคก็เรียกตนไปคุยว่าพร้อมหรือไม่ที่จะลงในฐานะสมัครผู้ว่าฯ กทม. ตนในฐานะที่ร่วมคิด ร่วมทำมาตั้งแต่แรก และต้องการคนที่พร้อมขับเคลื่อนนโยบายของพรรคบนวิถีพรรค เชื่อว่าหากพรรคมองว่าตนใช่ ตนก็เชื่อว่าตนเองขับเคลื่อนอนาคต ขับเคลื่อนนโยบายและแผนต่างๆ บนวิถีทางของพรรค ก.ก.ได้ จึงตัดสินใจ ฉะนั้นตนอยู่ในกระบวนการตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ส่วนที่ถามว่าอนาคตทางการเมืองของตนจะเป็นอย่างไรนั้น

“ผมขอบคุณที่หลายคนมองว่ารู้สึกเสียดายผม แต่หากยังจำกันได้ในการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 กับการเลือกตั้งพรรคอนาคตใหม่ ไม่มีใครรู้จักผมเลย ผมใช้เวลา 3 ปีในการพิสูจน์ วันนี้ผมขอบคุณมากที่ประชาชนรู้สึกเสียดาย แสดงว่าสิ่งที่ผมทำงานหนัก หรือผมทุ่มเทมันผลิดอกออกผลในใจประชาชน งานในสภาก็สำคัญแต่งานที่สำคัญยิ่งกว่าคือการพิสูจน์ว่าพรรคก้าวไกลสามารถบริหารรัฐบาลให้คุณภาพชีวิตที่ดีเกิดขึ้นได้ และสนามผู้ว่าฯ กทม.จะเป็นบทพิสูจน์ ว่าผมต้องทำงานหนักและพิสูจน์ตัวเองว่าผมสามารถขับเคลื่อนนโยบายในแนวทางของรัฐบาลก้าวไกลใ ห้คนกรุงเทพฯ มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้ให้ได้ และผมพร้อมที่จะรับภาระในการที่จะพิสูจน์ในงานบริหารกรุงเทพมหานครให้ดีไปกว่างาน ส.ส.ที่อยู่ในสภา” นายวิโรจน์กล่าว

ถามถึง วิธีคิดในการทำงานในการเปลี่ยนแปลง กทม.

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรค ก.ก. กล่าวว่า เอาสถานการณ์เป็นที่ตั้งเพื่อที่จะกำหนดยุทธศาสตร์ และเอายุทธศาสตร์มากำหนดนโยบาย เอานโยบายมากำหนดคน ด้วยสถานการณ์ขณะนี้ เราไม่ได้คิดว่าต้องเป็นคนนอกหรือคนใน แต่เอาคนที่เหมาะสมที่สุด คนที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ และตนไม่คิดว่าด้วยสถานการณ์เช่นนี้ ยุทธศาสตร์แบบนี้ นโยบายที่ทำมาเช่นนี้ ไม่คิดว่าจะมีใครเหมาะสมกว่านายวิโรจน์ ทั้งนี้ ตนคิดว่าการส่งจะผู้ว่าเพื่อไปแก้ปัญหาที่สะสมหมักหมมมานาน แม้ในอดีตที่ผ่านมาจะมีผู้ว่าหลายคนแต่ก็ไม่มีใครที่ทั้งประสานและแก้ปัญหาได้เท่านายวิโรจน์

ด้าน นายวิโรจน์กล่าวว่า ทุกการเลือกตั้ง คือโอกาสเปลี่ยนแปลง และมีหลายคนที่ต้องการการเปลี่ยนแแปลง ดังนั้น เราเห็นโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลง และสนามการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คือโอกาสที่คน กทม. จะได้เปลี่ยนแปลง และการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดีที่คนกทม. จะมีทางเลือกที่หลากหลาย มีตัวเลือกที่มีแนวคิดดีๆ ตนคิดว่า ดีกว่าการมีตัวเลือกอที่แย่ และแย่กว่าให้คนกรุงเทพเลือก ดังนั้นผู้สมัครแต่ละคนก็จะมีแนวคิดดีๆ มีนโยบายดีๆให้คน กทม.เลือก ตนมองตนเองเหมือนลูกน้องคนหนึ่งที่ตั้งหน้าตั้งตทำข้อเสนอ และรายงานเพื่อส่งมาให้เจ้านายของเราคือประชาชนคนกทม.ของเราอนุมัติ และตนเชื่อว่าเ้านายของเราคือประชาชนจะเลือกให้เราเป็นผู้ว่าฯ เพื่อทำงานรับใช้พี่น้องประชาชน

เมื่อถามว่า มั่นใจได้อย่างไรว่าเราจะได้รับชัยชนะ ?

