บทนำ : สต๊อกหมู 14 ล้านกิโล

27.01.22 | 12:01 น.

บทนำ วันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม 2565 : สต๊อกหมู 14 ล้านกิโล

มีรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล แจ้งว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เมื่อวันที่ 24 มกราคมที่ผ่านมา ช่วงหนึ่งนายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รายงานสถานการณ์การเลี้ยงหมูในปัจจุบันว่า จากการตรวจสอบผู้เลี้ยงหมู รายย่อย รายกลาง และรายใหญ่ พบว่าผู้เลี้ยงหมูรายใหญ่และรายกลางมีจำนวนเพิ่มขึ้น ลดลงเฉพาะรายย่อยเท่านั้น และปริมาณหมูหายไปเพียงแค่ 1 ล้านตัว คิดเป็น 11% ไม่ได้หายไป 5-6 ล้านตัวตามที่มีการนำเสนอข่าว

รายงานข่าวยังระบุว่า นายประภัตรยืนยันในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า จากการตรวจสต๊อกหมูในประเทศส่วนหนึ่ง พบว่ามีการสต๊อกหมู 14 ล้านกิโลกรัม และได้ตั้งข้อสงสัยว่าทำไมไม่นำเนื้อหมูในสต๊อกส่วนนี้ออกมาจำหน่ายให้หมด และอยากให้นำออกจำหน่ายก่อนช่วงเทศกาลตรุษจีน เพื่อไม่ให้ราคาหมูแพง หากไม่นำออกมาจำหน่าย จะนำเข้าหมูจากต่างประเทศเฉพาะกิจ เพื่อไม่ให้มีการกักตุน ซึ่งเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้รับรายงานแล้ว ได้กล่าวในที่ประชุมว่า หากพบคนอยู่เบื้องหลัง หรือมีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินคดีทั้งหมด

รายงานข่าวดังกล่าวเกิดขึ้น หลังจากเมื่อการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งที่แล้ว พล.อ.ประยุทธ์สั่งให้รวบรวมข้อมูลหมูไปรายงานต่อที่ประชุมอีกครั้ง เมื่อพบว่าข้อมูลยังสับสน ซึ่งหากตัวเลขหมูเป็นไปตามข้อเสนอของนายประภัตรแสดงว่าราคาหมูที่พุ่งขึ้นมานั้นไม่ได้เป็นไปตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างโปร่งใสต่อไปว่า ข้อมูลตามรายงานข่าวนั้นเป็นจริงหรือไม่ ถ้าเป็นข้อมูลจริง รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรกับสต๊อกหมู 14 ล้านกิโลกรัม เพราะนายประภัตรต้องการให้นำออกมาจำหน่ายในช่วงที่หมูขาดตลาด ทำให้ราคาแพงขึ้นในช่วงตรุษจีน หรือถ้าที่สุดแล้วไม่มีใครนำเอาเนื้อหมูไปขายในตลาด รัฐบาลจะทำอย่างไรถึงจะทำให้ราคาหมูลดต่ำลง

สำคัญที่สุดคือการแสวงหาข้อเท็จจริงให้ได้ว่า เหตุที่หมูแพงนั้นเป็นเพราะมีการกักตุนเนื้อหมูเอาไว้ หรือเป็นเพราะเกิดโรคระบาดในหมูจนต้องฆ่าทิ้งก่อนระบาดไปทั่วกันแน่ การได้ข้อสรุปที่เป็นจริงจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่เป็นจริง กรณีเรื่องหมูแพงนี้ อย่าปล่อยเลยผ่านไป ต้องใช้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นปรับปรุงระบบเกี่ยวกับหมูกันทั้งระบบ ระหว่างที่ปรับปรุงระบบ หากพบเห็นหลักฐานว่าใครทุจริต หรือทำอันตรายต่อสังคม ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่คนที่คิดจะกระทำผิด สร้างความเดือดร้อนให้เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

Advertisement