นายพิธากล่าวว่า จุดแข็งของนายวิโรจน์คือ มีอุดมการณ์ที่มั่นคง ทำงานกับอนาคตใหม่มานาน ไม่โอนอ่อนกับนายทุน ขุนศึก ศักดินา นายวิโรจน์เป็นคนที่สามารถเข้ากับเยาวชนคนหนุ่มสาวในพื้นที่ กทม.ได้ และเชื่อว่าความเป็นตัวตนของนายวิโรจน์ และพรรค ก.ก. จะสามารถซื้อใจคน กทม.ได้ เรามั่นใจว่าการส่งนายวิโรจน์ลงสมัครครั้งนี้จะตอบโจทย์สถานการณ์ของ กทม.

เมื่อถามว่า ได้ประเมินจะส่งผลอย่างไรต่อการเลือกตั้งซ่อมเขต 9 กทม. และอะไรคือสิ่งที่พรรค ก.ก. และคณะก้าวหน้า ประเมินแล้วเห็นว่าต้องให้นายวิโรจน์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.

นายพิธากล่าวว่า ตนคิดว่าเสริมกัน เพราะพื้นที่เขตเลือกตั้งซ่อมเป็นใจกลาง กทม. ที่มีปัญหาในเรื่องของความแออัด มลพิษ สังคมสูงวัย ฯลฯ และตนคิดว่า อาทิตย์หน้าจะได้เห็นทั้งแคนดิเดตผู้ว่าฯ และแคนดิเดต ส.ส. ลงพื้นที่เดินคู่กัน และจะได้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงในแต่ละพื้นที่เชื่อมกันได้

เมื่อถามว่า อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ตัดสินใจเรื่องนายวิโรจน์ ?

นายพิธากล่าวว่า ส่วนตัวไม่ได้ตัดสินใจอะไร แต่มีความเห็นตรงกันว่าจะต้องจัดการและสร้างคุณภาพกทม.ให้ได้ เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลง เพราะการเปลี่ยนแปลงกรุงเทพฯได้ก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศได้ ตอนนี้มีภารกิจสำคัญในงานกรรมาธิการการศึกษา ในการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับนักเรียนที่กำลังสอบทีแคสท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งเป็นภารกิจสุดท้ายที่ต้องจัดทำเพื่อน้องๆนักเรียนทุกคนและสัญญาว่าจะพยายามทำอย่างเต็มที่และทำเพื่อน้องๆให้เกิดผลอย่างที่สุด ทั้งนี้ ส่วนตัวอยากให้มองปัญหาวันนี้ในความเป็นจริงและตนย้ำเสมอว่าการแก้ปัญหาจะต้องอยู่บนพื้นฐานความจริง เพราะกทม.เป็นอย่างนี้และตนย้ำเสมอว่าผู้ว่าฯกทม.ไม่จำเป็นจะต้องมีเทคนิคล้ำเลิศ ขอเพียงมีความเจ็บจำนงและพร้อมที่จะเป็นพ่อบ้านทำเพื่อประชาชนและเก็บรายละเอียดทุกเม็ดมาเป็นปัญหาของตนเอง รวมทั้งเร่งแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด อันนี้ไม่ใช่เนกาทีฟแต่เป็นแคมเปญที่สะท้อนงานของผู้ว่าฯให้เป็นจริงมากกว่า

เมื่อถามว่า ได้มีการคาดหวังให้กำหนดวันเลือกตั้งเมื่อไหร่ ?

นายวิโรจน์เปิดเผยว่า การเลือกตั้งจะต้องถามทางรัฐบาล แต่ตนมีความพร้อมเสมอและตลอดเวลา รวมทั้งที่เปิดตัวในวันนี้ตนได้เตรียมตัวมาเป็นปี

ขณะที่ นายพิธากล่าวว่า ต่อไปเราจะต้องเห็นการทำงานแบบไร้รอยต่อ ให้กับคน กทม.ได้

เมื่อถามว่าพร้อมที่จะสู้ทุกปัญหาหรือไม่ ?

นายวิโรจน์กล่าวว่า ตนขอย้ำว่าตนพร้อมที่จะทำงานกับข้าราชการที่ดีที่มีมากกว่า 90% ที่รอทำงานกับผู้ว่าฯกทม.ที่ตรงไปตรงมา และพวกเขาจะมีที่ยืนและทำงานอย่างมีศักดิ์ศรี รวมทั้งตนจะบอกกับข้าราชการทุกคนว่าข้าราชการคนไหนที่โกงจะไม่โต

เมื่อถามว่า เปิดตัวเป็นแคนดิเดต พร้อมทำงานเต็มที่หรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า ตนพร้อมที่จะทำงานทันที และดูในวันพรุ่งนี้ ตนจะลงพื้นที่ไปตรวจสอบปัญหาทางม้าลายที่ไม่ปลอดภัยและค้นหาว่าเกิดจากสาเหตุอะไรกันแน่

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon